Articles

« Back to Result | List

“ธุรกิจ-ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” เศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ สร้างสังคมในอุดมคติ

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

Bussiness1

หากมีการสืบเสาะถึงต้นตอของสารพัดปัญหาที่กำลังรุมเร้าโลกเราอยู่ตอนนี้ นับตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไปจนกระทั่งถึงการทำสงครามระหว่างเชื้อชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ยาเสพติด ฯลฯ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม” ตกเป็นจำเลยหมายเลขหนึ่งในแทบทุกคดี แต่ถ้าถามว่า “หรือจะให้ใช้ระบบคอมมิวนิสต์ที่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด?” เชื่อว่า แทบทุกคนก็คงจะส่ายหน้าไม่เอาด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว “การทำธุรกิจโดยมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” จึงกลายเป็นทางออกที่หลายหน่วยงานในภาคเอกชนเริ่มหันมายึดถือเป็นแนวปฏิบัติ จนกลายเป็นที่มาของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมซึ่งมักจะบรรจุอยู่ในแผนธุรกิจด้วยเสมอ

เชื่อว่า ทุกท่านคงเคยได้เห็นได้ยินหรือมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้แผนงาน “Corporate Social Responsibility” (CSR) ที่มีบริษัทต่างๆ เป็นเจ้าภาพกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมบริจาคหนังสือ เสื้อผ้า การปลูกป่า มอบทุนการศึกษา ฯลฯ แต่วัตถุประสงค์หลักของโครงการเหล่านี้อยู่ที่การเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีงามให้กับองค์กร โดยเป้าหมายในการประกอบธุรกิจยังคงมุ่งเน้น “เงิน” เป็นผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน แต่ละปัญหาในสังคมนั้นก็มีมิติหลากหลาย ซับซ้อน และมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป บางปัญหาต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเกินกว่าจะรอพึ่งแต่ภาครัฐ การช่วยเหลือจากเอ็นจีโอ หรือโครงการ CSR ของภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยเป็นครั้งเป็นคราว ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดการทำ “ธุรกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise) และการเป็น “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (Social Entrepreneur) จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

bussiness3

ในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “การทำธุรกิจเพื่อสังคม” และ “การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม” เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจและกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางทั้งจากภาครัฐและเอกชนในหลายๆ ประเทศ เพราะนอกเหนือจากยอดตัวเลขที่เป็น “เม็ดเงิน” แล้ว ผู้ประกอบการเพื่อสังคมยังมีกำไรเป็น “คุณภาพชีวิตของคนในสังคม” อีกด้วย หากจะเรียกว่าเป็น “Double Bottom Line” ก็คงไม่ผิดนัก

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมคืออะไร?
...เป็นองค์กรธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไร แต่กำไรนั้นอยู่บนพื้นฐานและมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคมในแง่มุมต่างๆ อย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การมีส่วนร่วมของชุมชน” คำกล่าวนี้คงพอทำให้เห็นภาพรวมของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม แต่หากจะมองลึกลงไปในรายละเอียด ธุรกิจเพื่อสังคมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก อาทิเช่น สร้างงานเพื่อชุมชน ฝึกฝนทักษะของชุมชน จัดหาบริการต่างๆ ให้แก่ชุมชน ยกระดับการศึกษาของผู้ด้อยโอกาส ฝึกฝนอาชีพเพื่อคนพิการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิสัตว์ ลดสภาวะโลกร้อน ฯลฯ อีกทั้งยังไม่มีการผูกขาดทางการค้า ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์กระจายกันไปอย่างทั่วถึงทั้งในกลุ่มผู้บริโภค บริษัท และชุมชน (หมายความว่า "กำไร" จะถูกแบ่งสรรกลับคืนเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวมนั่นเอง)

ที่ผ่านมาบางท่านอาจสงสัยว่า “แล้วผู้ประกอบการเพื่อสังคมต่างจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) อย่างไร?”ธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคมเป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่กำไรที่ว่าเป็นกำไรที่วัดกันจากหลายดัชนี เช่น เม็ดเงิน คุณภาพชีวิต ระบบหรือโครงสร้างสังคมที่ดีขึ้น ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นกำไรที่ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของคนใดคนหนึ่งได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นกำไรของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ผู้บริโภค บริษัท คนงาน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม คำตอบง่ายๆ ก็คือ หัวใจสำคัญคือเมื่อการดำเนินธุรกิจมีกำไรได้ บริษัทและชุมชนก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือหวังพึ่งแต่เงินบริจาคเพียงอย่างเดียว ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ด้อยโอกาสในชุมชนได้รับการยกระดับหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในระยะยาว "การประกอบธุรกิจเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ" จะผลักดันให้เกิดนโยบายหรือกฎหมายที่เอื้อต่อสิทธิและความเป็นธรรม ลดระดับความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งกิจกรรมทั้งหมดในกระบวนการผลิต-ซื้อ-ขายสินค้า ยังเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การหาวัตถุดิบ ลงมือผลิต นำออกขาย ฯลฯ ที่เป็นรูปธรรมเชิงสร้างสรรค์ด้วย มิใช่เป็นเพียงการเรียกร้อง คัดค้าน หรือการนำเสนอแนวคิดที่ต้องรอการลงมือปฏิบัติจากฝ่ายใดไม่รู้

ธุรกิจเพื่อสังคมในเวทีโลก
ในทวีปยุโรป “ธุรกิจเพื่อสังคม” กำลังมีอนาคตที่น่าจับตามอง ล่าสุดในประเทศอิตาลี ธุรกิจเพื่อสังคมหรือที่เรียกกันว่า “Other Economy” ประกอบไปด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) การค้าบนพื้นฐานความยุติธรรม (Fair Trade) ธุรกิจเพื่อการกุศล (Charity Projects) ซึ่งสามารถทำรายได้เป็นเม็ดเงินสูงถึง 60,000 ล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 4% ของจีดีพีทั้งหมด ทั้งนี้ภาคธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย John Hopkins พบว่าธุรกิจเพื่อสังคมมีแนวโน้มการจ้างงานที่เติบโตกว่าในธุรกิจทั่วไปถึง 3 เท่า

bussiness4

ในประเทศอังกฤษ ธุรกิจเพื่อสังคมถูกจัดอยู่ใน “Third Sector” (โดยมีภาครัฐเป็น First Sector และภาคธุรกิจเอกชนทั่วไปเป็น Second Sector) และยังถือว่าเป็น “Social Economy” ซึ่งนัยหนึ่งก็คือ “ระบบเศรษฐกิจทางเลือก” ที่อยู่นอกเหนือจาก 2 แนวทางหลัก คือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (Capitalism) และระบบเศรษฐกิจที่กำกับและควบคุมโดยรัฐ (Communism)

ทั้งนี้ธุรกิจเพื่อสังคมในอังกฤษจะครอบคลุมธุรกิจต่างๆ ของชุมชน เช่น เครดิตยูเนียน บริษัทค้าขายขององค์กรการกุศล สหกรณ์ เงินกองทุนเพื่อการพัฒนา บริษัทเอกชนที่มุ่งกำไรแต่จัดสรรกำไรเพื่อการกุศล ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนด้วยการให้เงินลงทุนแบบกองทุนสวัสดิการ (Trusts and Foundations) รวม 9,000 ล้านปอนด์ (ราว 495,000 ล้านบาท) และยังมีเงินในกองทุนประเภทอื่นๆ อีก 80,000 ล้านปอนด์ (4.4 ล้านล้านบาท) ตลอดจนได้มีการจัดตั้ง Social Enterprise Unit ขึ้นในกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมในปีค.ศ. 2002 ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของ Office of the Third Sector ในปีค.ศ.2006 เพื่อประสานและดูแลธุรกิจเพื่อสังคมและองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งนิติบุคคลรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “Community Interest Company (CIC)” ซึ่งตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของชุมชนมากกว่าเพื่อของเจ้าของ โดยกฎหมายบังคับให้คืนผลกำไรร้อยละ 35 ของกำไรทั้งหมดแก่ชุมชน ขณะที่ให้บุคคลอื่นได้เพียงร้อยละ 4 และยังบังคับมิให้มีการโอนย้ายกำไรและทุนที่บริษัทสะสมได้ออกจากบริษัทด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ในอนาคตอันใกล้รัฐบาลอังกฤษยังมีแผนการจัดตั้ง “ตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคม” ในกรุงลอนดอนอีกด้วย

“ผู้ประกอบการเพื่อสังคม...ใคร?”
ใช่ว่าเมื่อพูดถึง “ธุรกิจเพื่อสังคม” แล้ว เราจะต้องนึกถึงแต่ “ภาพเดิมๆ” ของร้านค้าที่ขายของเพื่อการกุศลแต่เพียงอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว สินค้าแบรนด์เนมคุณภาพสูงดีไซน์งามที่หลายๆ ท่านใช้อยู่เป็นประจำ ก็เข้าข่ายเป็นธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคมกับเขาด้วย อาทิเช่น Body Shop ที่คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ และไม่ทดสอบกับสัตว์ มีการซื้อวัตถุดิบด้วยระบบ Fair Trade ก็ทำให้ Body Shop กลายเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรายแรกๆ ของโลก หรือนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล
Muhammad Yunus ผู้ริเริ่ม Microcredit ในประเทศบังกลาเทศ ก็ถือเป็นผู้ประกอบการสังคมตัวพ่ออีกราย โดย Yunus ได้ปล่อยเงินกู้เพื่อให้คนที่ยากจนเกินกว่าจะกู้เงินจากธนาคารได้มีเงินทุนในการเริ่มต้นทำธุรกิจ โครงการดังกล่าวของเขาได้ช่วยสร้างฐานะให้กับชาวบังกลาเทศเป็นจำนวนมาก และทำให้ Yunus ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีค.ศ. 2006 ในฐานะที่ “ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากระดับรากหญ้า”

bussiness2

นอกจากนี้ ยังมีดาราฮอลลีวู้ดรุ่นใหญ่อย่าง Robert Redford ผู้ก่อตั้ง Sundance Institute ซึ่งเป็นสถาบันที่สนับสนุนให้ผู้สร้างภาพยนตร์ได้สร้างงานตามจินตนาการของตนมากกว่าตามโจทย์ของนายทุน หรืออย่าง Vitoria Hale ผู้ก่อตั้ง The Institute of OneWorld Health ที่ผลิตยาเพื่อรักษาผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย “ร้านดอยตุง” อันเป็นผลผลิตของโครงการแม่ฟ้าหลวง และ “ร้านภูฟ้า” ที่เป็นโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็เป็นอีกสองตัวอย่างของธุรกิจเพื่อสังคม ที่ได้สร้าง "วงจรการตลาดที่มีประสิทธิภาพ" ขึ้นระหว่างสังคมผู้ผลิตกับสังคมผู้บริโภค โดยทั้งสองธุรกิจส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในท้องถิ่น และสร้างอาชีพให้แก่ผู้อยู่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร หรือในระดับที่เล็กลงมาหน่อยก็มีเว็บ eBannok.com ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพชาวไทยภูเขาให้ได้ใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมอย่างเต็มที่ นับเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาการอพยพเข้ามาใช้แรงงานในกรุงเทพฯ ของชาวชนบท อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดทักษะงานฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นอีกด้วย

สมการเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ “กำไร = เงิน + ความสุขของทุกคน”
Thomas L. Friedman ผู้แต่งหนังสือเรื่อง The World is Flat กล่าวถึงโลกในยุคใหม่ที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์ยุค 3.0” ว่า “เป็นยุคที่โลกต้องตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละบุคคล …โดยที่ความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดความหมายอยู่เพียงแค่ความร่ำรวยเงินทองอีกต่อไป แต่อาจหมายถึงการได้อยู่ในสังคมที่ดีก็ได้” คำกล่าวนี้คงพอจะมีหลักฐานให้เห็นบ้างแล้วจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและนักลงทุนในปัจจุบัน ที่นอกจากประเด็นด้านคุณภาพและความพึงพอใจส่วนตัว “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ก็ได้เริ่มถูกนำมาใช้เป็นมาตรวัดในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือร่วมลงทุนกับบริษัทใดๆ อีกด้วย

คงถึงเวลาแล้วครับสำหรับโมเดลธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงแค่ความสุขในกระเป๋าของนายทุน ผู้ถือหุ้น หรือความพึงพอใจของลูกค้าแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องกระจายความสุขให้แก่ “ทุกคน” ในสังคมอย่างทั่วถึงด้วย ณ ตรงนี้ หากจะกล่าวว่า ธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคม คือ ปรากฏการณ์แห่งชัยชนะของทุกฝ่าย (Win – Win – Win Situation) ผมว่าก็คงจะไม่ผิดนะครับ

เครดิตภาพ:
http://www.thebodyshop.com/_en/_ww/values-campaigns/index.aspx
http://www.doitung.org/home.php

http://www.phufa.org/
http://www.ebannok.com/thai/
http://www.lpmp.org/index.php?option=com_datsogallery&Itemid=26&func=viewcategory&catid=9


« Back to Result

  • Published Date: 2010-06-08
  • Resource: www.tcdcconnect.com