Articles

« Back to Result | List

“จากหม่อนไหมสู่ใยบวบ” บันทึกการเดินทางอีกหน้าของวัสดุพื้นบ้านอีสานไทย โดยกลุ่มไทยเมืองเพีย

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

monmai1

“เราจะไม่รอให้ใครมาช่วยเหลือเรา เราเลยออกสำรวจ จนได้เจอกับใยบวบที่อยู่บนผืนแผ่นดินอีสานมาช้านาน แต่ถูกเผาทิ้งไปไม่มีค่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มทำผลิตภัณฑ์จากใยบวบ” เสียงของความมุ่งมั่นที่ดังกังวานอยู่ในถ้อยคำสำเนียงอีสานของคุณเรืองอุไร ซาแป ประธานกลุ่มไทเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ยังคงสะท้อนก้องในใจของเรา

“ใยบวบ” วัสดุธรรมชาติที่ครั้งหนึ่งเคยมีค่าแค่เพียง “เอาไว้เผาทิ้ง” แต่ ณ วันนี้ มันได้กลายเป็นสินค้าโอท็อปที่สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับกลุ่มไทเมืองเพีย อีกทั้งยังพาอรรถประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติไทยไปอวดโฉมอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา ดูไบ ฮ่องกง อินเดีย ไต้หวัน ฯลฯ 

ก่อนจะมาเป็น “กลุ่มไทเมืองเพีย” สมาชิกกลุ่มเป็นเพียงชาวบ้านที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันเป็นอาชีพหลัก (หรือทำเสริมยามว่างจากการทำนา) แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไปบวกกับข้อจำกัดด้านเวลาที่กว่าจะขายเส้นไหมได้ต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือน ทำให้คุณเรืองอุไรต้องดิ้นรนหาทางอยู่รอดด้วยการพัฒนาวัสดุจากธรรมชาติประเภทอื่น

monmai3

“ดิฉันก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เรียนจบม.6 แล้วก็ไปหางานทำในเมือง แต่พอกลับมาบ้านรู้สึกว่า ทำไมเราต้องวิ่งออกไปหางาน? ทำไมเราไม่รักบ้านเกิด? ทำไมเราไม่สร้างฐานเศรษฐกิจในชุมชนของเราเอง? ดิฉันเลยเริ่มตั้งกลุ่มแม่บ้านเป็นกลุ่มทอผ้า แต่เมื่อวิถีชีวิตในปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต กลุ่มทอผ้าประสบปัญหาหลายอย่าง ดิฉันจึงได้ตั้งกลุ่มใหม่เพื่อทำชาใบหม่อนแทน โดยที่สมาชิกก็จะมีรายได้เสริมควบคู่ไปกับการเลี้ยงไหม ตอนนั้นชาขายได้กิโลกรัมละ 4 บาท เราก็คิดว่าถ้าเราคิดจะขายของ เราก็ต้องมีจุดเด่นและมีความแตกต่าง เลยมีการพัฒนาเป็นชาใบหม่อนผสมน้ำผึ้ง แล้วแจกให้ชาวบ้านช่วยกันทดลองผลิตภัณฑ์ ให้คนช่วยหาออร์เดอร์จนกระทั่งมีออร์เดอร์ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 150-250 บาทค่ะ” คุณเรืองอุไรเปิดฉากเล่าถึงที่มาของกลุ่มไทเมืองเพียและชาใบหม่อนอันเป็นสินค้าชิ้นแรกของกลุ่ม

เส้นทางของชาใบหม่อนดูจะมีอนาคตสดใสยิ่งขึ้นเมื่อได้รับออร์เดอร์จากประเทศดูไบ สามารถทำรายได้ให้แก่กลุ่มมากถึง 1,000 บาท/กิโลกรัม แต่เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นในปีพ.ศ.2547 การผลิตชาใบหม่อนก็ต้องหยุดชะงักลง และทางกลุ่มก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่กันอีกครั้ง

“ตอนที่ทำชาใบหม่อนมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 30-70 คน แต่ละคนมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 3,000 บาท เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นทำให้ขาดรายได้ เราก็ต้องหาทางออก ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า เราจะไม่รอให้ใครมาช่วยเหลือเรา เราเลยออกสำรวจจนได้เจอใยบวบที่อยู่บนผืนแผ่นดินอีสานมาช้านาน (แต่มักถูกเผาทิ้งไปไม่มีค่า) นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มทำผลิตภัณฑ์จากใยบวบ”

monmai4

เมื่อใยบวบกลายเป็นความหวังใหม่ของกลุ่ม คุณเรืองอุไรจึงลดการผลิตชาใบหม่อน และเริ่มหากลุ่มเป้าหมายใหม่เพื่อให้ใยบวบมีที่ยืนในท้องตลาด

“เริ่มแรกเราก็เอาใยบวบมากองๆ รวมกันไว้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้างโดยดูจากคุณสมบัติของมัน ใยบวบใช้ได้นาน ไม่ขึ้นรา สามารถนำมาใช้ถูตัว ล้างจาน รองหวดนึ่งข้าวเหนียวก็ได้ แต่เราก็คิดเหมือนเดิมอีกว่าถ้าจะขายของก็ต้องมีจุดเด่นและแตกต่าง ฉะนั้นถ้าเอาใยบวบธรรมดาๆ ไปขายให้คนท้องถิ่นก็คงขายได้แค่ฝักละ 5 บาท บวกกับที่บวบเป็นของท้องถิ่น หากเราเอาใยบวบไปขายก็เท่ากับเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน เราจึงคิดเอาใยบวบไปทำอย่างอื่นแทน นึกได้ว่าคนมีสตางค์เขาชอบใส่รองเท้าในบ้าน เลยทดลองไปซื้อรองเท้าแตะมาเป็นแบบ เอาใยบวบมาทำเป็นพื้นแล้วเปลี่ยนหนังหน้าเป็นผ้าไหม ส่งไปประกวดผลิตภัณฑ์โอท็อปปรากฏว่าได้ 4 ดาว เลยเอาไปออกงานที่เมืองทองฯ ทั้งๆ ที่มีรองเท้าแค่คู่เดียว แต่เราก็เอาใยบวบแห้งไปแขวนโชว์ไว้เต็มบูธนะ แล้วเราก็โชคดีได้ออร์เดอร์จากอเมริกา ที่จริงเราพูดกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ก็ให้เขาถอดถุงเท้าลองใส่เดินดูรอบๆ ให้เท้าเขาได้สัมผัสใยบวบว่าเหมือนการพกหมอนวดติดตามตัว แถมเป็นการขัดนวดเท้าไปในตัวด้วย เท่านั้นแหละเขาเลยสั่งรองเท้าเรา ดิฉันก็ยังทำหยิ่งบอกเขาไปว่าต้องออร์เดอร์ขั้นต่ำ 1,000 ชิ้น และมัดจำก่อน 50% ซึ่งเขาก็ตกลง เราเลยได้เงินมาเอาไปซื้อจักรที่คลองถม แล้วก็เริ่มผลิตจากนั้นเป็นต้นมา”

ใจนักสู้ของคุณเรืองอุไรยังไม่หยุดแต่เพียงแค่นั้น เธอยังคิดค้นหาวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ “ดิฉันไปเห็นฟองน้ำรูปผลไม้เข้า คิดว่าน่าจะเอามาเป็นแบบทำกับใยบวบได้บ้าง เลยให้ทางกลุ่มทดลองทำแล้วดิฉันก็เอาไปเสนอตามสปา ปรากฏลูกค้าบอกว่าอยากได้รูปสัตว์มากกว่า เพราะว่าจะส่งไปขายที่ต่างประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ดิฉันเลยคิดว่าถ้าทำเป็นสัตว์ทะเลน่าจะเหมาะ แต่เราเป็นคนอีสานไม่เคยเห็นสัตว์ทะเลน้ำลึก เลยให้เขาส่งวีดีโอเกี่ยวกับสัตว์ทะเลมาให้ดู ดูแล้วเราก็สร้างชิ้นงานตามที่เห็น เป็นปูเสฉวนบ้าง ปลาโลมาบ้าง เลือกเฉพาะแบบที่ใช้งานได้จริง จากนั้นก็ได้รับโจทย์มาเรื่อยๆ เอาไปเสนอลูกค้าที่ไหนก็ได้ออร์เดอร์หมด ตอนนี้ที่สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นทำเป็นแคตตาล็อกขายตรงเลย แต่เราก็ไม่ได้มองข้ามลูกค้าคนไทยนะ เราทำส่งให้ที่สวนจตุจักร ถึงจะกำไรน้อยหน่อยแต่เราเน้นที่ปริมาณ ก็ออกแบบใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นการต่อยอด”

นอกเหนือจากใยบวบแล้ว ทางกลุ่มยังมีการนำเอาวัสดุธรรมชาติประเภทอื่นๆ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อขยายตลาดร่วมด้วย “เรายังหาพวกวัชพืช ดอกหญ้า ลูกไม้ ฯลฯ เอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยที่ลูกค้าก็ช่วยกันออกแบบด้วย ตอนนี้เราเอาดอกไม้แห้งมาทำเป็นช่อดอกไม้ ทำดอกไม้ที่เป็นเครื่องหอม (บุหงารำไป—potpourri) ทำธูป ฯลฯ ตอนนี้คนที่ทำงานประจำในกลุ่มมีอยู่ประมาณ 20-30 คน คนแก่อายุ 84 ก็มี อายุ 40 กว่าเท่าดิฉันก็มี ถ้ามีออร์เดอร์มาเยอะก็จะระดมคนมาเพิ่ม มาช่วยกันทำ เท่ากับเราได้ทำงานร่วมกัน ได้กินข้าวด้วยกัน เป็นการสร้างความมั่นคงให้ชุมชน ดิฉันคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว เราได้สร้างสำนึกรักบ้านเกิด ทำให้คนในชุมชนอยู่บ้านกันด้วยความภาคภูมิใจ”

“ใยบวบเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลูกเล่นได้อีกเยอะ อยากให้นักศึกษาวิชาออกแบบมาลองเอาใยบวบไปสร้างสรรค์ผลงาน เป็นเถ้าแก่ให้ตัวเอง อยากให้ลองมาสัมผัสกับชุมชนดู มาเอามิปัญญาไปพัฒนาต่อ ภูมิปัญญาไม่จำเป็นต้องอยู่กับเราคนเดียว คนปลูกข้าวยังไม่พอกินทั่วโลกเลย ฉะนั้นหากภูมิปัญญาของเราได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วยมันก็ดี ถือเป็นทานบารมีของดิฉัน จริงๆ แล้วถ้านักออกแบบเข้ามา ความคิดดีๆ ก็น่าจะไหลเข้ามาในพื้นที่ด้วยเหมือนกัน มันน่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีคุณค่า เป็นการสร้างความหวังและสร้างอาชีพไปพร้อมๆ กันค่ะ” คุณเรืองอุไรกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าประทับใจ

ท่านผู้ใดสนใจผลิตภัณฑ์จากใยบวบ สามารถติดต่อได้ที่ “กลุ่มไทเมืองเพีย” (ประธานกลุ่มชื่อคุณเรืองอุไร ซาแป) 80/2 หมู่ที่ 2 ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110 โทร. 089-710-1028, 086-806-6122, 043-376-429 หรืออีเมล์ thaimuangpea_th@yahoo.com

จับประเด็นความสำเร็จของ “ผลิตภัณฑ์จากใยบวบ” โดยกลุ่มไทเมืองเพีย
- สร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้กับสินค้า (ชาใบหม่อน + น้ำผึ้ง, รองเท้าแตะจากใยบวบ ฯลฯ)
- ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง (ที่ขัดตัวรูปผลไม้, รูปสัตว์ และมองหาวัสดุใหม่ๆ)
- มองหาโอกาสทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา (ส่งประกวดสินค้าโอท็อป, ออกงานที่เมืองทองธานี, วิ่งหาออร์เดอร์จากสปา)
- มีความมุ่งมั่นและจริยธรรมในการทำงาน (สำนึกรักบ้านเกิด, ไม่หวงแหนภูมิปัญญา)

ข้อมูลจำเพาะของวัสดุ
ใยบวบเป็นเส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เมื่อเปียกน้ำชุ่มจะมีความนิ่ม ใช้ขัดผิวขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดไป พร้อมกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวหนังใหม่ที่สดใสและนุ่มนวลกว่าเดิม
ใยบวบสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อาทิ ไม้ถูหลังใยบวบ ถุงสบู่ใยบวบและสบู่ใยบวบ ผ้าขัดหลังใยบวบ รองเท้าใยบวบ หรือแม้กระทั่งก้อนระเบิดน้ำเสียสำหรับบำบัดน้ำเสีย (โดยนำมาผสมกับจุลินทรีย์ชีวภาพ)

ขั้นตอนการผลิตใยบวบ: นำลูกบวบแห้งแช่น้ำ 30 นาที แกะเปลือกและเมล็ดออก แช่ผงฟอกขาว 30 นาที ผึ่งแดดให้แห้ง นำไปตัดตามขนาดและเย็บเป็นรูปทรงและลวดลายตามที่ออกแบบไว้
ราคาขายส่งต่อหน่วย: ใยบวบขัดผิวทุกแบบ / ทุกขนาด 25 บาท รองเท้าใยบวบ 120 บาท


ข้อมูลและภาพจาก: Material Connexion Bangkok

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.websakon.com/board/simple/?t5116.html

From mulberry to gourd fibres : Another journey of Thai materials by “Thai Muang Pia Group”

Story by: Chatcharapon Penchom

monmai1

“We wouldn’t be waiting for help. So we made an exploratory trip and found the gourd fibres having long lain on the Isaan soil but they were all burnt off in vain. This is the advent of products from the gourd fibre.” Echoed with the strong determination, the Isaan (northeastern) accent of Khun Ruang-urai Sapae, the leader of Thai Muang Pia Group, Ampur Baanpai, Khonkaen province still lingers in my memory.
Khun Ruang-urai recited the story of Thai Muang Pia Group and the products from gourd fibre, a copious natural fibre that was once “nothing but ash” yet has now become an OTOP product stabilising economic situation of the Group. Moreover, the natural fibre has built up reputation of Thai natural products worldwide whereby the US, Dubai, Hong Kong, India and Taiwan are the major importers.
monmai3

Before establishing themselves as Thai Muang Pia Group, the members were farmers who grew mulberry and kept silkworms for additional income. But, for silk, it takes at least two months to be ready for sell so Khun Ruang-urai had to develop other kinds of natural materials to substitute for the silk.

“Just like others, when I finished school, I left home to look for a job in the city. But every time I came back, I asked myself why I needed to get out of my hometown. Why didn’t I just create a source of livelihood in my own community? So I set up a group of ‘housewife weavers’. However, life nowadays is different from the way it was. We faced so many problems that we had to form a new group in order to grow mulberry for mulberry tea while still keeping silkworms. We sold mulberry [tea] leaves for 4 baht/kg but I thought we could sell at better price. So we differentiated our product by developing ‘mulberry tea with honey’ and gave it away to villagers for a test. We were seeking orders and finally the tea could be sold for 150-250 baht/kg”
The future of mulberry tea was much brighter when the group received an order from Dubai, enabling them to sell at 1,000 baht/kg. But the severe drought in 2004 brought the mulberry tea production to an end, and again, it was the time for the group to look for a new way of earning a living.

“There were about 30-70 members in our group, each of whom needed the minimum monthly income of 3,000 baht. When the drought ruined the crops, we had to find way out. The only thought coming up to my mind was we wouldn’t be waiting for help. So we made an exploratory trip and found the gourd fibres having long lain on the Isaan soil but they were all burnt off in vain. This is the advent of products from the gourd fibre.”

monmai4

As new hope flared up, the production of mulberry tea was cut back and the new target for the gourd fibre was set up.

“Initially, we just collected a heap of gourd fibres without knowing what to do with them. After that, we were trying to find how we can make use of it. With its long-lasting and mould-free quality, it can be used as a sponge rubber or used to prop up the traditional sticky rice cooker. But if we sold the natural fibre to the locals, the price would be no higher than 5 baht a pod because of its abundance. So we tried other ways of product development which, finally, it was made a pair of slippers by using the fibre as its body and silk as its front cover. We sent it to OTOP rating and got 4 stars. Later, we exhibited at Muang Thong OTOP Fair despite only one pair!”

“We displayed loads of gourd fibres at our stall, though. Fortunately, we had an American visiting us. We actually didn’t know how to speak English but I just told him to take off his socks to try them on and feel the touch of a real natural product— which was as if he had a foot massage all the time. We got an order after all and I proposed that he order a minimum of 1,000 pairs and pay 50% deposit which he agreed. Finally, we had money to buy a sewing machine at Klong Tom Market and began to produce slippers since then.”

Undaunted to any impediment, Khun Ruang-urai is consistently enthusiastic about product development. “I came across a fruit-shaped sponge rubber so I applied the design to our materials. We produced fruit-shaped gourd fibre rubbers and introduced to spas. It turned out that the customers wanted them animal-shaped, marine life, in particular, because of their location in the Mediterranean. But we are Isaan people; we are not accustomed to marine life. So they sent us the documentary films on marine life and we finally made the gourd fibre rubbers of practical figures like hermit crab and dolphin. We have regularly received orders since then. Currently, the gourd fibre rubbers are sold in the direct sale catalogues in the United States and Japan but we have never overlooked Thai customers. We sell wholesale to customers at Chatuchak Market. Although modest profit, we focus on the sale volumes and keep up with new designs”


« Back to Result

  • Published Date: 2010-03-05
  • Resource: www.tcdcconnect.com