Creative Knowledge

« Back to Result | List

“โรงเรียนสอนการแสดง” ธุรกิจการศึกษาที่มิใช่เพียงแค่การแสดง

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

krunogr1

อาชีพดารา อาจเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็น นักแสดง ที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ศาสตร์แห่งการแสดงจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในโลก และแม้ว่าทุกวันนี้ การสอนวิชาการแสดงจะมีอยู่หลากหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีการสร้างความเข้าใจใน “ความเป็นเขา และลด “ความเป็นเรา นั้น คือแนวทางของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ TCDCCONNECT อยากพาคุณผู้อ่านให้มาสัมผัส

วันนี้เราได้พูดคุยกับ “ครูเงาะ” รสสุคนธ์ กองเกตุ ผู้อำนวยการและครูผู้ฝึกสอนการแสดงจาก The Drama Academy by ครูเงาะ สาวมั่นวัยสามสิผู้ผานงาน “แอ๊คติ้ง โค้ช” (Acting Coach) มาแล้วโชกโชน ทั้งจากวงการโฆษณาและวงการภาพยนตร์ (อาทิเช่น แฟนฉัน แจ๋ว เพื่อนสนิท Seasons Change บอดี้ศพ 19 ความจำสั้นแต่รักฉันยาว ฯลฯ)

krunogr

กว่าจะมาเป็นครูเงาะในวันนี้
ดิฉันเป็นเด็กทำกิจกรรมมาตั้งแต่ชั้นประถมค่ะ รู้ตัวก็อยู่บนเวทีแล้ว แล้วพอเข้ามาเรียนที่จุฬาฯ ก็เล่นละครเวทีทุกปี ตอนอยู่ปี 4 ได้ไปช่วยคุณโต้ง (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ) กำกับละครเวทีปีนั้น (เรื่อง “ร้านสะดวกหลอน”) ดูแลเรื่องการแสดงของรุ่นน้อง แล้วดิฉันเกิดสนุกขึ้นมา รู้สึกว่าชอบการสอน เลยเริ่มศึกษาและได้มารู้จักกับอาชีพ Acting Coach (ผู้ฝึกสอนการแสดง) ค่ะ

ตอนแรกที่เริ่มทำงานยังไม่มีตำแหน่งนี้ ดิฉันเลยไปทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดง (Casting) ก่อน ที่มูนไทม์สตูดิโอ (ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสยาม สตูดิโอ) ทำไปสักพักก็ไปช่วยกำกับนักแสดง เลยได้ลองทำตำแหน่ง Acting Coach ตรงนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกว่าอยากไปเรียนเพิ่ม ซึ่งเจ้านายเก่าก็ใจดีมาก ออกทุนให้ไปเรียนที่บางกอกการละคร ทำให้เราได้พบกับครูหลายๆ ท่าน

แต่คำพูดที่เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย คือ คำพูดของครูหนึ่ง วิทิตนันท์ ที่ว่า การแสดงนั้นไม่ได้ทำเพื่อเสียงตบมือ แต่มันเป็นการเติมเต็มความต้องการของตัวละคร” ซึ่งพอเราเข้าถึงแก่นของตัวละครได้ มันรู้สึกมีความสุขยุ่งกว่าการได้ยินเสียงตบมืออีก

หลายครั้งดิฉันต้องเล่นเป็นตัวละครที่เกลียดมาก เช่น เป็นผู้หญิงบ้านนอกที่ทะเยอทะยาน ทิ้งลูกผัวตัวเองทั้งที่เขาก็ดีทุกอย่าง พอสุดท้ายผิดหวังก็ซมซานกลับไป แต่ดันไปเจอแม่ผัวกีดกันไม่ให้พบลูก... ตอนแรกเราก็เห็นด้วยกับแม่ผัวเต็มที่ แต่การแสดงสอนให้เรามองคนจากทุกมุม ซึ่งพอ “เรา” เล่นเป็น “เขา” ได้จริง เรากลับรู้สึกเข้าใจเขา สงสารเขา พอถึงบทพูดที่ว่า หนูแค่อยากเจอลูก น้ำตามันก็ไหลออกมาเองเลย นี่แหละที่ดิฉันบอกว่าความสุขของการแสดงอยู่ที่ความเข้าใจในตัวละคร

เป็นฟรีแลนซ์รายได้ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงคิดเปิดโรงเรียน
ดิฉันอยากทำให้การแสดงภาพยนตร์หรือละครเวทีในบ้านเราพัฒนาก้าวหน้าขึ้น รู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว เลยตัดสินใจไปเรียนต่อ อยากสอนให้เป็นกิจลักษณะ เป็นหลักสูตรวิชาการ เลยมาเปิดโรงเรียนค่ะ

อีกอย่างคือ ดิฉันเคยคิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว แต่พอวันหนึ่งได้คุยกับคนบางคน ที่เขาเป็นข้าราชการทำงานวางนโยบายระดับประเทศ มันทำให้อีโก้เราหายวับไปเลย ดิฉันถามตัวเองอีกทีว่า เป็นแค่ Acting Coach เนี่ยนะ เรียกว่าประสบความสำเร็จแล้วเหรอ จุดนั้นทำให้เราอยากไปเรียนรู้สิ่งที่รักอย่างจริงจัง แล้วกลับมาพัฒนาประเทศ

แนวโน้มของธุรกิจโรงเรียนสอนการแสดงในเมืองไทย
คิดว่าในอนาคตผู้คนน่าจะสนใจเรียนวิชาการแสดงกันมากขึ้น เพราะสังคมไม่ได้มองว่านักแสดงเป็นอาชีพเต้นกินรำกินอีกต่อไป แต่เป็นอาชีพที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ ดิฉันเชื่อว่าทัศนคติที่เปลี่ยนไปนี้จะทำให้มีโรงเรียนสอนการแสดงเปิดเพิ่มมากขึ้น

แต่การมีโรงเรียนเยอะขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีขึ้นในแง่คุณภาพนะคะ เท่าที่เคยศึกษามา บางโรงเรียนก็หลอกเด็ก รับประกันว่าจะได้เป็นดารา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้ารับประกันว่าได้เป็นตัวประกอบแน่ อาจจะพอได้ แล้วบางที่ก็สอนแบบไม่มีทฤษฎี อย่างเช่น จะให้เด็กเล่นบทร้องไห้ ก็ไปกดดันเด็ก เด็กเขาก็ร้องไม่ได้ เล่นไม่ออก (แต่อาจจะร้องเพราะกดดันแทน) คือธรรมชาติคนเราจะร้องไห้ได้ มันต้องมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เช่น ด้วยภาพหรือเสียง

หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้
สิ่งสำคัญของธุรกิจนี้ คือ การให้ความรู้กับนักเรียนว่าการแสดงคืออะไร เราต้องพัฒนาหลักสูตรการแสดงให้มีความเป็นจริงมากขึ้น จับต้องได้ ไม่ขายฝัน ให้เด็กพัฒนาตัวเองได้

อย่างที่นิวยอร์คที่ดิฉันเคยไปเรียนและช่วยสอน (ที่มหาวิทยาลัย NYU) เขาให้ความรู้เรื่องการแสดงแก่เด็กในเชิงลึก ซึ่งมีประโยชน์มาก ถ้าคุณเป็นนักแสดงที่ดีได้ คุณจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เช่น เป็นผู้นำเสนองานที่ดี เป็นนักพูดที่ดี สามารถใช้การสื่อสารทางสายตา (eye contact) ใช้ภาษากายได้ เขาปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้

สิ่งที่นักเรียนจะได้จากโรงเรียนสอนการแสดงของคุณ
การเข้าใจคน เข้าใจชีวิต ช่างสังเกตชีวิต ละเอียดอ่อนกับชีวิต เป็นการเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว นักแสดงที่ดีไม่จำเป็นต้องมีปริญญาด้านการแสดง แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจว่าสุดท้ายแล้ว การแสดงไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการเข้าใจบท คนที่ไม่เปิดรับสิ่งแวดล้อมจะเป็นนักแสดงยาก เพราะจะมีแต่ ตัวกูของกู

ครูก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้ตัวเองก่อน เล่าถึงความผิดพลาดจากประสบการณ์ให้นักเรียนฟัง นั่นจะทำให้เด็กรู้สึกว่าครูก็เคยผิดนะ แล้วเขาจะเชื่อเราง่ายขึ้น และคนเป็นครูก็ต้องมีความรู้สึกอยากสอน อยากอธิบาย อยากถ่ายทอดด้วย บางทีถ้าดิฉันดูทีวีแล้วรู้สึกว่า ฉากนี้น่าจะเอามาเป็นแบบฝึกหัดสอนนักเรียนได้ ดิฉันก็จะเอามาปรับใช้ในชั่วโมงการสอน ครูก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเหมือนกัน มิฉะนั้นแบบฝึกหัดก็จะซ้ำๆ กัน ซึ่งถ้าเราเอาแต่แบบฝึกหัดเดิมๆ มาสอน แล้วเราจะแตกต่างจากที่อื่นได้อย่างไร จริงมั้ยคะ?

ฟังดูมีบางอย่างคล้ายๆ กับวิธีคิดของพุทธศาสนา
ใช่ค่ะ ทฤษฎีที่ดิฉันสอนคือ Method Acting ซึ่งจะต้องใช้ความรู้สึกจริงๆ เชื่อมโยงกับเรื่องราวจริงๆ ของเรา ถ้าคนบางคนใช้ไม่ถูกก็จะบ่อนทำลายตัวเอง ฉะนั้น เราต้องเอาวิปัสสนาเข้ามาช่วย คือให้จับความรู้สึกตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วมันก็จะค่อยๆ คลายไป ไม่ติดออกไปข้างนอก บางทีคนต่างชาติใช้วิธีแสดงแบบนี้ แต่ติดออกไปข้างนอกด้วย ก็ทำให้เพ้อไป

แต่สำหรับบางคนที่มีเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิต เราก็ไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องเรื่องแบบนั้น เพราะการแสดงเราสามารถใช้จินตนาการได้ เอาความมีสติรู้มาจับความรู้สึกตัวเอง อย่างเราโกรธเราก็รู้ว่าโกรธเป็นอย่างไร เมื่อเราจำได้ เราก็จะสามารถเรียกความโกรธนั้นกลับมาใช้ในการแสดงได้อีก

หรืออย่างบางคนร้องไห้แล้วไม่หยุด เราก็จะให้เขาจับความรู้สึกตัวเอง แยกตัวเองออกมาแล้วมองให้เห็นตัวเอง ความรู้สึกก็จะค่อยๆ คลายลง ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอด ออกไปเดี๋ยวก็ลืม วิธีนี้ก็จะช่วยให้เด็กมีสมาธิและไม่เพ้อค่ะ

ผลตอบรับตั้งแต่เปิดโรงเรียน
ก็มีเด็กมาเรื่อยๆ ตามเป้าค่ะ คือ เดือนละ 4 คอร์ส คอร์สละ 8 คน นอกจากนั้นเราก็สอนให้กับพวกองค์กรด้วย อย่างเช่น AF รุ่นหนึ่งถึงห้า สอนการเป็นพิธีกรด้วย สอนการแสดงเพื่อการบำบัด (Drama Therapy) ด้วย ก็แล้วแต่ศักยภาพของแต่ละคนค่ะ เราดูเป็นคนๆ ว่าควรจะพัฒนาไปในทางไหน

คุณแนะนำนักเรียนให้กับค่ายภาพยนตร์ด้วยหรือไม่
แนะนำค่ะ ดิฉันรู้จักคนที่คัดเลือกนักแสดงหลายๆ คน บางทีก็จะบอกเขาว่าเรามีนักเรียนที่เวิร์คนะ ถ้าสนใจก็จะแนะนำให้ หรือถ้ามีคนมาถามว่า มีบทแบบนี้มีใครเหมาะบ้าง? เราก็จะนึกว่าใครที่เหมาะแล้วส่งไป แต่ไม่ได้ผลักดันว่า “ฝากเด็กหน่อยนะ” เพราะเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องตรงนั้น เราให้เด็กคุยกับทางค่ายเอง จะไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยว เพราะมันไม่เหมาะสมสำหรับฐานะความเป็นครู

นักเรียนที่เรียนกับคุณทุกวันนี้เป็นใคร
ดิฉันรับตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไปค่ะ เด็กที่เล็กกว่านี้ควรเรียนดนตรีมากกว่า เพื่อฝึกสมาธิ ฝึกการฟัง ให้ดีก่อน หลักๆ ก็สอนบุคคลทั่วไปที่อยากพัฒนาตนเอง ทั้งนักเรียน นักศึกษา ครูสอนภาษาอังกฤษ นักร้อง ช่างภาพ ฯลฯ คนเหล่านี้มาเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองในแง่ของศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วก็มีนักเรียนร้องเพลงที่ร้องได้เต้นได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกกับคนดูได้ เขาก็จะมาหาเรา นอกจากนั้นก็มีดาราที่ค่ายหนังส่งมา มีนักแสดงที่ต้องการพัฒนาตัวเอง ฯลฯ คือจริงๆ แล้วการแสดงเรียนกันได้ตลอดชีวิตนะคะ เหมือนกับขี่จักรยาน ถ้าเราไม่ได้ขี่นานๆ มันก็จะไม่คล่อง

สอนการแสดงให้นักแสดงรุ่นใหญ่ อายุของเราเป็นปัญหาหรือไม่
ไม่ค่ะ ส่วนใหญ่พี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่จะรับฟังเรา มันขึ้นอยู่กับวิธีพูด แล้วเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า เขาเก่งกว่าเราในจุดหนึ่ง แต่ในจุดที่เราพอจะช่วยได้เราก็จะดูให้ ดิฉันต้องเคารพประสบการณ์เขาด้วย บางท่านอาจจะพอใจอย่างที่ตัวเองแสดงอยแล้ว ซึ่งก็ดี จะไปบอกว่าเขาผิดไม่ได้ แต่ดิฉันอาจจะขอให้เขาลองแสดงบทเดิมในแง่มุมอื่นบ้าง แล้วเขาก็จะจัดให้เองค่ะ

เป้าหมายสำหรับโรงเรียนในอนาคต
ฝันเลยนะคะ อยากทำให้ The Drama Academy เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการแสดง แต่เป็นการแสดงแบบที่ “อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง” ไม่ใช่ประเภท หันหลังขวับแล้วถลึงตาใส่ หรือประเภทที่ต้อง ปีนกระไดดู

ดิฉันอยากทำโรงเรียนเหมือนในต่างประเทศที่เขามีสอนทุกศาสตร์ ทั้งเขียนบท กำกับ เต้น เหมือนเป็นศูนย์กลางโดยที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ทฤษฎีของเรา อย่างที่เมืองนอกบางทีเขาจะยึดเลยว่า ที่นี่ฉันใช้ทฤษฎีของคนนี้ ฉะนั้นฉันจะไม่ใช้ของคนอื่น แต่ดิฉันว่าของทุกคนก็มีข้อดีไปคนละอย่าง เราน่าจะเอามาผสมให้เหมาะกับตัวเอง ฉะนั้นที่ The Drama Academy ถ้านักเรียนอยากเรียนเทคนิคไหน เรามีครูสอนให้ค่ะ

จับประเด็น The Drama Academy by ครูเงาะ
-
ท่ามกลางบรรยากาศการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ความนิยมในอาชีพศิลปิน-นักแสดง (อาทิ นักร้อง, AF, Casting, Acting Coach ฯลฯ) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โรงเรียนสอนศิลปะการแสดงรุ่นใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองต่อมาตรฐานที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งด้วย
-
The Drama Academy by ครูเงาะ สอนวิชาการแสดงด้วยการสร้างความเข้าใจเชิงลึก ปรับทฤษฎีการสอนแนวต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งนำความเข้าใจตัวตนในเชิงพุทธมาผสมผสาน




« Back to Result

  • Published Date: 2009-12-15
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง