Creative Knowledge

« Back to Result | List

Creative Economy = New Economy โดยดวงฤทธิ์ บุนนาค

Creative_eco_s0

TCDCCONNECT ถ่ายทอดแนวคิดของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกแนวหน้าของไทยจากงานสัมมนา Creative Business DRIVE Creative Country ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรม Four Seasons Bangkok

“Creative Economy is not about products, it is about PEOPLE.”

แม้ว่า จะเป็นวิทยากรท่านสุดท้ายในงานสัมมนาครั้งนี้ แต่คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สามารถนำเสนอแนวคิดเรื่อง Creative Economy ได้อย่างน่าประทับใจและฉับไวต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบ้านเราเป็นอย่างมาก

คุณดวงฤทธิ์เริ่มต้นการบรรยายด้วยการกล่าวถึงคำว่า “Globalization” (หรือ “โลกาภิวัฒน์”) ที่พวกเราคนไทยคุ้นหูกันดีมาตั้งแต่ทศวรรษก่อน อย่างไรก็ตาม Globalization ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงการที่ “วัฒนธรรมตะวันตก” แผ่ขยายเข้าครอบงำ - กลืนกิน “วัฒนธรรมตะวันออก” แต่เพียงด้านเดียว (อย่างที่หลายคนเข้าใจ) Globalization ที่แท้จริงนั้น คือ การถ่ายเททางวัฒนธรรมของทั้งสองซีกโลก ซึ่งหากเราสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า มีวัฒนธรรมตะวันออกมากมายในปัจจุบันที่ถูก “ส่งออก” ไปยังซีกโลกตะวันตก และเป็นที่เชิดหน้าชูตาไม่น้อยไปกว่ากันต่เมื่อเราพูดถึงคำว่า “Creative Economy” ศัพท์ใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่หูคนไทยได้ไม่นาน หลายท่านอาจยังสงสัยว่า …Creative Economy คืออะไร ?

…และมีผลอย่างไรกับเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ?

ในทรรศนะของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค คำว่า Creative Economy(หรือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์) นั้น มีค่าเทียบเท่ากับ New Economy(หรือ ระบบเศรษฐกิจใหม่) โดยมีสาเหตุสืบเนื่องจากปัจจัยหลัก 2 ประการ อันได้แก่

Creative_eco_s1

ปัจจัยข้อที่หนึ่ง : สืบเนื่องจากคำว่า “Population” หรือ “จำนวนประชากร” บนโลกใบนี้ คุณดวงฤทธิ์ได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนประชากรบนโลกของเราไม่เคยที่จะหยุดโต (หรือมีทีท่าจะลดลง) ในทางตรงกันข้าม มันกลับเพิ่มทวีคูณสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แค่ระยะ 40 กว่าปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรโลกได้ไต่ระดับจาก 3 พันกว่าล้านคน (ในปีค.ศ.1960) ขึ้นมาเป็น 6.79 พันล้านคน ในปัจจุบัน

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรนี้คือ เหตุผลหลักข้อหนึ่งที่บีบบังคับให้มุมมองของเศรษฐกิจโลกต้องเปลี่ยนแปลงไป หลักอุปสงค์ - อุปทาน หรือที่เราคุ้นหูกันว่า “Demand – Supply” นั้น คงไม่สามารถตอบสนองต่อทิศทางการบริโภคที่เปลี่ยนไป ของ “ประชากรจำนวนมหาศาล” บน “โลกใบเดิม” นี้ได้อีก

ปัจจัยข้อที่สอง : สืบเนื่องจากการเปลี่ยนไปของระบบสังคม และการถือกำเนิดขึ้นของโครงข่ายอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตนั้นมีส่วนทำให้โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมากจากอดีต (คุณดวงฤทธิ์ได้แสดงภาพ Internet Map ซึ่งชี้ชัดถึงโครงข่ายการเชื่อมโยงกันของประชากรบนโลกใบนี้)

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลกสามารถ รับ - ส่ง - แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้พวกเขาสามารถกำหนด รูปแบบการบริโภค” ที่เฉพาะเจาะจงขึ้นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Segmentation ของผู้บริโภคมีขนาดเล็กลง และเกิดตลาดแบบ Niche Market ขึ้นมากมาย

ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอสินค้าและบริการในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จุดนี้เองที่ทำให้ “ความคิดสร้างสรรค์” ก้าวเข้ามาแสดงบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าและบริการ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาธุรกิจโรงแรมในยุคปัจจุบันที่เริ่มเปลี่ยนมุมมองออกไป จากเดิมนั้นโรงแรมมักจะต้องใหญ่ เน้นจำนวนห้องที่มาก แต่ทุกวันนี้โรงแรมใหม่ๆ กลับนำเสนอจำนวนห้องที่น้อยลง มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัว และสร้างเอกลักษณ์ความแตกต่างขึ้นทดแทน ซึ่งทรรศนะดังกล่าวก็คือ ที่มาของกระแส Boutique Hotel ที่กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในบ้านเรา (คุณดวงฤทธิ์เองนิยมเรียกโรงแรมในกลุ่มนี้ว่า Design Hotel มากกว่า)

สรุปว่า นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป “ความคิดสร้างสรรค์” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเท่านั้น แต่มันคือ หัวใจดวงสำคัญของการพัฒนาธุรกิจและของระบบเศรษฐกิจ …ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ต่อจากนั้น คุณดวงฤทธิ์ได้แบ่งปันแนวคิดการกำหนด “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” กับผู้ฟัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว กลุ่มเป้าหมายมักถูกนำเสนอในกรอบของลูกค้ากลุ่ม A B C D แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณดวงฤทธิ์ เขาได้ทดลองลบกรอบวิธีคิดแบบเดิมๆ นี้ออกไป และแทนค่ากลุ่มเป้าหมายใหม่ด้วย “สี” ที่แตกต่างกัน ยิ่งความต้องการของผู้บริโภคมีความละเอียดมากขึ้นเท่าไร เฉดสีที่เขาใช้ก็ยิ่งมีความละเอียดมากขึ้นเท่านั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ 4 - 5 สีด้วย

Creative_eco_s2

ดังนั้น หากคุณเชื่อเช่นเดียวกับเขาว่า ผู้บริโภคปัจจุบันไม่ได้มีชีวิตอยู่ในกรอบของ A B C หรือ D นี้อีกต่อไปแล้ว การที่เราจะไปกำหนดกลุ่มเป้าหมาย “แบบหว่านแห” เพื่อหวังผลกำไรก้อนใหญ่เหมือนในอดีตนั้น จึงแทบเป็นไปไม่ได้ คุณดวงฤทธิ์เองรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ เขาจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้มีขนาดเล็กลง ละเอียดขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับคนในแต่ละกลุ่มย่อยจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ 1 โรงแรม จำนวน 400 ห้อง ก็ให้สร้างโรงแรมขนาดเล็กหลายๆ แห่งขึ้นแทน โดยกำหนดให้แต่ละโรงแรมมีบุคลิกที่ต่างกัน หรือมีเอกลักษณ์การพักอาศัยที่ไม่เหมือนกัน เป็นต้น

Creative_eco_s3

Creative_eco_s4

นอกจากนั้น คุณดวงฤทธิ์ได้เสนอกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ที่เรียกว่า “Parallel Perception” ต่อผู้ฟัง อันเป็นการมองข้อมูลหรือภาพที่หลากหลายในเชิงคู่ขนาน ซึ่งการมองแบบ Parallel Perception นี้ จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลมากมายในหัวได้อย่างสร้างสรรค์ขึ้น และ “ความคิดสร้างสรรค์” ที่เกิดขึ้นใหม่ (จากกระบวนการนี้) ก็จะเป็น “ลูกผสม” ชั้นดีระหว่าง Internal Force และ External Force เพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาเชื่อว่า ไอเดียที่ดีไม่ควรจะหลงลืม “Roots” หรือรากเหง้าของตัวเอง

Creative_eco_s5

ท้ายสุดคุณดวงฤทธิ์กล่าวย้ำในตอนจบของการบรรยายว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่แค่การพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของคน”

ข้อมูลอ้างอิง:
การสัมมนา Creative Business Drive Creative Country วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552, Four Seasons Bangkok

ตัวเลข World Population ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2552
จาก http://en.wikipedia.org/wiki/World_population
ภาพ Internet Map จาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Internet_map_4096.png


« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-04
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี