Creative Knowledge

« Back to Result | List

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประเทศไทย และกลุ่มธุรกิจติดดาวในอนาคต

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

cc1-1

ในงานสัมมนา Creative Business DRIVE Creative Country เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศไทยว่า ได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วผ่านทางหลายโครงการ เช่น โครงการ 'ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง’ เป็นต้น

รวมไปถึงได้มีการกำหนดเป็นแผนแม่บทในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 – 2559) ด้วย และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรต่างๆ สามารถเข้าใจถึงทิศทางของนโยบายได้ชัดเจนมากขึ้น คุณอภิรักษ์ได้แบ่งขอบข่ายของธุรกิจสร้างสรรค์ไว้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังต่อไปนี้

cc1

กลุ่มที่ 1 : กลุ่มมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage)
เป็นกลุ่มธุรกิจที่นำรากเหง้าภูมิปัญญาไทยมาขัดเกลาใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น อาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สินค้า OTOP การแปรรูปสมุนไพรไทย ฯลฯ โดยหัวใจสำคัญของสินค้าและบริการในกลุ่มนี้อยู่ที่การถ่ายทอดเรื่องราวอันมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงความเป็นไทยได้

cc2

กลุ่มที่ 2 : กลุ่มศิลปะและการแสดง (Arts & Performance)
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ศิลปกรรม’ และ ‘ศิลปะการแสดง’ ของไทยนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติไหน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน การแสดงหุ่นละครเล็ก การร่ายรำมโนราห์ การเชิดหนังตะลุง หรืองานช่างศิลป์ไทยแท้ๆ อย่างการเขียนลายไทย และภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น

cc3

กลุ่มที่ 3 : กลุ่มสื่อสมัยใหม่ (New Media)
เช่น งานภาพยนตร์ งานเพลง งานแอนิเมชั่น งานโฆษณา ฯลฯ สำหรับกลุ่มนี้เมืองไทยเรามีจุดแข็งที่ตัวบุคคลากร (ซึ่งสามารถคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย) แต่คนทั่วไปกลับไม่ได้รับรู้ถึงความสามารถและศักยภาพของคนเหล่านี้ ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐจะทำต่อไปก็คือ รัฐจะช่วยสนับสนุนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในเชิงบวก และจะช่วยปรับเปลี่ยนข้อกำหนดทางนโยบาย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของสื่อสมัยใหม่ในภูมิภาคได้อย่างเต็มตัว

cc2-1

กลุ่มที่ 4 : กลุ่มงานออกแบบ (Functional Creation)
ธุรกิจกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างสูงในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการหากสังเกตจากผลงานที่เคยจัดแสดงตามงานแฟร์ต่างๆ เช่น BIG + BIH เราจะเห็นว่า ปัจจุบันมีสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่ใช้แนวคิดทางการออกแบบ (Design Thinking) มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้เป็นจำนวนมาก ภาครัฐได้เล็งเห็นโอกาสของธุรกิจกลุ่มนี้ จึงส่งเสริมให้ภาคการศึกษาจัดทำโครงการสนับสนุนออกมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น TREND Book ของสถาบันวิจัยแฟชั่นแห่งประเทศไทย (มหาวิทยาลัยราชมงคลกรุงเทพฯ) ที่เกิดขึ้นเพื่อให้นักออกแบบไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับการบริโภคสินค้าสิ่งทอและแฟชั่น (ในอดีตเราต้องซื้อหา TREND Book เหล่านี้จากต่างประเทศเท่านั้น)

นอกจากนั้น เพื่อให้กระบวนการพัฒนา “ความคิดสร้างสรรค์” ดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทางภาครัฐได้แบ่งกรอบนโยบายออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

1. วางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ เช่น ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองสิทธิทางปัญญา เข้มงวดในการจับ-ปรับ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ผลิต

2. ส่งเสริมการสร้างคนและกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ โดยจะทำการปรับปรุงระบบการการเรียนรู้ใหม่ พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ฯลฯ

3. สร้างบรรยากาศการค้าที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจสร้างสรรค์ เช่น จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และมีมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาทำธุรกิจในกลุ่มนี้กันมากขึ้น

4. ส่งเสริมให้คนทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของบุคคลากรในแวดวงสร้างสรรค์ ภาครัฐมีโครงการที่จะเพิ่มพื้นที่ให้ ‘เด็กมีของ’ ได้มาปล่อยของและประลองความคิดกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ‘เทศกาลปล่อยแสง’ ของทาง TCDC เป็นต้น

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ภาครัฐจะเริ่มหันหัวเรือมาในทิศทางของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” และจะผลักดันระบบเศรษฐกิจนี้ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว ผมคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการไทย (ไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่) จะต้องหยิบยกเอา “ความสร้างสรรค์ในตัว” ออกมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจในระดับของตนบ้าง

…หมดยุคของการลอกเลียนแบบ การก๊อปปี้งาน และการรับจ้างผลิตแล้วครับท่าน


« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี