Creative Knowledge

« Back to Result | List

Social Entrepreneurship : การเกาที่ถูกจุด

เรื่อง : นิชา รักพานิชมณี

content

“คืนกำไรให้สังคม” เป็นถ้อยคำที่เราได้ยินกันหนาหูในช่วงนี้ แต่คุณเคยถามตนเองหรือไม่ว่าการ “ให้” เพียงลำพังนั้น จะแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร...

ผู้ประกอบการสังคม (Social entrepreneur) คือ ผู้ที่ไม่เพียงแต่ยื่นปลาให้คนที่หิวโหย ไม่แม้แต่สอนวิธีจับปลาให้คนเหล่านั้น แต่ผู้ประกอบการสังคมคือผู้ที่มุ่งมั่น "เปลี่ยนโครงสร้างของกิจการประมง" ให้เอื้อประโยชน์ต่อสังคมอย่างยุติธรรมและยั่งยืนที่สุด โครงการปลูกป่า สร้างห้องน้ำ บริจาคสิ่งของ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการ “ให้” ที่ไม่แตะรากเหง้าของปัญหา เปรียบได้กับการเกาไม่ถูกที่คัน วันนี้ TCDCCONNECT ขอนำเสนองานของผู้ประกอบการสังคม 3 ท่าน ที่กำลังพยายามแก้ปัญหาเดิมๆ ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างสร้างสรรค์

เราจะต้องสร้างห้องน้ำอีกกี่ห้อง
คุณเคยได้ยินไหม โครงการสร้างห้องน้ำให้หมู่บ้านในถิ่นทุรกันดาร สร้างกันมากี่สิบปีแล้วก็ยังไม่เคยเพียงพอ ...แล้วเราจะทำอย่างไร

content1

แจ๊ค ซิม (Jack Sim) คือ ผู้ประกอบการสังคมชาวสิงคโปร์ ที่ใช้ "ห้องน้ำ" เป็นตัวจุดชนวนความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจ นักออกแบบ เจ้าหน้าที่รัฐและชุมชน ในการสร้างตลาดสุขภัณฑ์ที่คนจนเข้าถึงได้ นายแจ็คผลักดันการออกแบบ “ห้องน้ำหลังแรก” ที่ราคาถูกสำหรับคนกว่า 2,600 ล้านคนทั่วโลกที่ยังไม่มีห้องน้ำใช้ รวมทั้งเพิ่มทักษะให้ช่างและผู้รับเหมาในชุมชนแออัดและชนบทห่างไกล (ที่เข้าไม่ถึงระบบบำบัดของเสียและบริการสาธารณะอื่นๆ) ให้สามารถสร้างห้องน้ำรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับข้อจำกัดของชุมชนได้เอง ดังเช่น โครงการหนึ่งของแจ๊คในประเทศอินโดนีเซีย ที่เขาใช้เวลาร่วม 2 ปีศึกษาความต้องการของชุมชนและถ่ายทอดทักษะให้ช่างในท้องถิ่นสามารถสร้างห้องน้ำที่แปลงของเสียเป็นแก๊สชีวภาพได้สำเร็จ ผลลัพธ์คือ นอกจากชาวบ้านจะมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้แล้ว พวกเขายังสามารถนำแก๊สชีวภาพมาใช้ในการหุงต้ม แถมมีผลพลอยได้เป็นปุ๋ยที่ปลอดภัยสำหรับแปลงผักสาธารณะอีกด้วย และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การคนในชุมชนเริ่มเล็งเห็นว่าสุขอนามัยเป็นสิ่งใกล้ตัวที่มีประโยชน์ และพวกเขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ

เราจะต้องปลูกป่าอีกกี่ร้อยล้าน
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุน 500-600 ล้านบาทเพื่อการปลูกป่า แต่พื้นที่ป่ากลับเพิ่มขื้นเพียง 10,000 ไร่ต่อปี และยังสูญหายไปกว่า 100,000 ไร่ต่อปี ตามรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อปีพ.ศ.2550 ...ปัญหาแบบนี้จะแก้อย่างไร

content2

คุณนิคม พุทธา คือ ผู้ประกอบการสังคมที่ตั้งคำถามว่า “ใครกันแน่ คือ ผู้อนุรักษ์ป่าที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง"
เขาเล็งเห็นบทบาทสำคัญของ "ชาวบ้าน" ที่อาศัยในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และตัดสินใจทำงานร่วมกับชุมชนกว่า 80 หมู่บ้านในยอดเขาต่างๆ ทางภาคเหนือ เพื่อรื้อฟื้นและหนุนเสริมกลไกดั้งเดิมของชุมชนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทั้งการหาของกินของใช้จากป่าโดยไม่ทำลายทรัพยากรต้นทุน (เช่น ขุดหน่อไม้เฉพาะฤดูฝนเพื่อให้ไผ่งอกเพิ่มได้) และการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่ไม่กักขังตะกอนดินอันมีคุณค่ามหาศาล (สร้าง “เหมืองฝาย” จากแนวหินและขอนไม้ แทนการสร้างเขื่อนคอนกรีต)
ถึงทุกวันนี้มีชุมชนกว่า 1,000 หมู่บ้านในภาคเหนือที่ตกลงร่วมใจกันอนุรักษ์ป่า (หรือที่เรียกว่า “เครือข่ายป่าชุมชน”) เกิดเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติให้เอื้อต่อการอนุรักษ์ป่าโดยชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น อาทิเช่น ในรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนเมื่อปีพ.ศ.2543 ล่าสุดคุณนิคมเริ่มทำงานกับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ เพื่อสร้างจิตสำนึกพิทักษ์ป่าจาก "ใจที่อยากอนุรักษ์" มากกว่าจาก "เงินงบประมาณ"

กลุ่มคนที่ CSR เข้าไม่ถึง
นอกเหนือจากการสร้างห้องน้ำให้คนจนและการอนุรักษ์ป่าแล้ว ยังมี "ผู้ที่ควรได้รับประโยชน์" ในสังคมอีกหลายกลุ่มที่โครงการคืนกำไรให้สังคมแบบเดิมๆ เข้าไม่ถึง ลองนึกถึงคนพม่าที่เสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวให้คุณเมื่อตอนกลางวัน หรือแม่บ้านที่อาศัยอยู่กับเราและเช็ดถูทำกับข้าวทุกเช้า แรงงานนอกระบบเหล่านี้แทบไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าจะได้รับความยุติธรรมจากนายจ้าง

content3

คุณศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล คือ ผู้ประกอบการสังคมอีกคนที่มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมของนายจ้างที่เอารัดเอาเปรียบแรงงานกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้แรงงานต่างด้าวแกะกุ้งตั้งแต่ตีห้าย้นสองทุ่มด้วยค่าแรงเพียง 5 บาทต่อกิโล ไปจนถึงการทารุณคนใช้ในบ้านด้วยการงดให้อาหารและทุบตีจนหมดสติ (เกิดขึ้นจริงๆ ในกรุงเทพนี่แหละ) ทุกวันนี้ คุณศิริวรรณไม่เพียงอุทิศตนเป็นทนายให้กับ "กลุ่มคนที่สังคมมองข้าม" เหล่านี้ แต่เธอยังผลักดันการสร้างเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ทำงานร่วมกับตำรวจ องค์กรด้านเด็กและสตรี และองค์กรเรื่องสิทธิแรงงานข้ามชาติ นอกจากนั้นเธอยังสนับสนุนเผยแพร่ความรู้เรื่อง "สิทธิแรงงาน" ให้กับกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นชนชั้นกลาง (ซึ่งบางคนก็เป็นลูกหลานของนายจ้างที่ทำการละเมิดสิทธินั่นเอง) เมื่อปีพ.ศ.2550 คุณศิริวรรณได้สร้าง "บรรทัดฐานใหม่ของการจ้างแรงงานนอกระบบ" โดยเธอชนะคดีที่ฟ้องนายจ้างฐาน “ใช้คนเยี่ยงทาส” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยที่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้

“ความสำเร็จของกฎหมายมิใช่อยู่ที่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้” คุณศิริวรรณเขียน “แต่อยู่ที่สามารถทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย... เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหานายจ้างทำร้ายลูกจ้างอย่างทารุณ ไม่ว่าการทุบตี การใช้น้ำยาล้างห้องน้ำราดตามตัว ใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟ หรือการบังคับใช้แรงงานเยี่ยงทาสจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย”

แน่นอนว่า การประกอบการใหญ่ของบุคคลทั้งสามท่านข้างต้นอาจยังไม่ได้สร้างผลกำไรเป็น "เม็ดเงิน" ให้เราเห็นชัดเจนในตอนนี้ แต่เราก็เชื่อมั่นว่า จิตสำนึกที่กำลังก่อตัวขึ้นในวงกว้าง คือ "กำไรทางสังคม" ที่ประเทศไทยของเรากำลังต้องการเป็นที่สุด และคงจะหาซื้อมิได้ด้วยวิธีอื่นเป็นแน่

อ้างอิง:
http://thailand.ashoka.org
http://www.worldtoilet.org/
http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/28/WW55_5507_news.php?newsid=61602
http://www.statelessperson.com/www/?q=node/3016

รูปภาพ:
http://www.celsias.com/article/humble-toilet-key-solving-economic-environmental-a
http://www.worldtoilet.org/sp.asp?no=2
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=2&code=a1_08032007_03
http://www.lek-prapai.org/resultlekprapai.php?id=18
http://www.bangkokpost.com

http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=688

« Back to Result

  • Published Date: 2010-06-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี