Creative Knowledge

« Back to Result | List

เมื่อความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้กับ “งานเย็บปักถักร้อย”

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

Pinn1

และแล้วก็มาถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ กับปีขาลที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่มักทำให้ผมปวดเสียนเวียนเกล้าก็คือ การหาการ์ดอวยพร หรือของขวัญที่ถูกใจ เพื่อมอบให้กับมิตรรักแฟนเพลง ยิ่งด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในขวบปีที่แล้ว ยิ่งทำให้งบประมาณในการหาซื้อของขวัญของผมลดน้อยถอยลงด้วย การจะหาของสักชิ้นที่ ‘ถูกใจทั้งผู้ให้และผู้รับ' มันกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาเสียอย่างงั้นครับด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในปีนี้ เจ้าของธุรกิจต่างๆ คงต้องทำการบ้านกันหนักขึ้นเพราะนอกจากสินค้าของคุณจะต้องมีครบทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยแล้ว คุณยังจะต้องเพิ่มส่วนผสมใหม่ที่เรียกว่า ‘มูลค่าทางใจ’ ลงไปด้วย ซึ่งเจ้ามูลค่าทางใจนี่แหละครับคือตัวสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งยากจะประเมินออกมาเป็นตัวเงินได้ (ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ‘Priceless’ ไงครับ)

วันนี้ผมขอนำคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่ง ที่ได้หยิบยกเอามูลค่าทางใจมาสร้างเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ แบรนด์ๆ นี้มีชื่อว่า “ภิญญ์” (PINN) ครับ

ภิญญ์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2535 โดย พญ.บุษยา เตชะเสน หรือ ‘คุณหมอบุษ’ ที่พลิกชีวิตตัวเองจากอาชีพหมอมาสู่ธุรกิจใหม่ที่เธอรัก นั่นก็คือ ธุรกิจงานฝีมือ ร้อยลูกปัด และถักไหมพรม สิ่งที่ผมสนใจในแบรนด์ๆ นี้ คือการที่เขาไม่หยุดตัวเองอยู่กับงานเย็บปักถักร้อยรูปแบบเชยๆ (ที่หลายคนมองว่าน่าเบื่อ วุ่นวาย ทำยาก)

ในทางตรงกันข้าม พวกเขาทำการบ้านกันตลอดเวลาเพื่อที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ ‘งานฝีมือ’ ให้กลายเป็นสิ่งที่สนุกสนานและน่าสนใจ คุณหมอบุษเล่าว่า “หัวใจของการขับเคลื่อนแบรนด์ภิญญ์ คือการเปลี่ยนจุดอ่อนของงานฝีมือ (ที่ทำยากและเชย) ให้กลายมาเป็นจุดแข็ง โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบในบริษัท รวมไปถึงการที่เราขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น เช่น กลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานค่ะ”

Pinn3

งานฝีมือที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่
นักออกแบบในบริษัทคือกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ เพราะลำพังพื้นฐานของงานฝีมือนั้น มันเป็นทักษะสากลที่ใครจะไปฝึกเอาจากที่ไหนก็ได้ แต่การต่อยอดงานฝีมือให้กลายเป็นสินค้าที่ ‘ฮิปและอินเทรนด์’ นี่สิ ที่ทำให้ภิญญ์แตกต่างจากคู่แข่ง และประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

Pinn4

ยกตัวอย่างเช่น ‘การปักครอสติช’ ที่โดยทั่วไปมักจะทำกันบนชิ้นผ้าหรืออย่างมากก็เอาไปใส่กรอบเพื่อให้เป็นของขวัญ แต่ทีมนักออกแบบที่นี่ได้ต่อยอดไอเดียออกไป โดยนำพื้นฐานของงานปักไปบวกกับแนวคิดการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน จนได้ออกมาเป็นกระเป๋าลายปักครอสติช การ์ดอวยพร ที่คั่นหนังสือ ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของงานฝีมือจากเดิมที่เป็นเพียง ‘ของแต่งบ้าน’ มาสู่ความเป็น ‘สินค้าในชีวิตประจำวัน’ ที่คนสามารถพกพาออกไปนอกบ้านได้ด้วย

Pinn5

นอกเหนือจากการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแล้ว ภิญญ์ยังเปิดตลาดใหม่ด้วยการนำเสนอ ‘ชุดท้าพิสูจน์’ สำหรับกลุ่มลูกค้ามือใหม่หัดทำ ซึ่งเขารับประกันว่า คุณจะสามารถสร้างงานฝีมือได้ถึง 3 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง(!) นับเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งสำคัญของงานเย็บปักถักร้อยเลยทีเดียว

Pinn2

แต่งร้านอย่างสร้างสรรค์ เปิดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ
ปัจจุบันภิญญ์มีร้านอยู่ใน 3 รูปแบบ รูปแบบแรกเป็นร้านค้า Stand Alone ที่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า(เช่น ในห้างฯ Central World)

รูปแบบที่สองเป็น Corner Shop ที่แฝงอยู่ในพื้นที่ของร้านค้าอื่นๆ (เช่น ในพื้นที่ของ B2S) ซึ่งทั้งสองแบบนี้จะมีพนักงานขายที่อยู่ประจำ คอยให้บริการ ให้คำแนะนำรวมไปถึงช่วยสอนลูกค้ามือใหม่ให้สามารถสร้างงานของตัวเองได้ ส่วนรูปแบบที่สามเป็นการวางสินค้าบนชั้นสินค้าทั่วไป ซึ่งจะไม่มีพนักงานขายประจำอยู่

รูปภาพประกอบบทความนี้เป็นภาพถ่ายส่วนหนึ่งจากร้านค้า Stand Alone ในห้างฯ Central World โดยจุดเด่นของร้านที่ผมสัมผัสได้คือ การแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าที่เป็นระเบียบ หาง่าย มีมุมเครื่องดื่มและมุม Workshop ที่ลูกค้าสามารถเข้าไปนั่งทำงานได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่จัดอบรมที่เปิดสอนให้แก่ผู้ที่สนใจได้ครั้งละหลายๆ ท่าน ที่สำคัญที่สุด ภายในร้านนั้นตกแต่งด้วยงานฝีมือทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้จะดีเช่นนี้ ธุรกิจของภิญญ์ยังสามารถเติบโตสวนกระแสได้อย่างต่อเนื่อง

นี่แหละครับคือแบรนด์เนมที่เขารู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มทางใจให้กับสินค้า เริ่มต้นที่ ‘ความภูมิใจ’ ของผู้ให้ ผ่านสู่ ความรักและความเอาใจใส่’ ที่ผู้รับคนไหนก็สามารถสัมผัสได้

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.pinn.co.th

จับประเด็นเด่น
1. แนวคิดการออกแบบสามารถพัฒนาต่อยอดสินค้าเดิมๆ ให้ออกมาเป็นสินค้าที่หลากหลายได้

2. การสร้างเรื่องราวเฉพาะผ่านตัวสินค้า คือ อีกหนึ่งวิธีในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น “ภิญญ์” ที่เปิดช่องให้ลูกค้าเป็นผู้สร้างเรื่องราวผ่านตัวสินค้าที่ทำขึ้นเอง

3. เราสามารถนำจุดด้อยของสินค้ามาพลิกให้เป็นจุดแข็ง เหมือนดั่งเช่น “ภิญญ์” ที่ได้สร้างชุดท้าพิสูจน์ขึ้นเป็นใบเบิกทาง ทำให้ลูกค้าเห็นว่า งานฝีมือไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป

4. การเพิ่มมูลค่าทางใจให้กับสินค้าทำให้เกิด Emotional Connections ทั้งระหว่างลูกค้ากับแบรนด์และระหว่างผู้ให้กับผู้รับ



« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี