Creative Knowledge

« Back to Result | List

Dubai: The Impossible City เปลี่ยนเม็ดทรายให้กลายเป็นเม็ดเงิน

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

dubai1

“112 อภิมหาเมกะโปรเจ็คท์ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 875,640,931 ตร.กม. คาดว่า จะดึงดูดอภิมหาเศรษฐีจากทั่วโลกราว 4 ล้านคนมาเป็นประชากร...” ตัวเลขดังกล่าวนี้จะเป็นเพียงความประทับใจแรกก่อนที่คุณจะได้ทำความรู้จักกับ “Dubai : The Impossible City” อย่างจริงจัง

จากแผ่นดินที่มีเพียงผืนทรายอันแล้งร้างกลายมาเป็นศูนย์กลางบนเส้นทางสายการค้าขายระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ณ วันนี้ “ดูไบ” หนึ่งใน 7 รัฐของประเทศที่อายุยังไม่ย่างเข้าเลขสี่อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates—UAE) คือ เมืองที่คนทั้งโลกกำลังจับตามอง (พร้อมกับอ้าปากค้าง) ด้วยบรรดาโครงการสุดแสนเซอร์เรียล (บางท่านใช้คำว่า “เอเลี่ยน”) ที่เรียงรายออกมาอวดโฉมให้โลกตะลึง

เฉกเช่นเดียวกับนานาประเทศทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ที่มุ่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้กลยุทธ์ “การพัฒนาเมือง” เป็นหัวหอกสำคัญ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รุดหน้าสร้างเมืองศูนย์กลางของประเทศ 2 เมืองด้วยกัน อันได้แก่ “ดูไบ” เมืองที่มีประชากรหนาแน่นและมีอัตราการขยายตัวของประชากรมากที่สุด (ปัจจุบันมีประชากร 1.6 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อปีค.ศ.1985 ที่มีประชากรเพียง 3.7 แสนคน) และ“อาบูดาบี” เมืองหลวงซึ่งร่ำรวยและมีพื้นที่มากที่สุด อีกทั้งยังมี เกาะซาดิยาธ ที่ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเขตวัฒนธรรม โดยจะมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟว์จากฝรั่งเศส และพิพิธภัณฑ์กุ๊กเก้นไฮม์จากสหรัฐอเมริกา มาเปิดสาขาที่นี่ เป็นต้น

เมืองเนรมิต...อัศจรรย์ยิ่งกว่านิทานอาหรับราตรี
อาจเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากการอยู่อาศัยแบบเร่ร่อน (nomadic) ในทะเลทราย มาสู่การตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ณ จุดใดจุดหนึ่ง ที่ทำให้การพัฒนาเมืองของดูไบเป็นไปในแนวทางเดียวกับ Las Vegas (หรือแม้แต่ Disneyland ก็ตาม) ณ นาทีนี้ “ดูไบ” ได้กลายเป็นสนามประลองฝีมือของเหล่าสถาปนิกระดับโลก ที่ต่างก็ขว้างปาไอเดียการออกแบบสุดอลังการเข้ามาในพื้นที่นี้อย่างสนุกสนาน ทั้งนี้คงเป็นเพราะดูไบมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองผ่านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โครงการเกือบ 100% ในปัจจุบันเป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ โรงแรมและรีสอร์ทระดับ 7 ดาว ตลอดจนบริการด้านการเงินและการลงทุน (เป็นเมืองที่ Materialism มากๆ) และตัวอย่างต่อไปนี้ก็คือโครงการที่เรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลกได้มากที่สุด

palm

1. หมู่เกาะต้นปาล์ม (Palm) โครงการก่อสร้างรุ่นบุกเบิกของดูไบ ประกอบไปด้วยหมู่เกาะจำลอง 3 หมู่เกาะ ได้แก่ Palm Jumeirah, Palm Jebel Ali, และ Palm Deira แต่ละหมู่เกาะมีรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม ล้อมด้วยเสี้ยววงกลม สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและรีสอร์ท โดยมีเกาะ Palm Jumeirah: Logo Islands เป็นเกาะส่วนตัวของชี้ค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทูม นายกรัฐมนตรีและรองประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลที่ปกครองดูไบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1833 โดย “หมู่เกาะเทียม” นี้เกิดจากการถมทรายจำนวน 92,234,000 ลูกบาศก์เมตรเพื่อสร้างพื้นที่ดินเหนือน้ำทะเลขึ้นมา

world

2. หมู่เกาะโลก (The World) หมู่เกาะจำลองลักษณะเดียวกับหมู่เกาะต้นปาล์ม ที่มีเกาะย่อยๆ เป็นรูปแผนที่โลกกว่า 300 เกาะ มีพื้นที่ตั้งแต่ 14,000 ตร.ม. ถึง 41,800 ตร.ม.มีมูลค่าตั้งแต่ 6-36 ล้านดอลล่าร์หรือราว 198 ล้านถึงกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งหนึ่งในเกาะเหล่านี้มีแบรด พิทท์กับแองเจลิน่า โจลี่ เป็นเจ้าของ โดยซื้อไว้เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม (!)

burj

3. อาคารเบิร์จ ดูไบ (Burj Dubai) ตึกที่สูงที่สุดในโลก (มีความสูงประมาณ 818 เมตร) ออกแบบให้แกนอาคารเป็นรูปตัว Y ที่มีฐานใหญ่เทียบเท่ากับหนึ่งช่วงถนนของมหานครนิวยอร์ค จึงมีความมั่นคงแข็งแรงและต้านลมได้อย่างดี ภายในเป็นโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ออฟฟิศสำนักงาน มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่อยู่บนชั้น 78 และมีจุดชมวิวของตึกอยู่บนชั้นที่ 123 และ 124 ส่วนบนสุดของตึกเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้อาคารเบิร์จ ดูไบ ยังมีลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลกอีกด้วย (ความเร็ว 18 ม./วินาที)

4. สถานที่ท่องเที่ยวและสถานเพื่อการพักผ่อนอื่นๆ อาทิ Chill Out Ice Bar ที่ซึ่งอุณหภูมิไม่เคยสูงเกิน -6 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิภายนอกของดูไบไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน), สวนหิมะในร่ม ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (242,000 ตร.ฟุต), สกีรีสอร์ท, โรงแรม Palazzo Versace โรงแรมระดับ 7 ดาวที่เย็นฉ่ำในทุกบริเวณด้วยการสรรสร้างเทคนิคพิเศษต่างๆ อาทิ ใต้ชั้นทรายทั่วหาดจะมีระบบท่อน้ำที่สามารถดูดความร้อนไปจากผิวทรายด้านบน ฉะนั้นเมื่อเท้าคนย่ำลงบนทรายก็จะสัมผัสได้แต่ไอเย็น หรือสระว่ายน้ำเย็นด้วยเครื่องเป่าลมเย็นขนาดยักษ์ที่พัดพาความร้อนออกไป เป็นต้น

น้ำมันหมด ...ทดแทนด้วยอสังหาริมทรัพย์
ดูไบและอาบูดาบีกลายเป็นรัฐมหาเศรษฐี นับตั้งแต่ที่ได้มีการค้นพบและส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปีค.ศ.1969 (ซึ่งทำให้ทั้งสองรัฐรวมตัวกับรัฐอื่นๆ อีก 5 รัฐ จัดตั้งเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นในปี 1971) อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าธรรมชาติจะหยิบยื่นมรดกก้อนโตให้ชั่วนิรันดร์ รายได้จากการส่งออกน้ำมันของดูไบจะสิ้นสุดลงในปีค.ศ.2010 นี้ (เทียบกับรัฐอื่นๆ อย่างเช่น อาบูดาบีที่น้ำมันจะหมดลงในปี 2106, กาต้าร์หมดในปี 2044, และคูเวตหมดปี 2114) ดังนั้น พื้นแผ่นดินที่ปราศจากทรัพยากรอื่นใดนอกจากทรายอันแห้งแล้ง จึงต้องหาทางออกด้วยสินค้าทดแทน นั่นก็คือ “อสังหาริมทรัพย์”

วิสัยทัศน์อันยาวไกลของผู้นำในการเนรมิตผืนทรายอันว่างเปล่าให้กลายเป็นเมืองระดับโลกของชนชั้นอภิมหาเศรษฐี ที่จะสามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และชาวต่างชาติให้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัยในดูไบได้ (อัตราส่วนคนต่างชาติต่อคนท้องถิ่นเท่ากับ 80:20) รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมากถึง 6.2 ล้านคนในปี 2010 ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่เข้ามาทดแทนรายได้จากการขายน้ำมัน ซึ่งปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของดูไบอยู่ที่ประมาณ 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท

