Creative Knowledge

« Back to Result | List

รวม 4 เรื่องเล่าของ “ชาวสวนยุคใหม่” ในกรุงเทพฯ

เรื่อง : นิชา รักพานิชมณี

bannrak

นอกจากจะเพิ่มอากาศบริสุทธ์ ลดอุณหภูมิความร้อน และเป็นทัศนียภาพอันสวยงามให้กับผู้คนแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าธรรมชาติและพืชพรรณในเมืองนั้นยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย (มากเกินกว่าที่หลายคนจะคิดไปถึง) วันนี้ TCDCCONNECT ภูมิใจนำเสนอ 4 เรื่องราวของคนเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับต้นไม้ดอกไม้ พืชผัก และธรรมชาติ เราขอเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า “Modern Farmer” (หรือชาวสวนยุคใหม่) ค่ะ

เรื่องที่ 1 : ธรรมชาติคือโรงเรียน
“เวลาเรามองมะม่วง เราถูกสอนให้มองแต่ผล ว่ามันกินได้รึยัง ...คนซื้อสมัยนี้ชอบแค่เปลือก คนขายเขาก็เลยทำสี บ่มให้สุก แต่ข้างในมันยังไม่พร้อม มันยังไม่สุกหล่นออกจากต้น …ซึ่งเรามองเด็กทุกวันนี้ในแบบเดียวกัน”

อาจารย์อภิสรี จรัลชวนะเพท ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก เชื่อว่าเด็กจำนวนมากในยุคปัจจุบันถูกบ่มและผลักให้โตเร็วเกินไป ที่อนุบาลบ้านรัก อ.อภิสรีจึงเลือกที่จะสอนเด็ก “ให้เต็มที่กับวัยเด็ก” เสียก่อน ที่นี่เด็กๆ จะไม่ได้รับการติวเลขติวภาษา แต่จะได้รับการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ และการเข้าสังคม โดยอ.อภิสรีมองว่า ธรรมชาติๆ รอบตัวเด็กนั่นแหละ คือเครื่องมือทางการศึกษาที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ฝึกสติปัญญา
ในสวนของอนุบาลบ้านรักมี “ต้นไม้ 3 ด.” อันได้แก่ “ดมได้ ดูได้ และแดกได้”
ที่นี่เด็กๆ (วัยตั้งแต่ขวบครึ่งถึงหกขวบ) จะได้ใช้เวลาทุกวันในการจัดดอกไม้ที่เก็บมาจากสวน ซึ่งมีทั้งดอกพิกุล อัญชัน ลั่นทม หรือแม้กระทั่งดอกข่า ดอกขิง และดอกชมพู่ กิจกรรมนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้การฝึกสมาธิ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสติปัญญาในขั้นแรกนั่นเอง

ฝึกอารมณ์
นอกจากการฝึกสติปัญญาแล้ว อ.อภิสรียังใช้ธรรมชาติสอนเด็กๆ ทางด้านอารมณ์ เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะดูแลและมองเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่นด้วย ในทุกๆ ปี สวนของอนุบาลบ้านรักจะเป็นที่ออกลูกของเต่าและกระต่าย ซึ่งนักเรียนทุกคนจะมาจ้องดูแม่เต่าขณะวางไข่ด้วยความทึ่ง และร่วมกันปกป้องบริเวณที่ฟักไข่ไม่ให้ถูกรบกวน สังเกตได้ว่าแม้กระทั่งเด็กที่ซนมากก็จะนั่งนิ่งเมื่อได้อุ้มลูกกระต่าย เพราะว่าเขาไม่อยากให้มันแตกตื่น

ฝึกการเข้าสังคม
เชื่อหรือไม่ว่า “ลูกเชอรี่ไทยเปรี้ยวๆ” สามารถเป็นบทเรียนที่สอนเด็กเรื่องการเข้าสังคมได้... ที่อนุบาลบ้านรัก เด็กๆ จะนิยมเล่นเก็บลูกหม่อน ลูกตะขบ ลูกชมพู่ และลูกเชอรี่ โดยอย่างสุดท้ายนี้ออกลูกดกและเก็บเพลินที่สุด เด็กบางคนเก็บลูกเชอรี่ดิบเสียจนเต็มกระเป๋า แต่เมื่อกลับเข้าห้องเรียน เด็กคนนั้นก็จะถูกประท้วงจากเพื่อนร่วมชั้นว่า “ทำไมไม่ยอมให้ลูกเชอรี่สุกคาต้นก่อน แล้วค่อยไปเก็บกินด้วยกัน” เหตุการณ์นี้เกิดขื้นบ่อยๆ จนกลายเป็นกติการ่วมของเด็กทุกคนว่า “ถ้าไม่ใช่สีแดง ลูกเชอรี่จะไม่ออกจากต้นแม่เด็ดขาด” กติกาสังคมแบบนี้นับเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สอนให้เด็กๆ รู้จักการยับยั้งชั่งใจ และเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมอย่างอ่อนโยน อ.อภิสรีเล่าต่อว่า “คนมักเรียกอนุบาลบ้านรักว่าโรงเรียนทางเลือก แต่จริงๆ แล้วเรากลับคิดว่ามันเป็นทางหลักของมนุษยชาติเลยนะ เพราะตามหลักพัฒนาการของมนุษย์แล้ว วันหนึ่งเด็กจะยืนได้เองโดยไม่ต้องสอน พูดได้เพราะจำเอง เล่นได้เมื่อคิดเป็น เราก็แค่รอให้วันนั้นมันมาถึงไม่ได้หรือ ...ครูว่าพ่อแม่ที่อยากเลือกการศึกษาเพื่อลูกจริงๆ (ไม่ใช่เพื่อหน้าตาทางสังคม) ก็ควรให้เขาได้รับอิสรภาพในการที่จะเติบโตเอง ให้เขาได้เป็นเด็กตามธรรมชาติจริงๆ ค่ะ”

เรื่องที่ 2 : ปลูกผักได้คน
“คนคิดว่าปลูกผักก็ได้ผัก แต่ผมว่าการปลูกผักมันให้อะไรมากกว่าผักเยอะ”
คทา มหากายี ผู้จัดการโรงแรมพระนครนอนเล่น ย่านเทเวศร์ เล่าให้เราฟังขณะนั่งอยู่ริมสวนที่เขียวฉ่ำของโรงแรม (ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นโรงแรมที่น่าพักอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยเว็บไซต์นักเดินทางอันหนึ่ง)

phanakhon

คุณคทาอุทิศพื้นที่บนดาดฟ้าของโรงแรมนี้ให้เป็น “สวนปลูกผัก” โดยระบุว่าทีมงานทุกคนจากทุกแผนกต้องมีหน้าที่ดูแลสวนแห่งนี้ร่วมกัน ไม่นานเขาก็ค้นพบว่าสิ่งที่โรงแรมได้รับจากสวนผักที่ไม่ได้มีแค่เพียงผักปลอดสารพิษหรือพื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่ “ชั่วโมงเกษตรกรรม” ได้ให้โอกาสการสื่อสารภายในทีมงาน เพิ่มความเข้าใจซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นแนวคิดการทำงาน และวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ขึ้น

“ลูกค้าของเราเคยไปนอนโรงแรมที่กรีซ ลาสเวกัส โมนาโค ปารีส ฯลฯ เท่ากับว่าเรากำลังแข่งขันกับคนทั้งโลกนะ” คุณคทาอธิบาย “แต่สิ่งที่ลูกค้าประทับใจเราที่สุด คือเขารับรู้ได้ว่าเรามีความตั้งใจสูงมากในงานบริการ ซึ่งถ้าคนของเราไม่มีหัวใจทำงานแล้ว เราจะเอาอะไรไปบริการเขาล่ะ... ที่พระนครนอนเล่นผมว่าเราปลูกผักได้คน”

เรื่องที่ 3 : ทุนเดิมของกรุงเทพฯ
“คุณรู้ไหม กทม.ลงทุนสูงมาก กว่าจะได้ปอดมาหนึ่งแห่ง”
ประยูร วงค์พุทธคำ คือเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่เชื่อว่า

“สวนควรจะเป็นได้มากกว่าการใช้เงินนับพันล้านบาทต่อปี เพื่อเช่าที่ ปลูกหญ้า และตัดแต่งไม้ประดับ” เพื่อพิสูจน์ความเชื่อนี้ คุณประยูรได้ริเริ่มขบวนการฟื้นฟูสภาพสวนที่มีอยู่แล้วใน “เขตจอมทอง” โดยเขาได้ทำการบูรณะพื้นที่สวนนี้ไปพร้อมๆ กับการลงพันธุ์พืชท้องถิ่นที่กินได้ ซึ่งก็คือ “ส้มบางมด”

bangmod

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา คุณประยูรสามารถฟื้นอาชีพของชาวสวนได้ราว 60 ราย และพัฒนา “สวนส้มยุคใหม่” ขึ้นได้เป็นร้อยๆ ไร่ อาจกล่าวได้ว่าเขาคือคนต้นคิดที่คืนชีวิตให้กับ “ส้มบางมดแท้” (ที่มีชานนิ่ม) อันเป็นผลผลิตจากดิน “ลักจืดลักเค็ม” ของสวนที่อยู่ติดทะเลนั่นเอง (ย่านบางมดปัจจุบันรวมถึงเขตจอมทอง เขตราชบูรณะ เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน และเขตทุ่งครู)

และด้วยรสชาติที่หวานเป็นพิเศษจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสวนเหล่านี้ (เช่น การกักน้ำในท้องร่องให้แห้งก่อนเก็บเกี่ยว และการบ่มส้มในใบตองหลังเก็บเกี่ยว) ส้มบางมดแท้จึงสามารถวางขายได้ในราคาสูงถึง 125 บาทต่อกิโลกรัม (เทียบกับส้มบางมดอื่นๆ ที่กองขายตามข้างถนนต่างจังหวัด ซึ่งมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 10-15 บาท)

ท้ายสุดคุณประยูรได้กำชับให้ชาวสวนส้มยุคใหม่งดใช้สารเคมีทุกชนิด ด้วยเห็นว่า “สวนส้มบางมด” อาจไม่ได้เป็นแค่พื้นที่การผลิตเพียงอย่างเดียวในอนาคต เขาอยากจะพัฒนามันให้เป็น “พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจรูปแบบใหม่” สำหรับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงด้วย

น่าดีใจที่วันนี้เราได้เห็นว่า จากทุนเดิมทางธรรมชาติของพื้นที่เขตจอมทอง นักพัฒนาที่ชื่อ ประยูร วงค์พุทธคำ สามารถสร้างอะไรได้ตั้งหลายอย่างเพื่อมอบกลับคืนให้คนกรุงเทพฯ ...โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเป็นแสนเป็นล้านเลย

เรื่องที่ 4 : ปลูกเองกินเอง ตัดค่าหัวคิว
คนเมืองทุกวันนี้ถูกบั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะพวกเราทำอะไรไม่เป็นเลย”
คมสันต์ หุตะแพทย์ ผู้ริเริ่มนิตยสารเกษตรกรรมธรรมชาติ เป็นหนึ่งในคนเมืองที่เคยคว้าแต่กุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์ในยามคับขัน แต่พอวันหนึ่งเมื่อไฟดับ รถไม่มี คมสันต์ก็เดินกลับเข้าบ้านและบอกลูกสาวว่า “พ่อจะหุงข้าวให้ลูกกินเอง เรามีแสงแดดเยอะแยะเลย”

วันนั้นคมสันต์หุงข้าวจนสุกได้ด้วยเตากล่องกระดาษที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เขาและลูกได้เรียนรู้ว่า การผลิตอะไรสักอย่างด้วยตนเองนั้น นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังให้ความสนุกและเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ด้วย ทุกวันนี้คมสันต์ปลูกพืชผักและสมุนไพรไว้ใช้เองรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งเผยแพร่ “วิธีการทำสวนในเมือง” ผ่านนิตยสารเกษตรกรรมธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ (ปัจจุบันนิตยสารนี้มีสมาชิกเป็นคนเมืองถึงครึ่งต่อครึ่ง)

agri11

เขากล่าวว่า “คนเมืองจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ผลิตบ้าง อย่างน้อยก็กับเรื่องที่ใกล้ตัว เช่น อาหารการกิน เพราะไม่เช่นนั้น เมืองจะกลายเป็นศูนย์กลางของการกินค่าหัวคิว ที่คนรวยในกรุงฯ เอาเปรียบคนเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งเอาเปรียบคนชนบท ซึ่งเอาเปรียบคนชายขอบ ซึ่งเอาเปรียบสัตว์ ป่าไม้ และธรรมชาติอีกที”

“เราเผาผลาญพลังงานจำนวนมากในการขนส่งอาหารจากชนบทสู่เมืองและส่งขยะจากเมืองออกสู่ชนบท คิดดูว่าคนชนบทต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามมลพิษที่เขาไม่ได้ก่อมากมายตั้งแต่เตาเผาขยะยันโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลิตทรัพยากรมาบำเรอคนเมืองทั้งนั้น” คมสันต์อธิบาย

จากนั้นเขาได้ยกตัวอย่างการใช้ทรัพยากรและพื้นที่รอบๆ ตัวแบบรู้คุณค่ามากขึ้น เช่น ใช้น้ำเปล่ามาแปรถั่วเขียวให้เป็นถั่วงอก ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าจาก 5 บาท เป็น 15 บาทต่อกิโลกรัม หรือการหัดเคี่ยวน้ำมันมะพร้าวด้วยตนเอง ที่สามารถเปลี่ยนมะพร้าวขูดราคา 200 บาท ให้กลายเป็นน้ำมันนวดราคาแพง หรือแม้กระทั่งการปลูกพืชสวนครัวแทนที่ไม้ประดับ ซึ่งก็ช่วยให้เราประหยัดไปได้หลายอย่าง (ทั้งเงิน ทั้งพลังงาน)

“ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นแค่งานอดิเรกของคนเมือง …สุดท้ายแล้วมันคือการลดการเอาเปรียบคนอื่น ...ลดการทำร้ายธรรมชาติ” คมสันต์กล่าวปิดท้ายกับเราเช่นนั้น

หากคุณผู้อ่านท่านใดมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ “ชาวสวนยุคใหม่” เช่นพวกเขาเหล่านี้ ขออย่าได้เก็บไว้ชื่นชมคนเดียวนะคะ นำมาแบ่งปันให้พวกเราที่นี่ฟังบ้าง เพราะทุกไอเดียไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ มันคือแรงบันดาลใจสำหรับคนไทยด้วยกันค่ะ

รวม 4 เรื่องเล่าของ “ชาวสวนยุคใหม่” ในกรุงเทพฯ
เรื่อง : นุ่น นิชา
นอกจากจะเพิ่มอากาศบริสุทธ์ ลดอุณหภูมิความร้อน และเป็นทัศนียภาพอันสวยงามให้กับผู้คนแล้ว
คุณรู้หรือไม่ว่าธรรมชาติและพืชพรรณในเมืองนั้นยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย
(มากเกินกว่าที่หลายคนจะคิดไปถึง) วันนี้ TCDCCONNECT ภูมิใจนำเสนอ 4 เรื่องราวของคนเมือง
ที่เกี่ยวเนื่องกับต้นไม้ดอกไม้ พืชผัก และธรรมชาติ เราขอเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า “Modern Farmer”
(หรือชาวสวนยุคใหม่) ค่ะ
เรื่องที่ 1 : ธรรมชาติคือโรงเรียน
“เวลาเรามองมะม่วง เราถูกสอนให้มองแต่ผล ว่ามันกินได้รึยัง ...คนซื้อสมัยนี้ชอบแค่เปลือก
คนขายเขาก็เลยทำสี บ่มให้สุก แต่ข้างในมันยังไม่พร้อม มันยังไม่สุกหล่นออกจากต้น
…ซึ่งเรามองเด็กทุกวันนี้ในแบบเดียวกัน”
อาจารย์อภิสรี จรัลชวนะเพท ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก
เชื่อว่าเด็กจำนวนมากในยุคปัจจุบันถูกบ่มและผลักให้โตเร็วเกินไป
ที่อนุบาลบ้านรัก อ.อภิสรีจึงเลือกที่จะสอนเด็ก “ให้เต็มที่กับวัยเด็ก” เสียก่อน
ที่นี่เด็กๆ จะไม่ได้รับการติวเลขติวภาษา แต่จะได้รับการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ อย่างครบถ้วน
ทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ และการเข้าสังคม โดยอ.อภิสรีมองว่า ธรรมชาติๆ รอบตัวเด็กนั่นแหละ
คือเครื่องมือทางการศึกษาที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ฝึกสติปัญญา
ในสวนของอนุบาลบ้านรักมี “ต้นไม้ 3 ด.” อันได้แก่ “ดมได้ ดูได้ และแดกได้” ที่นี่เด็กๆ
(วัยตั้งแต่ขวบครึ่งถึงหกขวบ) จะได้ใช้เวลาทุกวันในการจัดดอกไม้ที่เก็บมาจากสวน ซึ่งมีทั้งดอกพิกุล
อัญชัน ลั่นทม หรือแม้กระทั่งดอกข่า ดอกขิง และดอกชมพู่ กิจกรรมนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้การฝึกสมาธิ
ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสติปัญญาในขั้นแรกนั่นเอง
ฝึกอารมณ์
นอกจากการฝึกสติปัญญาแล้ว อ.อภิสรียังใช้ธรรมชาติสอนเด็กๆ ทางด้านอารมณ์
เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะดูแลและมองเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่นด้วย ในทุกๆ ปี
สวนของอนุบาลบ้านรักจะเป็นที่ออกลูกของเต่าและกระต่าย
ซึ่งนักเรียนทุกคนจะมาจ้องดูแม่เต่าขณะวางไข่ด้วยความทึ่ง
และร่วมกันปกป้องบริเวณที่ฟักไข่ไม่ให้ถูกรบกวน
สังเกตได้ว่าแม้กระทั่งเด็กที่ซนมากก็จะนั่งนิ่งเมื่อได้อุ้มลูกกระต่าย เพราะว่าเขาไม่อยากให้มันแตกตื่น
December 2009, Edited by Visa Sortrakul
ฝึกการเข้าสังคม
เชื่อหรือไม่ว่า “ลูกเชอรี่ไทยเปรี้ยวๆ” สามารถเป็นบทเรียนที่สอนเด็กเรื่องการเข้าสังคมได้...
ที่อนุบาลบ้านรัก เด็กๆ จะนิยมเล่นเก็บลูกหม่อน ลูกตะขบ ลูกชมพู่ และลูกเชอรี่
โดยอย่างสุดท้ายนี้ออกลูกดกและเก็บเพลินที่สุด เด็กบางคนเก็บลูกเชอรี่ดิบเสียจนเต็มกระเป๋า
แต่เมื่อกลับเข้าห้องเรียน เด็กคนนั้นก็จะถูกประท้วงจากเพื่อนร่วมชั้นว่า
“ทำไมไม่ยอมให้ลูกเชอรี่สุกคาต้นก่อน แล้วค่อยไปเก็บกินด้วยกัน” เหตุการณ์นี้เกิดขื้นบ่อยๆ
จนกลายเป็นกติการ่วมของเด็กทุกคนว่า “ถ้าไม่ใช่สีแดง ลูกเชอรี่จะไม่ออกจากต้นแม่เด็ดขาด”
กติกาสังคมแบบนี้นับเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สอนให้เด็กๆ รู้จักการยับยั้งชั่งใจ
และเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมอย่างอ่อนโยน
อ.อภิสรีเล่าต่อว่า “คนมักเรียกอนุบาลบ้านรักว่าโรงเรียนทางเลือก แต่จริงๆ
แล้วเรากลับคิดว่ามันเป็นทางหลักของมนุษยชาติเลยนะ เพราะตามหลักพัฒนาการของมนุษย์แล้ว
วันหนึ่งเด็กจะยืนได้เองโดยไม่ต้องสอน พูดได้เพราะจำเอง เล่นได้เมื่อคิดเป็น
เราก็แค่รอให้วันนั้นมันมาถึงไม่ได้หรือ ...ครูว่าพ่อแม่ที่อยากเลือกการศึกษาเพื่อลูกจริงๆ
(ไม่ใช่เพื่อหน้าตาทางสังคม) ก็ควรให้เขาได้รับอิสรภาพในการที่จะเติบโตเอง
ให้เขาได้เป็นเด็กตามธรรมชาติจริงๆ ค่ะ”
เรื่องที่ 2 : ปลูกผักได้คน
“คนคิดว่าปลูกผักก็ได้ผัก แต่ผมว่าการปลูกผักมันให้อะไรมากกว่าผักเยอะ”
คทา มหากายี ผู้จัดการโรงแรมพระนครนอนเล่น ย่านเทเวศร์
เล่าให้เราฟังขณะนั่งอยู่ริมสวนที่เขียวฉ่ำของโรงแรม
(ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นโรงแรมที่น่าพักอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยเว็บไซต์นักเดินทางอันหนึ่ง)
คุณคทาอุทิศพื้นที่บนดาดฟ้าของโรงแรมนี้ให้เป็น “สวนปลูกผัก”
โดยระบุว่าทีมงานทุกคนจากทุกแผนกต้องมีหน้าที่ดูแลสวนแห่งนี้ร่วมกัน ไม่นานเขาก็ค้นพบว่า
สิ่งที่โรงแรมได้รับจากสวนผักที่ไม่ได้มีแค่เพียงผักปลอดสารพิษ
หรือพื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่ “ชั่วโมงเกษตรกรรม”
ได้ให้โอกาสการสื่อสารภายในทีมงาน เพิ่มความเข้าใจซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นแนวคิดการทำงาน
และวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ขึ้น
“ลูกค้าของเราเคยไปนอนโรงแรมที่กรีซ ลาสเวกัส โมนาโค ปารีส ฯลฯ
เท่ากับว่าเรากำลังแข่งขันกับคนทั้งโลกนะ” คุณคทาอธิบาย “แต่สิ่งที่ลูกค้าประทับใจเราที่สุด
คือเขารับรู้ได้ว่าเรามีความตั้งใจสูงมากในงานบริการ ซึ่งถ้าคนของเราไม่มีหัวใจทำงานแล้ว
เราจะเอาอะไรไปบริการเขาล่ะ... ที่พระนครนอนเล่นผมว่าเราปลูกผักได้คน”
เรื่องที่ 3 : ทุนเดิมของกรุงเทพฯ
December 2009, Edited by Visa Sortrakul
“คุณรู้ไหม กทม.ลงทุนสูงมาก กว่าจะได้ปอดมาหนึ่งแห่ง”
ประยูร วงค์พุทธคำ คือเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่เชื่อว่า
“สวนควรจะเป็นได้มากกว่าการใช้เงินนับพันล้านบาทต่อปี เพื่อเช่าที่ ปลูกหญ้า
และตัดแต่งไม้ประดับ”
เพื่อพิสูจน์ความเชื่อนี้ คุณประยูรได้ริเริ่มขบวนการฟื้นฟูสภาพสวนที่มีอยู่แล้วใน “เขตจอมทอง”
โดยเขาได้ทำการบูรณะพื้นที่สวนนี้ไปพร้อมๆ กับการลงพันธุ์พืชท้องถิ่นที่กินได้ ซึ่งก็คือ “ส้มบางมด”
ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา คุณประยูรสามารถฟื้นอาชีพของชาวสวนได้ราว 60 ราย และพัฒนา
“สวนส้มยุคใหม่” ขึ้นได้เป็นร้อยๆ ไร่ อาจกล่าวได้ว่าเขาคือคนต้นคิดที่คืนชีวิตให้กับ “ส้มบางมดแท้”
(ที่มีชานนิ่ม) อันเป็นผลผลิตจากดิน “ลักจืดลักเค็ม” ของสวนที่อยู่ติดทะเลนั่นเอง
(ย่านบางมดปัจจุบันรวมถึงเขตจอมทอง เขตราชบูรณะ เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน และเขตทุ่งครู)
และด้วยรสชาติที่หวานเป็นพิเศษจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสวนเหล่านี้ (เช่น
การกักน้ำในท้องร่องให้แห้งก่อนเก็บเกี่ยว และการบ่มส้มในใบตองหลังเก็บเกี่ยว)
ส้มบางมดแท้จึงสามารถวางขายได้ในราคาสูงถึง 125 บาทต่อกิโลกรัม (เทียบกับส้มบางมดอื่นๆ
ที่กองขายตามข้างถนนต่างจังหวัด ซึ่งมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 10-15 บาท)
ท้ายสุดคุณประยูรได้กำชับให้ชาวสวนส้มยุคใหม่งดใช้สารเคมีทุกชนิด ด้วยเห็นว่า “สวนส้มบางมด”
อาจไม่ได้เป็นแค่พื้นที่การผลิตเพียงอย่างเดียวในอนาคต เขาอยากจะพัฒนามันให้เป็น
“พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจรูปแบบใหม่” สำหรับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงด้วย
น่าดีใจที่วันนี้เราได้เห็นว่า จากทุนเดิมทางธรรมชาติของพื้นที่เขตจอมทอง นักพัฒนาที่ชื่อ ประยูร
วงค์พุทธคำ สามารถสร้างอะไรได้ตั้งหลายอย่างเพื่อมอบกลับคืนให้คนกรุงเทพฯ
...โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเป็นแสนเป็นล้านเลย
เรื่องที่ 4 : ปลูกเองกินเอง ตัดค่าหัวคิว
“คนเมืองทุกวันนี้ถูกบั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะพวกเราทำอะไรไม่เป็นเลย”
คมสันต์ หุตะแพทย์ ผู้ริเริ่มนิตยสารเกษตรกรรมธรรมชาติ
เป็นหนึ่งในคนเมืองที่เคยคว้าแต่กุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์ในยามคับขัน แต่พอวันหนึ่งเมื่อไฟดับ
รถไม่มี คมสันต์ก็เดินกลับเข้าบ้านและบอกลูกสาวว่า “พ่อจะหุงข้าวให้ลูกกินเอง
เรามีแสงแดดเยอะแยะเลย”
December 2009, Edited by Visa Sortrakul
วันนั้นคมสันต์หุงข้าวจนสุกได้ด้วยเตากล่องกระดาษที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เขาและลูกได้เรียนรู้ว่า
การผลิตอะไรสักอย่างด้วยตนเองนั้น นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว
ยังให้ความสนุกและเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ด้วย
ทุกวันนี้คมสันต์ปลูกพืชผักและสมุนไพรไว้ใช้เองรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร
พร้อมทั้งเผยแพร่ “วิธีการทำสวนในเมือง” ผ่านนิตยสารเกษตรกรรมธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ
(ปัจจุบันนิตยสารนี้มีสมาชิกเป็นคนเมืองถึงครึ่งต่อครึ่ง)
เขากล่าวว่า “คนเมืองจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ผลิตบ้าง
อย่างน้อยก็กับเรื่องที่ใกล้ตัว เช่น อาหารการกิน เพราะไม่เช่นนั้น
เมืองจะกลายเป็นศูนย์กลางของการกินค่าหัวคิว ที่คนรวยในกรุงฯ เอาเปรียบคนเมืองในต่างจังหวัด
ซึ่งเอาเปรียบคนชนบท ซึ่งเอาเปรียบคนชายขอบ ซึ่งเอาเปรียบสัตว์ ป่าไม้ และธรรมชาติอีกที”
“เราเผาผลาญพลังงานจำนวนมากในการขนส่งอาหารจากชนบทสู่เมืองและส่งขยะจากเมืองออกสู่ชน
บท คิดดูว่าคนชนบทต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามมลพิษที่เขาไม่ได้ก่อมากมาย
ตั้งแต่เตาเผาขยะยันโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลิตทรัพยากรมาบำเรอคนเมืองทั้งนั้น”
คมสันต์อธิบาย
จากนั้นเขาได้ยกตัวอย่างการใช้ทรัพยากรและพื้นที่รอบๆ ตัวแบบรู้คุณค่ามากขึ้น เช่น
ใช้น้ำเปล่ามาแปรถั่วเขียวให้เป็นถั่วงอก ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าจาก 5 บาทเป็น 15 บาทต่อกิโลกรัม
หรือการหัดเคี่ยวน้ำมันมะพร้าวด้วยตนเอง ที่สามารถเปลี่ยนมะพร้าวขูดราคา 200 บาท
ให้กลายเป็นน้ำมันนวดราคาแพง หรือแม้กระทั่งการปลูกพืชสวนครัวแทนที่ไม้ประดับ
ซึ่งก็ช่วยให้เราประหยัดไปได้หลายอย่าง (ทั้งเงิน ทั้งพลังงาน)
“ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นแค่งานอดิเรกของคนเมือง …สุดท้ายแล้วมันคือการลดการเอาเปรียบคนอื่น
...ลดการทำร้ายธรรมชาติ” คมสันต์กล่าวปิดท้ายกับเราเช่นนั้น
หากคุณผู้อ่านท่านใดมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ “ชาวสวนยุคใหม่” เช่นพวกเขาเหล่านี้
ขออย่าได้เก็บไว้ชื่นชมคนเดียวนะคะ นำมาแบ่งปันให้พวกเราที่นี่ฟังบ้าง
เพราะทุกไอเดียไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ มันคือแรงบันดาลใจสำหรับคนไทยด้วยกันค่ะ
Tag: Green, Lifestyle, City


« Back to Result

  • Published Date: 2009-01-24
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี