Articles

« Back to Result | List

Web 2.0 “อภิมหาโอกาสทอง” ของการคิด-ทำ-กิน!

1.jpg

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า "อินเตอร์เน็ต" ได้กลายเป็นเครื่องกำหนดรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเราทุกวันนี้ไปแล้ว นับตั้งแต่วิธีคิด วิธีการทำงาน ไปจนถึงวิธีการบริโภค อิสระบนพื้นที่ไร้เขตจำกัดของโลกไซเบอร์ เป็นเสมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่มนุษย์คนธรรมดาคนหนึ่ง (ที่นั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ในห้องนอน) สามารถสร้างชื่อ "กลายเป็นคนดังระดับโลก" ได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส

ด้วยคุณสมบัติของ Web 2.0 ที่เอื้อให้เกิดการสื่อสารแบบ 2 ทาง นักผจญภัยบนโลกออนไลน์ทุกวันนี้สามารถผลิตและนำเสนอคอนเทนท์ประเภทต่างๆ ได้ "ด้วยตนเอง" โดยอาจมีผู้คนนับล้านจากทั่วโลกเป็นผู้ชม ผู้ฟัง หรือผู้อ่าน ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคุณสามารถเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หรือเป็นดารานำบน youtube เป็นศิลปิน-นักแต่งเพลงบน myspace เป็นช่างภาพมืออาชีพบน flickr เป็นดีเจ-พิธีกรบน podcast หรือเป็นนักประพันธ์บนหน้า blog ของคุณเองได้ "ง่ายและในทันทีที่คุณต้องการ" หมดยุคแล้วที่ศิลปิน-นักสร้างสรรค์จะต้องตามง้อตัวแทนหรือสตูดิโอดังๆ เพื่อหาช่องทางเผยแพร่ผลงาน ...ในโลกใหม่ของ Web2.0 นี้โอกาสในการสร้างสรรค์ (และสร้างชื่อ) อยู่ในกำมือคุณแล้วทั้งหมด

3.jpg

จากกฏ 80-20 สู่ทฤษฎี Long Tail

เมื่อทศวรรษก่อน นักการตลาดเคยใช้กฏ 80-20 ในการอธิบายสัดส่วนตัวเลขต่างๆ ทางการตลาด เช่น บริษัทแห่งหนึ่งอาจมีผลิตภัณฑ์วางขายอยู่ทั้งหมด 10 แบรนด์ แต่คาดหวังผลกำไรที่ดีที่สุดจาก 2 แบรนด์ในนั้น หรือในจำนวนผู้บริโภคเป้าหมาย 100 คน จะมี "ลูกค้าชั้นดี" ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอยู่ 20 คน กฏหลักทางความคิดนี้ส่งผลให้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเม็ดเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) หรือโปรแกรมการตลาดเพื่อรักษาความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เน้นให้ความสำคัญกับกลุ่ม 20 มากกว่า 80 ที่เหลือมาตลอด

แต่ในยุคของ Web 2.0 กฏ 80-20 ดังกล่าวได้ถูกแทนที่แล้วด้วยทฤษฎี Long Tail ซึ่งสามารถอธิบายความเป็นไปในตลาดบริโภคปัจจุบันได้ลึกซึ้งกว่า กรณีตัวอย่างจาก Amazon พบว่า ในอดีตการที่หนังสือเล่มหนึ่งจะขายดีหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "การวางตำแหน่งหนังสือบนพื้นที่ที่จำกัดของชั้นขายหนังสือ" ด้วย ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่า บนชั้นหนังสือตามร้านหนังสือทั่วไปจะมีแต่เฉพาะหนังสือเล่มดังๆ หรือเล่มที่ขายดีอยู่แล้วเท่านั้น หนังสือน่าอ่านเล่มอื่นๆ (ที่ขายไม่ดีในช่วงแรก) จึงต้องพลาดโอกาส "ดัง" ไปอย่างน่าเสียดาย

แต่สำหรับร้านหนังสือออนไลน์อย่าง Amazon.com นอกจากพื้นที่บนชั้นหนังสือจะมีไม่จำกัดแล้ว ความเห็นจากผู้อ่าน (Book Review) ยังช่วยให้นักอ่านรายอื่นๆ ตัดสินใจได้ว่า "หนังสือเล่มไหนควรซื้อหรือไม่ควร" เป็นการกำจัดอุปสรรคด้านการเลือกวางหนังสือบนชั้นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้กฏ 80-20 ใช้ไม่ได้อีกต่อไปกับร้านหนังสือออนไลน์ ต่อไปนี้หนังสือทุกเล่มสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสมอภาค

เมื่อตัวเลข 20 ไม่ใช่สัดส่วนนักช็อปที่มีความสำคัญเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป วันนี้บรรดาผู้ประกอบการออนไลน์ต่างหันกลับมาหากำลังซื้อมหาศาลอีก 80 ส่วนที่เหลือ Blockbuster ในสหรัฐอเมริกาเคยสำรวจตลาดหนังอินเดียในอเมริกาพบว่ามีชาวอินเดียอาศัยอยู่ในตามเมืองต่างๆ จำนวนมาก แต่เนื่องจากการกระจายตัวของประชากรทำให้การทำตลาดเช่าหนังอินเดียไม่คุ้ม แต่ขณะเดียวกัน Netflix ร้านเช่าดีวีดีออนไลน์จับตลาดผู้บริโภคหนังอินเดียโดยยึดแนวคิดที่ว่า "คนอินเดียเมืองละคนทั่วทั้งอเมริกา สามารถทำเงินได้มหาศาล" และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ Netflix ทำรายได้มากมายจากการให้เช่าหนังอินเดีย

2.jpg

เสียงจากมวลชน เสียงแห่งความเชื่อมั่น

"หาก Amazon ไม่มี book review จากผู้อ่าน จะสามารถขายหนังสือได้ดีเท่านี้หรือไม่?" คำถามนี้สะท้อนให้เห็นถึงฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าบนหน้าเว็บ นั่นก็คือ "เสียงจากมวลชน" แน่นอนว่า หนังสือที่มี review จากผู้อ่านย่อมขายดีกว่าหนังสือที่วางอยู่เฉยๆ บนชั้น เช่นเดียวกันกับความคิดเห็นต่างๆ ของนักท่องเว็บจากทั่วโลก ที่เขียนเพื่อแนะนำหรือติชมสินค้า-บริการใดๆ ในวันนี้มันคือข้อมูลที่สำคัญยิ่งในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (ไม่ต่างจากการกระจายข่าวแบบปากต่อปาก หรือ Words-of-Mouth ที่ได้ผลดีเสมอไม่ว่าจะในยุคสมัยใด)

รีวิวบนเว็บเหล่านี้จัดเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค เนื่องจากข้อความ เรื่องราว หรือแม้แต่รูปภาพบนเว็บนั้น มักจะถูกโพสท์โดยผู้เชี่ยวชาญหรือ "ผู้มีประสบการณ์ตรง" ในเรื่องนั้นจริงๆ (ไม่ใช่แค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ) อาทิเช่น รูปถ่ายบน flickr ที่บางมุมของสถานที่ในรูป มีเพียงคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้จักและถ่ายได้ หรือเนื้อหาบน wikipedia ที่มีผู้รู้จากทั่วโลกช่วยกันเขียนช่วยกันปรับ หรือการรีวิวโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวใน tripadvisor เป็นต้น

Interactive เต็มขั้นด้วยระบบวิเคราะห์เสียง-ความหมาย กับ Web ยุค 3.0
ในอนาคตอันใกล้
Web 3.0 หรือ Semantic Web จะสามารถวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ได้ละเอียดขึ้นอีก ในปัจจุบัน ระบบ "หรือคุณหมายถึง: ...." ของ google สามารถประมวลผลการสืบค้นข้อมูล โดยวิเคราะห์หาตัวสะกดที่ใกล้เคียงและเป็นไปได้ที่สุดจากคีย์เวิร์ด แต่ในอนาคตระบบจะวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของการหาข้อมูลได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาและได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ ระบบการรับรู้เสียง (Voice Recognition) (อย่างเช่น Midomi หรือ Shazam ที่เพียงแค่คุณฮัมทำนองเพลง ซอฟท์แวร์เหล่านี้ก็จะช่วยค้นหาว่าเป็นเพลงอะไร ของศิลปินคนไหน) จะได้รับการพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลอื่นๆ และผสมผสานกับแอ๊พพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากขึ้น อาทิ ทำให้ระบบการสืบค้นข้อมูลสะดวกรวดเร็วขึ้น การดูแลความปลอดภัยทางการเงินรัดกุมมากขึ้น เป็นต้น

4.jpg

สร้างสรรค์-แข่งขันอย่างเสรีในโลกออนไลน์
ในเมื่อเราทุกคนกำลังอยู่ในโลกที่ใครๆ "อยากจะเป็นอะไรก็ได้เป็น" ฉะนั้น หัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ก็คือ "ต้องแตกต่าง

หากคุณฝันอยากจะเป็นศิลปินหรืออยากจะ make money และคิดว่าจะเข้ามาล่าฝันในตลาดไร้พรมแดนของ Web 2.0 แล้วล่ะก็ ต่อไปนี้เป็นแนวทาง 4 ประการที่คุณควรรู้ไว้

1. รู้ว่าคนทั้งโลกต้องการอะไร (Know Global Demands) จะมีร้านค้าร้านไหนที่ให้อิสระจากเวลาและระยะทางแก่คนทั้งโลกได้เท่ากับร้านค้าบนเว็บไซต์ ดังนั้น ไม่ว่าสินค้าของคุณจะเป็นไอเดีย ผลงาน ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ จำไว้ว่า "มันต้องตอบสนองต่อความต้องการของคนทั้งโลก" แม้ว่าคุณอาจจะตั้งเป้าการขายไว้แค่ในระดับท้องถิ่นก็ตาม แต่ผลงานที่เข้าถึงคนในระดับโลก ย่อมพาคุณไปถึงฝั่งฝันได้เร็วที่สุด ลองนึกถึงคุณป้า Susan Boyle ที่กลายเป็นเซเล็บในชั่วข้ามคืน หลังจากที่โชว์ของเธอถูกโพสท์ลง youtube และมีผู้เข้าชมมากถึง 5 ล้านคนภายในคืนเดียว ดังนั้น หากคุณจับกระแสโลกหรือแม้กระทั่งสร้างกระแสขึ้นมาได้ คุณก็จะกลายเป็นคนดังหรือเป็นเจ้าของธุรกิจใหม่ได้ไม่ยาก

2. รู้ว่าคนแต่ละกลุ่มในโลกต้องการอะไร (Know Segment's Demands) เมื่อคุณเข้าใจความต้องการของคนในโลกแล้ว จากนั้นคุณก็ควรแบ่ง segment เป็นกลุ่มย่อยลงไปตามความสนใจของคนแต่ละประเภทอีก อาทิ คุณรู้ว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในโลกสนใจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แต่แบบไหนล่ะ? คุณจึงต้องแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แบ่งกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ ให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีก เพื่อจะตอบสนองต่อความต้องการของ "คนเฉพาะกลุ่ม" ให้ได้ตรงจริงๆ

3. รู้ว่าจะสร้างความแตกต่างอย่างไร (Know your differentiation) ในโลกไซเบอร์นั้นมีเว็บไซต์ บล็อก คลิป วิดิโอ ฯลฯ ให้เลือกชมกันเป็นล้าน ดังนั้น "ความแตกต่าง" คืออาวุธสำคัญอย่างเดียวที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณ "ฮิต" ได้ ความแตกต่างที่ว่านี้ครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบและด้านเนื้อหา ลองถามตัวเองดูว่า จะจัดหน้าบ้านอย่างไรให้ผู้สัญจรไปมาอยากเข้ามาเยี่ยมชม? หรือจะจัดในบ้านอย่างไรให้แขกอยากกลับมาอีก? จะอำนวยความสะดวกหรือสร้างความเพลิดเพลินให้แขกเหรื่อได้อย่างไรบ้าง? ฯลฯ

4. รู้ภาษาอังกฤษ (Know English) คุณกำลังสื่อสารกับคนทั้งโลก ดังนั้น ภาษาจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่สุด หากภาษาอังกฤษของคุณยังไม่แข็งแรง แนะนำว่าคุณควรจะพัฒนาทักษะของคุณให้อยู่ในระดับใช้การได้

และท้ายที่สุด เมื่อคุณทำการบ้านมาดีพอแล้ว "ก็ได้เวลาลงมือทำ" จงทำให้เร็ว เพราะโลกออนไลน์นั้นหมุนเร็วกว่า 24 ชั่วโมงต่อวัน

ตัวอย่างเว็บไซท์ที่คุณสามารถทำความฝันทั้งเล็กและใหญ่ให้เป็นจริงได้:
http://www.cafepress.com/ เว็บไซต์นี้เป็นทั้งร้านค้าสำหรับนักช็อป และเป็นโรงงานสำหรับนักออกแบบ คุณสามารถนั่งออกแบบลวดลายกราฟฟิกที่คิดว่าถูกใจกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่บ้าน ส่งให้เว็บไซต์ผลิตและขาย แล้วก็รอรับตังค์ได้เลย

http://www.blurb.com/ เว็บไซต์สำหรับคนรักการขีดเขียน เพียงคุณเขียนและส่งเรื่อง (เป็นภาษาอังกฤษ) เว็บก็จะพิมพ์เป็นหนังสือ (คุณสามารถจัดรูปเล่มและภาพประกอบเองได้) และขายให้ โดยมีข้อแม้ว่าคุณจะต้องซื้อก๊อปปี้แรกก่อน ราคาเริ่มต้นที่ 4.95 เหรียญสหรัฐ

http://www.ponoko.com/ ที่ ponoko นี้คุณสามารถออกแบบสินค้าเก๋ไก๋ได้ด้วยดีไซน์ซอฟท์แวร์ หรือจะถ่ายรูปแล้วอัพโหลดแบบ หรืออาจจะใช้นักออกแบบของทางเว็บก็ได้ เมื่อคุณพึงพอใจกับดีไซน์แล้ว ponoko ก็จะรับหน้าที่ผลิตและจัดส่งให้ด้วย

ข้อมูลจาก:
คุณนพดล วีรกิตติ Information Technology and Facilities Management Director, Thailand Creative and Design Center

Credit ภาพ:
http://www.thomevincent.com/blog/images/web20/web20.jpg
http://farm1.static.flickr.com/24/62381076_949c1bfb82.jpg
http://www.cooltownstudios.com/images/web2.0.jpg
http://techcruising.files.wordpress.com/2007/08/web20world.jpg

« Back to Result

  • Published Date: 2009-09-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com