Articles

« Back to Result | List

Green Economics ประเทศไทย (ตอนที่ 1) จากเศรษฐกิจพอเพียงถึงกสิกรรมธรรมชาติ – เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง

โดย ระวิวรรณ ศรีสยาม - แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)

โดย ระวิวรรณ ศรีสยาม - แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน ( HYPERLINK "http://www.childmedia.net/" สสย.)
“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
รายได้ของประเทศที่ใช้สร้างความเจริญในด้านต่างๆ ก็เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่
จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศไทยต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ
ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ” พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 9
ณ ปัจจุบันนี้ภาครัฐได้หันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่างเต็มตัว
หลังจากที่หลายรัฐบาลในอดีตหลงทางพยายามจะเปลี่ยนชาติไทยให้เป็น NICs (Newly Industrialized Countries)
มาหลายสิบปี แต่เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจโลกรุมเร้า อุตสาหกรรมส่งออกติดขัด อัตราการผลิตไม่เพียงพอ
เกิดปัญหาภัยธรรมชาติ รวมทั้งเกิดประเทศคู่แข่งใหม่อย่างเวียดนามและจีน
ก็ทำเอาพ่อค้า(นักรับจ้างผลิต)ชาวไทยถึงกับเข่าอ่อนกันเลยทีเดียว
เห็นชัดว่าความพยายามที่จะเปลี่ยน "เกษตรกร" ให้เป็น "พ่อค้า" ทำเอาประเทศไทยเกือบล้มไม่เป็นท่ามาหลายครั้ง
ทุกวันนี้การมองหาทางออกที่ดีกว่าจึงเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งเสริมให้คนไทยหันกลับมามองที่ “รากฐานเดิม”
ของตนเอง เช่น การที่ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองก่อนแล้วค่อยรู้จักแบ่งปัน ฯลฯ
และได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ( HYPERLINK
"http://www.chumchon.go.th/index1.php" สพช.)
ขึ้นเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนทั้งในระดับชุมชนและหมู่บ้านได้ร่วมกันบริหารจัดการศักยภาพที่มีอยู่เดิมให้ก้าวหน้าต่
อไป โดยหลักๆ แล้วโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร
และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนา
“เศรษฐกิจระดับฐานราก” ให้กับหมู่บ้านและชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี
พ.ศ.2517 และได้ทรงเน้นย้ำหลักการพัฒนานี้กับคนไทยมาโดยตลอด
พระองค์ทรงยึดหลักการทำงานที่ถือผลประโยชน์ของประชาชน ภูมิสังคม และการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ที่สำคัญทรงสนับสนุนแนวคิดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน อาทิเช่น
การใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติภายใต้โครงการปลูกป่า 3 อย่างแต่ได้ประโยชน์ 4 อย่าง
การปลูกพืชพลังงานด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
การลดพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างถิ่น ลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากต่างชาติ
และสนับสนุนให้ปลูกพืชพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งพาตนเอง
(นอกจากนั้นยังทรงผลักดันการพัฒนาที่เกี่ยวข้องอีกหลายรูปแบบ เช่น
การพัฒนาศักยภาพของคนในทุกมิติ การพัฒนาแบบองค์รวม การพัฒนาแบบบูรณาการ
ฯลฯ) ซึ่งเราจะเห็นว่าแนวทางเหล่านี้ล้วนอยู่บนหลักการและวัตถุประสงค์ของ "โครงการชุมชนพอเพียง”
ในความดูแลของรัฐบาลชุดนี้ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีโครงการดีๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในประเทศเรา
มีบุคคลท่านหนึ่งที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาโดยตลอด
และเป็นผู้ที่เผยแพร่ความรู้ในการดำรงชีวิตตามแนวพระราชดำรินี้มานานกว่า 14 ปี นั่นก็คือ
อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร
อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร
ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช
ดำริ (กปร.) มาเป็นเวลายาวนาน
เนื้องานในตำแหน่งหน้าที่นี้ทำให้อาจารย์วิวัฒน์ได้สัมผัสกับชีวิตของเกษตรกรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ได้พบกับปัญหาทุกรูปแบบของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน ความยากจน ความรู้ในเรื่องการเกษตร
ตลอดจนปัญหาสุขภาพ การศึกษา ฯลฯ ประกอบกับที่ได้ถวายการรับใช้พระเจ้าอยู่หัวค่อนข้างใกล้ชิด
ได้เห็นพระองค์ท่านทุ่มเทพระวรกาย กำลังทุนทรัพย์
และเวลาส่วนพระองค์ไปกับการพัฒนาค้นคว้าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จึงเกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
และได้รวบรวมกลุ่มคนจากหลากหลายสาขาอาชีพ (ที่มีอุดมการณ์ตรงกันในการที่จะฟื้นฟูประเทศ) จัดตั้ง
“มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะน้อมนำเอาปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระเจ้าอยู่หัว
มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังกับวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย
ที่ผ่านมาอาจารย์วิวัฒน์และทีมงานได้ทำการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรธรรมชาติ
รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หยุดการพึ่งพาเทคโนโลยีของชาติตะวันตก
และหันกลับมาพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน การดำเนินงานช่วงแรกของชมรมฯ
เริ่มจากการที่อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ลงมือทำงานเองเพื่อพิสูจน์ให้กลุ่มเกษตรกรเห็นว่า
"คนไทยเราสามารถพึ่งตนเองได้" โดยการพึ่งตนเองนั้นเริ่มง่ายๆ จากการ "ปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง"
คือ 1) ไว้กินเป็นอาหาร 2) ไว้ใช้เป็นยา 3) มีไม้ไว้สร้างบ้าน และ 4) ไว้ใช้งานด้านอื่นๆ นอกจากนั้น
ภายในพื้นที่ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี
อาจารย์วิวัฒน์ยังสาธิตการทำนา การทำปุ๋ย การทำเอนไซม์ธรรมชาติไว้ใช้เองในนาข้าว ฯลฯ
จากนั้นก็นำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงนี้ไปเผยแพร่แก่กลุ่มเกษตรกร
ในปัจจุบันนอกเหนือจากอาจารย์วิวัฒน์แล้ว มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติยังมีสมาชิกท่านอื่นๆ
ที่ช่วยกันทำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติ สมุนไพรไล่แมลง
และอีกหลายต่อหลายอย่าง โดยได้ทำการทดลองและเผยแพร่องค์ความรู้ไปในพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 50
จังหวัดในทั่วทุกภาคของประเทศ
(สัปดาห์หน้าติดตามเรื่องราวภาคต่อของอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธรได้ใน "Green Economics ประเทศไทย ตอนที่ 2")
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : HYPERLINK "http://www.agrinaturetwo.org/index.php"
http://www.agrinaturetwo.org/index.php
HYPERLINK "http://www.chumchon.go.th/index1.php" HYPERLINK
"http://www.chumchon.go.th/index1.php" http://www.chumchon.go.th/index1.ph

greec-eco1-1

“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ใช้สร้างความเจริญในด้านต่างๆ ก็เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศไทยต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ” พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ณ ปัจจุบันนี้ภาครัฐได้หันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่างเต็มตัว หลังจากที่หลายรัฐบาลในอดีตหลงทางพยายามจะเปลี่ยนชาติไทยให้เป็น NICs (Newly Industrialized Countries) มาหลายสิบปี แต่เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจโลกรุมเร้า อุตสาหกรรมส่งออกติดขัด อัตราการผลิตไม่เพียงพอ เกิดปัญหาภัยธรรมชาติ รวมทั้งเกิดประเทศคู่แข่งใหม่อย่างเวียดนามและจีน ก็ทำเอาพ่อค้า(นักรับจ้างผลิต)ชาวไทยถึงกับเข่าอ่อนกันเลยทีเดียว

เห็นชัดว่าความพยายามที่จะเปลี่ยน "เกษตรกร" ให้เป็น "พ่อค้า" ทำเอาประเทศไทยเกือบล้มไม่เป็นท่ามาหลายครั้ง ทุกวันนี้การมองหาทางออกที่ดีกว่าจึงเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งเสริมให้คนไทยหันกลับมามองที่ “รากฐานเดิม”ของตนเอง เช่น การที่ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองก่อนแล้วค่อยรู้จักแบ่งปัน ฯลฯ และได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ขึ้นเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนทั้งในระดับชุมชนและหมู่บ้านได้ร่วมกันบริหารจัดการศักยภาพที่มีอยู่เดิมให้ก้าวหน้าต่อไป โดยหลักๆ แล้วโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนา “เศรษฐกิจระดับฐานราก” ให้กับหมู่บ้านและชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

greec-eco1-2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 และได้ทรงเน้นย้ำหลักการพัฒนานี้กับคนไทยมาโดยตลอด พระองค์ทรงยึดหลักการทำงานที่ถือผลประโยชน์ของประชาชน ภูมิสังคม และการพึ่งตนเองเป็นสำคัญที่สำคัญทรงสนับสนุนแนวคิดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน อาทิเช่น การใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติภายใต้โครงการปลูกป่า 3 อย่างแต่ได้ประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกพืชพลังงานด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การลดพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างถิ่น ลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากต่างชาติ และสนับสนุนให้ปลูกพืชพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งพาตนเอง (นอกจากนั้นยังทรงผลักดันการพัฒนาที่เกี่ยวข้องอีกหลายรูปแบบ เช่น การพัฒนาศักยภาพของคนในทุกมิติ การพัฒนาแบบองค์รวม การพัฒนาแบบบูรณาการ ฯลฯ) ซึ่งเราจะเห็นว่าแนวทางเหล่านี้ล้วนอยู่บนหลักการและวัตถุประสงค์ของ "โครงการชุมชนพอเพียง" ในความดูแลของรัฐบาลชุดนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีโครงการดีๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในประเทศเรา มีบุคคลท่านหนึ่งที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาโดยตลอด และเป็นผู้ที่เผยแพร่ความรู้ในการดำรงชีวิตตามแนวพระราชดำรินี้มานานกว่า 14 ปี นั่นก็คือ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร

อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มาเป็นเวลายาวนาน เนื้องานในตำแหน่งหน้าที่นี้ทำให้อาจารย์วิวัฒน์ได้สัมผัสกับชีวิตของเกษตรกรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศได้พบกับปัญหาทุกรูปแบบของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน ความยากจน ความรู้ในเรื่องการเกษตร ตลอดจนปัญหาสุขภาพ การศึกษา ฯลฯ ประกอบกับที่ได้ถวายการรับใช้พระเจ้าอยู่หัวค่อนข้างใกล้ชิดได้เห็นพระองค์ท่านทุ่มเทพระวรกาย กำลังทุนทรัพย์และเวลาส่วนพระองค์ไปกับการพัฒนาค้นคว้าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จึงเกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และได้รวบรวมกลุ่มคนจากหลากหลายสาขาอาชีพ (ที่มีอุดมการณ์ตรงกันในการที่จะฟื้นฟูประเทศ) จัดตั้ง “มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะน้อมนำเอาปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังกับวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย

greec-eco1-3

ที่ผ่านมาอาจารย์วิวัฒน์และทีมงานได้ทำการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรธรรมชาติ รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หยุดการพึ่งพาเทคโนโลยีของชาติตะวันตก และหันกลับมาพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน การดำเนินงานช่วงแรกของชมรมฯ เริ่มจากการที่อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ลงมือทำงานเองเพื่อพิสูจน์ให้กลุ่มเกษตรกรเห็นว่า "คนไทยเราสามารถพึ่งตนเองได้" โดยการพึ่งตนเองนั้นเริ่มง่ายๆ จากการ "ปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง" คือ 1) ไว้กินเป็นอาหาร 2) ไว้ใช้เป็นยา 3) มีไม้ไว้สร้างบ้าน และ 4) ไว้ใช้งานด้านอื่นๆ นอกจากนั้น ภายในพื้นที่ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อาจารย์วิวัฒน์ยังสาธิตการทำนา การทำปุ๋ย การทำเอนไซม์ธรรมชาติไว้ใช้เองในนาข้าว ฯลฯ จากนั้นก็นำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงนี้ไปเผยแพร่แก่กลุ่มเกษตรกร

ในปัจจุบันนอกเหนือจากอาจารย์วิวัฒน์แล้ว มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติยังมีสมาชิกท่านอื่นๆ ที่ช่วยกันทำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติ สมุนไพรไล่แมลง และอีกหลายต่อหลายอย่าง โดยได้ทำการทดลองและเผยแพร่องค์ความรู้ไปในพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 50 จังหวัดในทั่วทุกภาคของประเทศ (สัปดาห์หน้าติดตามเรื่องราวภาคต่อของอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธรได้ใน "Green Economics ประเทศไทย ตอนที่ 2")

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
http://www.agrinaturetwo.org/index.php
http://www.chumchon.go.th/index1.php

« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-10
  • Resource: www.tcdcconnect.com