dubai2

พัฒนาแบบดูไบกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าการเนรมิตทะเลทรายให้เป็นสกีรีสอร์ทจะไม่เกินขีดความสามารถทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของมนุษย์ แต่ในยุคนี้การออกแบบอาคารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทุกประเภทจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยเสมอ ขณะที่โลกกำลังพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยมาตรการต่างๆ เช่น การคำนวณปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ (
Carbon Footprint) การคำนวณปริมาณความสิ้นเปลืองน้ำ (Water Footprint) การลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ฯลฯ แต่ก็ดูเหมือนว่าหลายๆ เมกะโปรเจ็คท์ของดูไบนั้น จะเดินสวนทางกับความพยายามในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองในการทำความเย็น หรือการทำความสะอาดกระจกอาคารที่เลอะฝุ่นจากพายุทราย ซึ่งแม้ว่าในบางโครงการอย่างเช่น Palm Jumeirah จะมีการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีกหลายโครงการที่ “ฝืนธรรมชาติ” ก็ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลอยู่ดี (ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของชาวดูไบมากถึงคนละ 44 ตัน/ปี ขณะที่กรุงออสโล ประเทศนอรเวย์ซึ่งมีประชากรราว 550,000 คน มีปริมาณการปล่อยก๊าซฯ คนละ 9.26 ตัน/ปี)

ขณะที่ทั่วโลกกำลังหาทางออกให้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งพลังงานสะอาดทดแทน การปลูกพืชในเมืองด้วยการทำไร่/สวนแนวตั้ง (Vertical Farming) ฯลฯ ดูไบเองก็น่าจะมีวิธีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น อย่างเช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cells) ที่มีเยอะจนเกินพอ หรือใช้การออกแบบที่ชาญฉลาด เพื่อเรียกเสียงฮือฮาในแง่ของประสิทธิภาพ มากกว่าเสียงฮือฮาจากความหรูหราใหญ่โต (อย่างไรก็ตาม ดูไบกำลังจะมี โปรเจ็คท์การทำสวนแนวตั้ง โดยใช้การระเหยจากน้ำทะเลเป็นแหล่งชลประทาน ซึ่งขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ ส่วนในรัฐอื่นๆ เช่น คูเวตและอาบูดาบี ก็ได้เริ่มมีการทำสวนแนวตั้งในอาคารบ้างแล้ว)

มอง “ดูไบ” มอง “ดูไทย”
ในวันที่ทรัพยากรใต้ผืนทรายไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้อีกต่อไป การสร้างทรัพยากรบนผืนทรายขึ้นใหม่จึงกลายเป็นวิสัยทัศน์ของเมืองส่วนใหญ่ในอนาคต คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า “ดูไบได้สร้างทุนให้กับตัวเอง” โปรเจ็คท์อลังการนับร้อยโปรเจ็คท์ของดูไบไม่เพียงแต่จะถือกำเนิดขึ้นเพื่อทดแทนรายได้จากการขายน้ำมัน (ที่จะหมดลงในปีหน้านี้) แต่ยังช่วยสร้างงาน - สร้างเงิน ให้กับรัฐที่ยากจนกว่า อย่างรัฐอัล ไคมาห์ (Al Khaimah) ได้อีกด้วย (จากการเข้ามาขายแรงงาน)

ซึ่งหากเปรียบเทียบดูไบกับประเทศไทยแล้ว แม้ว่าเมืองไทยเราจะไม่มีน้ำมันเป็นมรดกที่ธรรมชาติมอบให้ แต่เรามีผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่สามารถผลิตอาหารจนเหลือส่งออกได้ มีทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวที่ไม่ต้องสร้างขึ้น (แต่ต้องรักษาไว้) มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมเป็นสินค้าทรงคุณค่า มีทำเลที่ตั้งอันเป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค และก็มีศักยภาพไม่น้อยไปกว่าเมืองใดในการที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์

...อย่างเดียวที่เรายังอาจบกพร่องอยู่ก็คือ “การร่วมมือกันแบบจริงจังและยั่งยืน” ทั้งจากตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนคนไทยทุกคน หลายคนก็ได้แต่หวังว่าเมื่อการเมืองของไทยเราสงบและมั่นคงขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวก็จะเกิดชัดเป็นรูปธรรมและพร้อมเดินหน้าได้อย่างถาวรเสียที

ข้อมูลจาก:
คุณอรดา สิงหเดชาชัย, Interior Designer, this-studio; Al Manakh: Dubai Guide, Gulf Survey, Global Agenda 2007
http://entertain.teenee.com/star/15138.html
http://mblog.manager.co.th/greenmblog/th-43112/
http://www.isnhotnews.com/travel/2009/06/7808 http://www.zawya.com/story.cfm/sidZAWYA20090127105543/360%20MALL%20Includes%20the%20World's%20Largest%20Indoor%20Vertical%20Garden
http://news.sanook.com/economic/economic_91166.php

เครดิตรูปภาพ:
http://www.eikongraphia.com/?p=1865
http://www.thepalm.ae
http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai
http://www.burjdubai.com/



« Back to Result

  • Published Date: 2009-11-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี