Creative Knowledge

« Back to Result | List

“เกษตรอินทรีย์” วิถีแห่งโลกอนาคต

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

organic1

“เกษตรอินทรีย์...สูงสุดคืนสู่สามัญ” อาจฟังดูเชยๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในศตวรรษที่ 21 คงไม่มีวลีอื่นใดที่ใช้บรรยายให้เห็นถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ในการทำการเกษตรได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคร้ายที่คุกคามสุขภาพกายใจของมนุษย์อันเป็นผลพวงจากการทำการเกษตรแบบเคมี ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรไทย (และโลก) หันกลับมาหาภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาชั่วนาตาปี แต่ในโลกที่จำนวนประชากรพุ่งทะยานเข้าใกล้ 7 พันล้านคน หลายคนอาจสงสัยว่า “ความเป็นไปได้ของการผลิตอาหารจากการทำเกษตรอินทรีย์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน?”

อย่างไรจึงจะเรียกว่า “เกษตรอินทรีย์”
สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำจำกัดความ “เกษตรอินทรีย์” (Organic Farming) ว่า “เป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่างๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมซึ่งอาจสร้างมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ ดังนั้นผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วย”

ว่ากันอย่างง่ายๆ ก็คือ หากจะทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องใช้แต่สารอินทรีย์ (วัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ) ไม่ใช้สารเคมีหรือการตัดต่อพันธุกรรมในการทำการเกษตรนั่นเอง

เมื่อโลกมุ่งสู่วิถีการผลิตเพื่อความยั่งยืน
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติแบบ Permaculture (ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในออสเตรเลียและบางส่วนของอเมริกา) การทำสวนแนวตั้ง หรือแม้แต่การปลูกผักไว้กินเองในสวนหลังบ้านหรือระเบียงคอนโด (กำลังเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นและเมืองใหญ่ทั่วโลก) ทุกกิจกรรมล้วนเป็นผลจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ ที่บีบคั้นให้มนุษย์โหยหาความบริสุทธิ์จาก “ธรรมชาติ” อีกครั้ง

จากรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2513 เป็นต้นมา มีการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในออสเตรเลียและสวิสเซอร์แลนด์มีการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 10% สวีเดน 20% และในสหรัฐอเมริกาเพิ่ม 12% ทุกปี ทั้งนี้ในปี พ.ศ.2544 ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่าประมาณ 716,800 ล้านบาท มีสัดส่วนคือสหรัฐอเมริกา 320,000 ล้านบาท สหภาพยุโรป 296,800 ล้านบาท ญี่ปุ่น 100,000 ล้านบาท โดยมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 25%

สำหรับประเทศที่มีการซื้อขายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ “ไวน์อินทรีย์” (Organic Wine) ที่ผลิตจากองุ่นอินทรีย์ (Organic Grape) “ช็อคโกแลตอินทรีย์” (Organic Chocolate) ที่ทำจากโกโก้อินทรีย์ (Organic Cacao) นม ไก่ ฝ้าย กาแฟ ชา ข้าว ถั่วเหลือง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน กล้วยหอม สัปปะรด ส้ม และแอปเปิ้ล เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้จะระบุชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (Organic) และจะมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติราว 25-50%

organic3

สำหรับในประเทศไทย การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2535 โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับบริษัทในเครือนครหลวงและบริษัทในเครือสยามวิวัฒน์ โดยผลิตข้าวอินทรีย์ในท้องที่จังหวัดพะเยาและเชียงราย มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 10,000 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 1,200-1,500 ตัน ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ และต่อมาก็ได้มีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ “กล้วยหอมอินทรีย์” โดยสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี “ข้าวอินทรีย์” ที่ปลูกกันในจังหวัดสุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ภายใต้เครือข่ายของ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน จ.อุบลราชธานี (ส่งออกในนาม “เกษตรก้าวหน้า”) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ชนิดอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออกอีก อันได้แก่ ข้าวโพดฟักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ขิง สมุนไพร เครื่องเทศ ชา กล้วยไข่ ลำไย สัปปะรด และสินค้าประมงอินทรีย์ อันได้แก่ กุ้งกุลาดำ ปลาสลิด รวมถึงสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ ได้แก่ ไก่ สุกร ไข่ไก่ และน้ำผึ้ง

เมื่อพิจารณาถึงความนิยมในการบริโภคและแนวโน้มการเติบโตของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์แล้ว นับว่าเส้นทางการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยไปยังตลาดโลกนั้น …มีอนาคตยาวไกลทีเดียว

เกษตรอินทรีย์ วิถีของผู้ประกอบการเพื่อสังคม
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสนใจกับการทำ “ธุรกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise) และการเป็น “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (Social Entrepreneur) ซึ่งหมายถึง การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาสังคมในแง่มุมต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และการมีส่วนร่วมของชุมชน “เกษตรอินทรีย์” (Organic Farming) ก็นับเป็นธุรกิจเพื่อสังคมอีกประเภทหนึ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ให้ชุมชนแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังเป็นภาคการผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ทรัพยากร แรงงาน ฯลฯ อย่างยั่งยืน และช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ เพราะในเมื่อทุกวันนี้ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่า การตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในระยะยาว เกษตรอินทรีย์ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมโลกทุกสายพันธุ์

เกษตรอินทรีย์ไทย : วันนี้และวันหน้า
ปัจจุบันใน อ.กุดชุม จ.ยโสธร มีการปลูก “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 105” ซึ่งโรงสีข้าวชมรมรักษ์ธรรมชาติ (ชาวนาและผู้บริโภคในกทม.เป็นเจ้าของร่วมกัน) รับประกันราคาข้าวในฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ที่ราคาตันละ 16,000 บาท สูงกว่าข้าวหอมมะลิธรรมดา 1,000 บาท/ตัน ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์กันมากขึ้น แต่นอกจากราคาที่ดีกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปแล้ว จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกข้าวอินทรีย์มากขึ้นนั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพของชาวนาและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมอันเกิดจากการใช้สารเคมีนั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มชาวนายังร่วมกันลงทุนในนาม สหกรณ์ Greennet เพื่อสร้างระบบการค้าแบบ Fair Trade (การค้าบนพื้นฐานความยุติธรรม) โดยส่งออกข้าวไปขายในร้าน Fair Trade ต่างๆ ของสหภาพยุโรป เหตุนี้เองทำให้ชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่ถูกกดราคาข้าว มีทั้งกำลังใจและกำลังทรัพย์เพิ่มขึ้น และพร้อมจะถ่ายทอดภูมิปัญญาในการทำเกษตรกรรมให้แก่คนรุ่นต่อไป

สังคมในอุดมคติใครว่าไม่มีอยู่จริง แต่สังคมในอุดมคตินั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยคนในสังคมช่วยกันสร้างสรรค์ เกษตรอินทรีย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการผลิตและการบริโภคที่สังคมสมัยใหม่ควรสนับสนุน เพราะหากเราไม่เลือกมันในวันนี้ ข่าวเรื่อง “ข้าวขายไม่ได้ราคา” “เกษตรกรละทิ้งผืนนามาหางานในเมือง” “ยอดผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น” และอีกสารพัดข่าวร้ายๆ ก็จะยังคงปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยต่อไป …สวัสดีครับ

ข้อมูลจาก:
http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/nsfng/indexh.htm

เครดิตภาพ:
http://www.oae.go.th/images/article/news71/rad73BB6.jpg http://www.greennet.or.th/producer/t4100.htm http://www.212cafe.com/boardvip/user_board/cm99/picture/01371_1.jpg http://kaohomsukhothai.com/images/pic1_Way_2_06.gif http://www.fm100cmu.com/blog/Saveworld/uploads/3mon004.jpg


Organic Farming : Life of the Future
Story by Chatcharapon Penchom

organic2

“Organic farming…the way of life leading us back to the basic” A cliché in the 21st century as it may sound but there is no other comparable phrase describing the momentous change in the way of agriculture—and, soon, the way of life. Threatening humans’ health, environmental problems and diseases caused by chemical farming are the starting point of the back-to-basic farming—organic farming—all over the world. Nevertheless, the possibility of food production to meet the needs in the world home to nearly 7 million populations is rather skeptical.

What is Organic farming?
Organic Farming is defined by International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM) as “a production system that sustains the health of soils, ecosystems and people. It relies on ecological processes, biodiversity and cycles adapted to local conditions, rather than the use of inputs with adverse effects. Organic agriculture combines tradition, innovation and science to benefit the shared environment and promote fair relationships and a good quality of life for all involved.."

Simply put, organic farming is a form of agriculture that relies solely on organic materials and consists of no synthetic materials and genetically modified organisms.

The world towards the sustainable development
Whether it is Permaculture, vertical garden, or planting crop foods in the backyard or at the balcony, there is no denying that it is the social, environmental and health problems that force all those alternative livings upon us.

It is reported by Department of Agricultural Extension that there has been a substantial increase in organic farming worldwide since 1970: 10% in Australia and Switzerland, 20% in Sweden, and 12% in the United States. In 2001 the world’s organic farming market had an average value of 716,800 million baht comprising 320,000 million baht in the US; 296,800 million baht in EU countries; and 100,000 million baht in Japan with the growth rate of 25% a year.

Ten countries possessing the top sales of organic farming products include the US, Japan, Germany, the UK, Italy, France, Switzerland, Denmark, Australia, the Netherlands, and Sweden. Most popular organic products are organic wine [produced from organic grape], organic chocolate [from organic cacao], milk, chicken, cotton, coffee, tea, rice, soybeans, asparagus, baby corn, banana, pineapple, orange and apple, all of which are labelled as organic products and, on average, their prices are 25-20% higher than inorganic products.

In Thailand, organic farming began in 1994 by collaboration between Department of Agriculture, Capital Rice Group and Siam Viwat Group. Organic rice was initially farmed in Payao and Chiangrai provinces in the area of 10,000 rai with the total produce of 1,200-1,500 tons for export. Other kinds of organic produce were subsequently farmed. Among these were organic banana by Ta Yang Agricultural Cooperative, Petchburi province; organic rice grown in Surin, Yasothon, Sisaket and Buriram provinces via the network of Green Net Co-op in Ubonratchathani province. In addition, other potentially exported organic produce include baby corn, asparagus, green okra, ginger, herbs and spices, tea, banana, longan and pineapple; organic fishery products include tiger prawn and snakeskin fish; organic cattle products are chicken, pork, eggs, and honey.

Organic farming : the way of Social Entrepreneur
While ‘Social Enterprise’ and ‘Social Entrepreneur’ have become topical in recent years, organic farming unquestionably comes under its strains due to its quality of sustainable development—alleviating the environmental problems. Besides, there is no conclusive evidence of the effects of GMO that will possibly have on environment and ecological system, organic farming should therefore be the best solution to all living things.

In Kudchum district, Yasothon where organic jasmine rice 105 is mainly cultivated, the selling price is guaranteed by the farmers and the consumers [in Bangkok] owned mill called ‘Nature Lovers Club Mill’, at 16,000 baht a ton which is 1,000 baht higher than inorganic jasmine rice. Apart from the better price, however, the main reasons that draw the farmers to grow more organic rice are the health and environmental problems caused by chemical use. Farmers have also cooperated in an investment in Green net Cooperative to build the network of Fair Trade via exporting organic products to fair trade shops in Europe. The farmers will be able to sell the produce at more rewarding prices and their living standards will be lifted up consequently.

The ideal society will always be idealistic if people in the society do not start making ‘change’. Organic farming is an alternative way of production and consumption that will rid the front-page news of ‘Rice price fall’ ‘Paddy field abandoned’ ‘Cancer patients rise’ and bad news as such.

Information:
http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/nsfng/indexh.htm

Pictures:
http://www.oae.go.th/images/article/news71/rad73BB6.jpg http://www.212cafe.com/boardvip/user_board/cm99/picture/0
http://www.212cafe.com/boardvip/user_board/cm99/picture/01371_1.jpg 1371_1.jpg
http://www.fm100cmu.com/blog/Saveworld/uploads/3mon004.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2010-06-24
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง