Creative Knowledge

« Back to Result | List

“ไม่เชื่อ…อย่าลบหลู่” – ศรัทธากับโอกาสทางธุรกิจ

โดย สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

Believe1

แม้ว่าเทคโนโลยีบนโลกใบนี้จะก้าวไกลไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับชาวโลกทุกชาติศาสนาก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของ “ความเชื่อ” และความเชื่อที่ว่านี้ส่วนใหญ่ก็หล่อหลอมมาจาก “ความศรัทธา” ที่ผู้คนมีต่อผู้นำทางศาสนาหรือลัทธิต่างๆ นั่นเอง ซึ่งตรงนี้เราก็ไม่สามารถที่จะหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องสนับสนุนว่า เทพพระเจ้าองค์นี้หรือศาสดาองค์นั้นเป็น “จริง” หรือ “เท็จ” มากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้น ความเชื่อที่ว่านี้ยังสามารถสร้าง “ความรู้สึกที่ดีด้านจิตใจ” อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับองค์เทวดาหรือเทพเจ้าที่เราเคารพบูชา

รูปเคารพ - สัญลักษณ์และคุณค่าที่ออกแบบได้
สำหรับชาวพุทธแล้ว “พระพุทธรูป” เปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์ขององค์พระศาสดา มีขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รำลึกถึงศาสนา แต่เมื่อสืบประวัติย้อนไปในครั้งโบราณ กลับพบว่าในสมัยพระพุทธกาลนั้นไม่มีการบูชารูปเคารพแต่อย่างใด หรือแม้แต่ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูที่มีมาก่อนศาสนาพุทธ เขาก็ไม่มีรูปเคารพเช่นกัน ที่ทราบมาคือหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในหลักธรรมของพระองค์ได้นำเอาสิ่งของ อันได้แก่ ดิน น้ำ และกิ่งก้านใบโพธิ์จากบริเวณสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) สถานที่ตรัสรู้ (พุทธคยา) สถานที่ปฐมเทศนา (พาราณสี) และสถานที่ปรินิพพาน (กุสินารา) มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกบูชาก็เพียงเท่านั้น จนกระทั่งราวพุทธศักราชที่ 500 ถึง 550 เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 กษัตรย์ชาวกรีก ยกทัพเข้าครอบครองแคว้นคันธาราฐ พระองค์ได้เกิดความเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงนำศิลปะกรีกมาสร้างแบบจำลองพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นครั้งแรก

การกำเนิดของพระพุทธรูปถือว่าเป็นตัวอย่างของการแปร “ความรู้สึกในใจ” อันเป็นนามธรรม มาสู่ “สัญลักษณ์” ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ศรัทธาสามารถสัมผัสมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น นัยสำคัญของ “การแปร” นี้เองที่ทำให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปจำลองขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยมีขนาด รูปแบบ และศิลปะการสร้างที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในโบสถ์ พระพุทธรูปองค์เล็กลงมาสำหรับตั้งบนโต๊ะหมู่บูชา หรือพระพุทธรูปองค์จิ๋วในรูปแบบของ “พระเครื่อง” เอาไว้แขวนหรือพกติดตัว

Believe2

วัดแต่ละแห่งในปัจจุบันก็จะมี “ความขลัง” “ความศรัทธา” และ “การบูชา” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมไปถึง “วัสดุที่ใช้ในการผลิต” ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้พระพุทธรูปแต่ละองค์แต่ละรุ่นมีความพิเศษด้วย เช่น พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ “พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกสีเขียว อยู่ในสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน ปัจจุบันถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย ประดิษฐานอยู่ในวัดพระแก้ว ดังนั้นจึงมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระแก้วมรกตอยู่มาก ดังเช่น พระราชพิธีตรียัมปวาลและตรีปวาย พระราชพิธีศรีสัจปานกาล (พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา) พระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล ฯลฯ เป็นต้น

ในส่วนของพระเครื่องนั้น “ชุดเบญจภาคี” ถือได้ว่าเป็นพระเครื่องชุดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ประกอบด้วยพระจำนวน 5 องค์ ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม (เป็นองค์ประธาน) พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก พระผงสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี พระลีลา จ.กำแพงเพชร และพระรอด กรุวัดมหาวัน จ.ลำพูน ชุดเบญจภาคีนี้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่องที่มีผู้ต้องการแสวงหามากที่สุด ปัจจุบันมีราคาเช่าสูงหลายล้านบาท รวมทั้งยังมีการปลอมแปลงมากที่สุดด้วย

“ยันต์” ศรัทธาขอมที่แนบแน่นกับคนไทย
อีกมุมหนึ่งของการต่อยอดธุรกิจจากความเชื่อคงหนีไม่พ้นเรื่องของการ “สักยันต์” บนร่างกาย สำหรับในประเทศไทยรูปแบบของการสักยันต์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากชาวขอม การลงยันต์หรือเขียนยันต์ก็จะใช้อักขระขอม โดยเขียนเป็นตัวย่อของพระคาถาแต่ละบท ส่วนตัวเลขที่อยู่ในยันต์ก็ย่อมาจากอักขระของพระคาถาเช่นกัน การลงยันต์หรือการเขียนยันต์แต่ละครั้งจะมีคาถาหรือสูตรกำกับไว้ โดยผู้เขียนจะต้องภาวนาคาถานั้นไปพร้อมๆ กับที่ลงยันต์ด้วย รูปแบบของยันต์ก็มีหลายประเภท เช่น ยันต์กลม มีความหมายว่าเป็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ยันต์สามเหลี่ยม มีความหมายถึงพระรัตนตรัย ยันต์สี่เหลี่ยม มีความหมายถึงธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นอกจากนั้นยังมียันต์รูปภาพ เป็นรูปเทวดา มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ เช่น รูปเสือกับความเชื่อเรื่องอำนาจ ความน่าเกรงขาม การมีพละกำลังคงทนต่อศาสตราวุธ เป็นต้น

Believe 3

การลงยันต์ที่โด่งดังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบันก็คือ “การลงยันต์ห้าแถว” ของอาจารย์หนู กันภัย ซึ่งมีพลังพุทธคุณเกื้อหนุนให้การงานเจริญรุ่งเรือง ดวงไม่ตกต่ำ ใครเห็นใครก็รัก แม้กระทั่งคนเคยเป็นศัตรูก็จะกลับกลายมาเป็นมิตร นอกจากนั้น การต่อยอดความศรัทธาในตัวอาจารย์หนูคนนี้ ยังทำให้เกิดเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คหลายเล่ม เช่น “สัก เสก เลขยันต์” ในปี 2549 ไปจนถึง “หมื่นยันต์” ที่มีเนื้อหาเข้มข้นพร้อมภาษาอังกฤษเกือบ 100 หน้า สำหรับลูกศิษย์ชาวต่างชาติ หนังสือหมื่นยันต์ขายพร้อมผ้ายันต์หนุนดวงห้าแถว ซึ่ง ณ วันที่เขียนบทความนี้ (ปลายเดือนมิถุนายน 53) “หมื่นยันต์” พิมพ์เป็นครั้งที่ 9 แล้ว แถมยังครองยอดขายอันดับหนึ่งบนชั้นหนังสือของ 7-11 ด้วย ส่วนอันดับสองที่ตามมาติดๆ ก็คือ “เสาร์ห้า ห้าแถว ห้าดอก” ของอาจารย์หนู กันภัยเช่นกัน โดยเล่มนี้ขายพร้อมกับ “ตะกรุดมหาเมตตา” ส่วนอันดับสามได้แก่ “เปิดกรุเหรียญเก่า” ของหลวงพ่อคูณ ขายพร้อมเหรียญสำหรับบูชา เราจะเห็นว่าหนังสือขายดีทั้งสามอันดับในร้าน 7-11 นี้ล้วนเป็นสินค้าที่สานต่อมาจากพื้นฐาน “ความเชื่อของคน” ทั้งสิ้น

การตลาดกับความเชื่อ - ของขลังยังไงก็ขาย
นอกจากเรื่องพระพุทธรูป พระเครื่อง และการสักยันต์แล้ว ยังมีรูปแบบของธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเชื่อ เช่น “ฮู้” อักษรจีนที่มักนิยมเขียนลงบนกระดาษหรือผ้า “ปลัดขิก” เครื่องรางที่พ่อค้าแม่ขายนิยมใส่ไว้ในตะกร้าเงินเพื่อให้ของขายดี “นางกวักบนแท่นบูชา” ที่เชื่อกันว่าจะช่วยกวักเรียกลูกค้าให้เดินเข้าร้าน เป็นต้น

ในส่วนของสินค้าต่อเนื่องก็มีอีกมากมาย เช่น หนังสือพระเครื่อง วีซีดีธรรมะ เว็บเช่าเครื่องรางของขลังออนไลน์ หรือภาพยนตร์อย่าง “ห้าแถว อักขระแห่งวิชา ศาสตราป้องกันภัย” และ “หนูกันภัย ศึกมหายันต์ ยิงกันสนั่นจอ” ที่เพิ่งลาโรงไปเมื่อเดือนพฤษภา 53 เป็นต้น

ในทุกสังคมไม่ว่าจะในซีกใดของโลก หากเราสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า รูปแบบของ “ความเชื่อ” ได้ถูกต่อยอดแตกใบไปเป็นธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้ซื้อหาบริโภคเป็นเครื่องส่งเสริมดวงชะตา ป้องกันภัย หรือแม้กระทั่งเพื่อความบันเทิง (อันมีความเชื่อเป็นแกนกลาง) แม้บางท่านอาจจะมองเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งงมงาย แต่ของแบบนี้ “ใครไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่” เพราะของ (คุณไสย์) อาจจะเข้าตัว หาโอกาสแก้ยาก ที่สำคัญผมยังไม่เห็นศาสนาใดหรือลัทธิใดในโลก ที่มีหลักคำสอนส่งเสริมให้มนุษย์มีจิตใจที่โหดเหี้ยมทารุณนะครับ

แล้วคุณล่ะ เชื่อมั่นหรือศรัทธาในสิ่งใดกันบ้างรึเปล่า รบกวนแชร์ไอเดีย แบ่งปันความคิดกับผมได้ หรือถ้าท่านจะบอกว่าผมไร้สาระ ก็เชิญวิจารณ์ได้เต็มที่ครับผม

ภาพประกอบ :
www.sakyan.com

ข้อมูลอ้างอิง :
http://www.arjannoo.com/
http://niramoke.weloveshopping.com
http://th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธรูป

« Back to Result

  • Published Date: 2010-08-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง