Creative Knowledge

« Back to Result | List

โอเพ่นดรีม : สร้างเทคโนโลยี สร้างฝัน สร้างความเปลี่ยนแปลง

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

opendream

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาคุณอาจเคยได้ยินคำว่า “ผู้ประกอบการสังคม (Social Entrepreneur)” หรือ “ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” กันมาบ้าง ธุรกิจดังว่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็ถือเป็นธุรกิจโมเดลใหม่ที่โดยมากจะมุ่งแก้ไขปัญหาของคนยากไร้ในส่วนต่างๆ ของโลก (แทนที่จะมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุด) จริงๆ แล้วโลกเรามีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านนี้อยู่มากมาย องค์กรเหล่านั้นอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคของผู้ใจบุญ ซึ่งมีข้อจำกัดไม่น้อย เช่น เงินบริจาคมีความไม่แน่นอน หรือผู้บริจาคอาจเข้ามามีอิทธิพลในการทำงาน ฯลฯ ดังนั้น เพื่อฝ่าด่านอุปสรรคดังกล่าว ธุรกิจเพื่อสังคมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนความมุ่งหมายดีๆ ให้อยู่และเติบโตได้ด้วยตัวเอง

คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ขณะนี้โลกทุนนิยมสุดขั้วได้แสดงความล้มเหลวออกมาอย่างชัดเจนจนกระเทือนไปทั่วโลก การทำธุรกิจที่ “คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก” จึงก้าวเข้ามามีบทบาทและเป็นแนวโน้มใหม่ที่ทุกประเทศเริ่มให้ความสำคัญ รวมถึงประเทศไทยเราที่ก็มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (ผู้มีใจรักอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง) เข้ามาลงสนามนี้ กันแล้วไม่น้อย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ “คู่หูวิศวกรคอมพิวเตอร์” ที่เลือกก้าวออกจากเส้นทางความสำเร็จในองค์กรใหญ่ เพื่อเดินตามฝันในเวทีของตนเอง

บริษัทโอเพ่นดรีม - น้องใหม่ในธุรกิจเพื่อสังคม
“โอเพ่นดรีม” (Opendream) คือ ผู้ให้บริการด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ รวมไปถึงเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ให้แก่องค์กรอิสระที่ทำงานแก้ปัญหาสังคม ปัญหาชนบท และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก “ธุรกิจเปิดฝัน” นี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของ 2 ผู้ก่อการ คือ หนึ่ง - พัชราภรณ์ ปันสุวรรณ และเก่ง - ปฏิพัทธ์ สุสำเภา ตามประสาคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากแสวงหาความหมายให้กับชีวิต มากกว่าการอยู่ภายใต้ระบบ(ทุนนิยม)เดิมๆ ทั้งสองได้มาพบกับผู้เป่าหู คือ สุนิตย์ เชรษฐา จาก Change Fusion ในงานสัมมนา "อินเทอเน็ตเพื่อการเปลี่ยนแปลง" และจากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตของพวกเขาก็ได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงจริงๆ โดยได้เริ่มใช้ความเก่งกาจด้านไอทีสนับสนุนงานขององค์กร NGO

ช่วงแรกนั้นพัชราภรณ์และปฏิพัทธ์ยังไม่รู้จักคำว่า “ผู้ประกอบการสังคม” เลยด้วยซ้ำ พวกเขาตั้งบริษัทโอเพ่นดรีมขึ้นมาเพื่อรับงานจากลูกค้าต่างประเทศ (เพื่อให้ได้เงินจำนวนมากๆ) แล้วนำเงินนั้นไปช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยคิดเพียงว่า “คนทำงานเพื่อสังคมก็ต้องไม่หาเงินกับสังคม” แต่ต่อมาความคิดและวิธีการทำงานของพวกเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อสุนิตย์แนะนำว่า “ผู้ประกอบการสังคมมีอยู่จริง และสังคมก็มีรายจ่ายอยู่แล้ว ทำไมจะจ่ายให้กับคนที่อยากทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้ล่ะ” ตั้งแต่นั้นพวกเขาจึงเริ่มศึกษาวิธีการของผู้ประกอบการสังคมและหาโมเดลที่เหมาะสมกับธุรกิจไปเรื่อยๆ

opendream2

โมเดลธุรกิจ - สร้างสรรค์สิ่งดีบนลำแข้งของตัวเอง
ทุกวันนี้โอเพ่นดรีมไม่ได้ทำงานกับชุมชนโดยตรง แต่พวกเขาเลือกที่จะสร้างเทคโนโลยีการสื่อสารให้กับกลุ่ม NGO และองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ด้วยมองว่าความรู้ด้านไอทีนั้นจะเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเผยแพร่ข้อมูลขององค์กร (ซึ่งมักจะขาดแคลนเครื่องมือชั้นดีที่ว่า) องค์กรเหล่านี้เป็นศูนย์กลางการทำงานกับชนบทอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อโอเพ่นดรีมตั้งต้นช่วยที่ศูนย์กลาง ความช่วยเหลือก็จะกระจายต่อไปด้วยเทคโนโลยีที่ดี ที่ผ่านมาพวกเขาเลือกทำงานกับองค์กรใหญ่ เพราะมีศักยภาพทั้งด้านเงินทุนและด้านความช่วยเหลือต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็รับงานเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ตลอดเวลาหนึ่งปีครึ่งของโอเพ่นดรีม พวกเขาค้นหาวิธีการดำเนินงานที่เหมาะกับตัวเองเรื่อยมา จนในที่สุดก็ได้โมเดลที่เป็นรูปร่างชัดเจน

“โอเพ่นดรีมเราแบ่งวิธีหารายได้ออกเป็นสองส่วนครับ หนึ่งคือ “จากภาคสังคม” ด้วยการ “Optimize” กำไรให้ได้มากที่สุด และสอง “จากภาคธุรกิจต่างประเทศ” ด้วยการ “Maximize” กำไรให้ได้มากที่สุดเช่นกัน”
พวกเขากำหนดขอบเขตต่ำสุด-สูงสุดของผลกำไรเอาไว้ แต่อย่างน้อยต้องให้ได้กำไรมากกว่าต้นทุน ดังนั้นด้วยที่ต้นทุนเท่ากัน (ใช้คนเท่ากัน ซอฟแวร์ชุดเดียวกัน วิธีคิดเหมือนกัน ต่างกันที่เวลา) จึงสามารถเฉลี่ยกำไรของงานทั้ง 2 ภาคเข้าด้วยกันได้ และเมื่อได้กำไรมา พวกเขาจะแบ่งมันออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. ค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในสำนักงาน 2. ค่าใช้จ่ายในการขยายทีมงาน และ 3. ค่าใช้จ่ายเพื่องานสาธารณประโยชน์ เช่น สนับสนุนโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายไอที

การให้บริการเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
หลักการสำคัญของโอเพ่นดรีมที่ว่ายั่งยืนนั้นเป็นอย่างไร พัชราภรณ์และปฏิพัทธ์เล่าให้ฟังว่า โดยทั่วไปการทำเว็บไซต์หรือให้บริการด้านไอทีนั้น เมื่อลูกค้าจ้างบริษัทมาทำงานก็ต้องจบงานกันตามสัญญา ซึ่งการจบงานนั้นมีหลายแบบ เช่น จบแล้วมีการพัฒนาเว็บต่อ (ต่อสัญญาทำงานช่วงที่สอง) หรือจบแล้วจบเลย (เว็บหายไปเมื่อโฮสติ้งหมดอายุ) แต่สำหรับที่โอเพ่นดรีมพวกเขาจะทำระบบที่ลูกค้าสามารถดูแลตัวเองได้ เช่น สามารถอัพเดทข้อมูลได้เอง หรือให้โปรแกรมเมอร์อื่นเข้ามาเขียนโค้ดต่อยอดได้ ซึ่งในจุดนี้ซอฟท์แวร์ที่เป็น Open source จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก

"โดยทั่วไปโปรแกรมเมอร์มักเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างงานให้ได้ดั่งใจ (และโชว์ฝีมือเทพ) แต่ที่ โอเพ่นดรีม เราเลือกใช้ Open source เพื่อลดความยุ่งยากในการทำ เพราะเป็นซอฟท์แวร์มาตรฐาน รู้จักกันทั่วโลก ง่ายต่อการพัฒนาปรับปรุงภายหลัง และหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว Open source คือการใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุดด้วย"

opendream3

กำไรของธุรกิจเพื่อสังคมมีมากกว่าหนึ่ง
ที่ว่ามีมากกว่าหนึ่งนั้นหมายถึงกำไรไม่ได้มาในรูปของตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึง “อิมแพค” ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมด้วย ตัวอย่างผลงานที่เห็นได้ชัด คือ เว็บไซต์ของ "หมอชาวบ้าน" จากเว็บธรรมดาๆ ที่มีผู้เข้าชมเพียงหลักพันต่อเดือน ภายในสองสามเดือนเมื่อโอเพ่นดรีมเข้ามาทำเว็บให้ใหม่ จำนวนผู้เข้าชมของเว็บนี้พุ่งขึ้นเป็นสองสามแสน โดยครั้งนั้นลูกค้ามีโจทย์หลักคือ ต้องการนำเนื้อหาย้อนหลัง 30 ปีของหนังสือ “หมอชาวบ้าน” มาขึ้นบนเว็บเพื่อเป็นฐานข้อมูลสุขภาพให้คนได้สืบค้น ซึ่งทีมงานของโอเพ่นดรีมได้จัดทำระบบขึ้นมาใหม่ให้ลูกค้าสามารถกรอกข้อมูลลงไปได้เอง รวมทั้งตั้งระบบสืบค้นจาก google ด้วย

อันที่จริงเนื้อหาของหนังสือหมอชาวบ้านนั้นดีมากอยู่แล้ว เมื่อได้ระบบการสื่อสารที่ง่ายและดีมารอบรับ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาก แทนที่ความรู้ต่างๆ จะถูกเก็บอยู่ในคลังของสำนักพิมพ์ ก็มาอยู่ในช่องทางที่สาธารณชนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

“การวางระบบที่ดีทำให้เกิดกำไรได้อีกทอดหนึ่งนะ เทคโนโลยีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้แก่ทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้ เมื่อพวกเขาได้รับการปลูกฝังทั้งทางอุดมการณ์และทางทักษะ ในอนาคตเขาเหล่านี้ก็อาจออกไปประกอบธุรกิจเพื่อสังคมด้วยตนเอง สามารถช่วยขยายเครือข่ายและขยายความช่วยเหลือไปสู่สังคมในวงกว้าง”

วันข้างหน้าของโอเพ่นดรีม
พัชราภรณ์และปฏิพัทธ์พูดถึงองค์กรที่พวกเขาอยากจะเป็นในอนาคตว่า
“เราอยากเป็นแบบ ParqueSoft ซึ่งเป็นสวนนวัตกรรมในประเทศโคลัมเบีย โครงการนี้ก่อตั้งโดยออลันโด รินคอน โบนิลลา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสังคมด้านไอทีเช่นกัน โมเดลของรินคอน คือ การขยายเน็ทเวิร์ค โดยสร้างคนยากจนที่สนใจด้านไอทีให้กลายเป็นพนักงานของ ParqueSoft และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญ”

“ปัจจุบันพนักงานเก่าของรินคอนประมาณ 400 คน บริหารบริษัทในเครือ 30 บริษัทซึ่งอยู่ในที่ผืนเดียวกัน ข้อดีคือค่าบริหารจัดการต่ำ และแต่ละหน่วยย่อยก็มีอิสระในการที่จะออกไปสร้างอิมแพคอะไรให้สังคมก็ได้ (โดยที่ตรงกลางไม่ต้องควบคุม) นี่เป็นโมเดลที่ทำให้ ParqueSoft เป็นที่กล่าวขวัญถึงในฐานะผู้ประกอบการสังคมตัวอย่าง”

ในขณะนี้การทำงานของโอเพ่นดรีม คือ การมุ่งสร้าง “คน” และสร้าง “เครือข่ายไอที” ที่สร้างสรรค์ให้ประเทศไทย แต่ต่อไปในอนาคต เมื่อประสบการณ์หล่อหลอมพวกเขาจนเข้าฝัก เราอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาคงจะเคลื่อนตัวไป “เปิดฝัน” ให้กับดินแดนที่ห่างไกลความเจริญและช่วยสร้างสังคมดีๆ ได้อีกมากโขทีเดียว
…นับถือ นับถือ

น่ารู้เพิ่มเติมกับ “โอเพ่นดรีม”
- ดร.มีชัย วีระไวทยะ คือผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในด้านโมเดลการทำงาน ในขณะที่เราเพิ่งเริ่มรู้จักกับคำนี้ ดร.มีชัยได้ทำธุรกิจเพื่อสังคมมากว่า 30 ปีแล้ว โดยมีปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่วิธีคิดนอกกรอบเพื่อการแก้ปัญหา และที่สำคัญ ดร.มีชัยได้มอบประโยคเด็ดให้เป็นแรงผลักดันว่า "หากคุณจะเป็นผู้ประกอบการสังคม คุณจะต้องหากินเองก่อน แล้วค่อยไปขอทาน ถ้าคุณไปขอก่อนคุณจะกลายเป็น NGO"
- การสร้างเครือข่ายเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม ทุกวันนี้โอเพ่นดรีมเป็นเจ้าภาพจัดงานให้นักพัฒนาด้านต่างๆ ได้มาเจอกัน (เช่น Barcamp, Readcamp เป็นต้น) โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่ประเด็นเรื่องการช่วยเหลือสังคมเข้าไปเลย แต่การเชื่อมโยงกันไว้ก่อนถือเป็นการสร้างสังคมไอทีให้พัฒนาต่อไป โดยหากในอนาคตมีคนที่สนใจเรื่องสังคม พวกเขาก็สามารถขยายเครือข่ายความช่วยเหลือออกไปได้ง่ายขึ้น

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง http://opendream.co.th/

“Open Dream”: Creating Technology, Creating Dreams, Creating Changes

Story: Asira Panaram

In the past several years you may have heard of the terms “Social Entrepreneur” or “Social Enterprise”, which have been around for quite sometimes. However, it is regarded as the new business model mostly aimed to solve problems for the underprivileged around the world (more than seeking high profit). As a matter of fact, there are a lot of non-profit organizations operating purely on donations causing limitations such as instability or influences from its patrons. In order to resolve all these problems, Social Enterprise was created with goals to drive for the greater good, while being self-sufficient and reliant.

It is clear that extreme capitalism had caused failures on a global scale, paving ways for businesses for the greater good to gain popularity and importance, with initiatives from every country including Thailand’s new generation of entrepreneurs (who desires to create change) have also entered this territory. Today we will get acquainted with a pair of computer engineers that have turned their backs from big organization to follow their dreams on their own turf.

Open Dream—A New Breed of Social Enterprise
Open Dream is a web and information system development company for independent organizations that help resolve social, rural, and environmental problems. It is a business initiated by 2 founders: Nueng- Patcharaporn Punsuwan and Keng-Patipat Susampao, who wish to find their purpose to life beyond capitalism. Their lives have been transformed since the day they have met Sunit Chettha from Change Fusion at the “Internet for Change” seminar, since then they have used their talents and skills in IT to support various NGOs.

In the beginning, they both have not ever heard of the term “Social Entrepreneur”, they founded Open Dream to serve international clients (for high returns) and donate their profit for the betterment of other due to their belief that “when you want to work for the society, you shouldn’t profit from it.” However, they have changed their working philosophy soon after Sunit recommended them that “Social Entrepreneur is real, and the society can afford to pay to those who want to improve things”, so they started to study various operational and business models from that day onwards.

Business Model – Self-Sufficiently Creating for the Betterment
These days, Open Dream still does not directly work for the community, but they choose to create information communication technological (ICT) platforms for NGOs and other social organizations with the belief that ICT is the best form of communication tool (which is lacking in most organizations). Since these type of organizations centrally and directly work with the community, thus by helping these central organizations, Open Dream can help distribute their goodwill and intentions via good information technology. Currently they choose to work for large organization with investment and operating capabilities, and also accept commercial projects as another mean for support.

Throughout the past one and a half years, they have actively sought after and finally have found the best practice for themselves:

“We have two means to our income, the first from the social sector where we “Optimize” our profit, and the second is from the “international sector” as our commercial commissions where we aim to “Maximize” our profitability.”

They have set their top and bottom profit margins, so with the same cost of production (same amount of human resource, the same software, same thinking, but different in the man-hour) they are able to even out their average profitability, which is then divided into 3 portions: 1) cash flow, 2) investment in team expansion, 3) funds for working with social projects such as supporting campaign and activities to expand community ICT network.

Sustainable Technological Service
Patcharaporn and Patipat explained the fundaments behind Open Dream’s sustainability is that while most website or ICT company is contracted to complete projects with varying scopes of work—for instance, once completed the first phase, they may be contracted for the second phase, or a one-shot contract (which the web will disappear once the hosting ended)—Open Dream creates platforms that their clients can maintain the website by themselves, such as information update or supplying applications to build on the original open source codes.

“Most programmers normally write their own program to create work as they desire (and to show-off their talents and skill), but at Open Dream we choose to utilize open source to minimize the complications, since they are standardized program known worldwide, easy to further develop. And if you look at it from the economic perspective, open source requires the least investment, while yields maximum profitability.”

More profits for Social Enterprise
There are “more” types of profits beyond monetary measure, it also includes the “impact” on the society. For example, from the ordinary “Morchaobaan” (community doctors) website with monthly visitors is merely a few thousand, but soon after Open Dream revamped the website their monthly visitor soared to 2-3 hundred thousand. The main brief was to archive 30 years of contents from the “Morchaobaan” magazine to create health information database for public search. Thus, Open Dream team created a new platform where the client can update their own data and well as designing Search Engine Optimizer (SEO) via Google as well.

The content of this magazine is excellent, so with a new easy to access information platform, the change is exponential. Instead of storing the wealth of knowledge inside the publishing’s archive, this new channel allows the mass public to easily access and benefit from such valuable wealth of information.

“Laying down good system allows the profits to be extended to another level. Technology can change thinking among the working team, it can help impregnate new ideal and vital skills in the younger generation, who in the future can perhaps form their own social enterprises and help expand the work for the betterment of the whole society to a wider extent.”

Future of Open Dream
Patcharaporn and Patipat talked about their dream for the future of this organization, “We want to be like ParqueSoft which is an innovation park in Columnia. Founded by Orlando Rincón Bonilla, an ICT social entrepreneur, with a model to expand the network by hiring previously marginalized young people living in low-income communities with interests for IT and ICT as employees of ParqueSoft so that one day they can also become successful ICT entrepreneur themselves.”

“Today, Rincón employs around 400 staffs, manages 30 subsidiaries companies all in the same plot of land with the advantage of low management cost and each departments and subsidiaries are autonomous to create any good impact for the society (with any control from the center.) This business model had drawn much attention to ParqueSoft as an exemplary Social Enterprise.”

Presently, Open Dream working mantra is to create “human resource” and “IT network” that can create future for Thailand, and as they gain experiences, it is easy to imagine that they are progressing toward their goal to “open dreams” for rural areas and help build a better future for all… Bravo!

More interesting facts by “Open Dream”
- “Dr. Mechai Viravaidya is the inspiration behind our working model. While we were learning the meaning of Social Enterprise he has been doing it for more than 30 years.” With out-of-the-box creativity to solve problems and his inspiring quote, “If you want to be a Social Entrepreneur, you should first and foremost be self-reliance and later ask for charity. But if you ask for charitable help first, you’ll become an NGO.”

- Network building is the basic fundament of Social Enterprise, today Open Dream had support and host various functions for social developers from different disciplines to meet (such as Barcamp and Readcamp) without any specific social development agenda, but by just making the connection and build IT social network for social development, so that if there are more people interested in doing work for the greater society, they can easily expand the network and impact.

« Back to Result

  • Published Date: 2010-07-01
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี