Articles

« Back to Result | List

“ต่างจากคู่แข่ง-เข้าใจผู้ใช้” กลยุทธ์เด็ดสู่ความสำเร็จของสื่อออนไลน์

11.jpg

ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างสหรัฐอเมริกาเคยคาดการณ์ไว้ว่า ในปีค.ศ. 2011 เม็ดเงินในโฆษณาออนไลน์ของสหรัฐฯ จะสะพัดถึงราว 36,000 ล้านดอลล่าร์ (หรือ 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 87% ภายในช่วง 5 ปี (นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2007) ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราค่าโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ (New Media) มีราคาถูกกว่าการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ (Traditional Media) อย่างมาก (ค่าโฆษณาทีวีอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนบาท/นาที) นอกจากนั้น สื่อออนไลน์ยังมีข้อได้เปรียบอื่นๆ แถมท้ายให้อีก เช่น ความเป็นสื่อที่ interactive, สามารถอัพเดทข้อมูลได้ตลอดเวลา และทะลุทะลวงหากลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ดีกว่า

ทุกวันนี้นั้น แม้แต่ในแวดวงของธุรกิจสื่อ (Media industry) เอง เช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ต่างก็หันมาทุ่มงบเพื่อพัฒนาธุรกิจและเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ มากกว่าการพัฒนาช่องทางการขายและการโฆษณาในแบบเดิมๆ ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) และวอลล์สตรีท เจอร์นัล (Wallstreet Journal) ที่เริ่มคิดเงินผู้อ่านแบบ pay-per-view สำหรับการเข้าดูเนื้อหาบางประเภทบนเว็บไซต์ หรือนิตยสารรักลูก (ของไทย) ที่หันมาจับกลุ่มธุรกิจใหม่ และพัฒนาเว็บไซต์ momypedia.com ขึ้น โดยนำเสนอเนื้อหาต่างๆ สำหรับกลุ่มครอบครัวกว่าสองหมื่นเรื่อง นอกจากนั้น ในอนาคตยังมีแผนการจะพัฒนาเว็บให้เป็น "ตลาดกลาง" สำหรับสมาชิกในการขายสินค้าอีกด้วย

การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการบริโภคสื่อออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยในเมืองไทยเรานั้น มีตัวเลขรายงานว่ายอดใช้จ่ายผ่านสื่อออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 30% ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี แม้พื้นที่การค้าบนโลกไซเบอร์จะมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้อีกมาก แต่ในขณะเดียวกัน คู่แข่งขันใหม่ๆ ในสนามธุรกิจนี้ก็จะเพิ่มสูงในอัตราที่รวดเร็วไม่แพ้กัน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น กลยุทธ์การสร้าง "ความแตกต่าง" จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการอยู่อดของธุรกิจออนไลน์ในอนาคต

ธรรมชาติของสื่อออนไลน์นั้น มีลักษณะแบ่งกลุ่มย่อยตามความสนใจอยู่แล้วในตัวเอง ดังนั้นในการสร้างความแตกต่าง เราจึงต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อกลุ่มผู้ใช้มากเป็นพิเศษ วันนี้ tcdcconnect ได้รวบรวมเอาลักษณะเด่นจากเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จต่างๆ มาให้ผู้อ่านได้เก็บไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

21.jpg

1. การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด

เราคือใคร กำหนด Positioning ของเว็บไซต์ให้ชัดเจนว่าต้องการให้บริการด้านใด เช่น จะเป็น Search Engine (แบบ google) หรือจะเป็น Portal (ที่เปิดประตูสู่ข้อมูลอื่นๆ) หรือจะเป็นเว็บเฉพาะกิจ (ที่มีเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ) การวาง positioning ที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้เราไม่หลงทาง สามารถพัฒนาเว็บให้เป็นที่นิยมได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราจะขายโฆษณาได้ง่ายขึ้น และผู้ลงโฆษณาก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นด้วย

ใครคือเรา กำหนดและทำความรู้จัก "กลุ่มเป้าหมาย" ให้ได้มากที่สุด โดยใช้ข้อดีของสื่อออนไลน์ ที่สามารถแยกย่อยกลุ่มผู้บริโภคได้ลึกและหลากหลายเท่าที่เราต้องการ (ต่างจากสื่อแบบดั้งเดิม ที่ส่วนใหญ่จะพึ่งพาลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ รายได้ เป็นหลัก) ซึ่งเมื่อเห็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็จะสามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบสนองต่อธรรมชาติ และความต้องการของเขาได้ดีที่สุด

รู้จักเขา สำรวจเว็บที่เป็นคู่แข่ง (หรือใกล้เคียง) ในท้องตลาดเพื่อหาข้อมูลเปรียบเทียบ ทั้งในแง่การพัฒนาเนื้อหา จำนวนผู้ใช้ ใครคือผู้ลงโฆษณา ความคิดเห็นจากผู้ใช้ ฯลฯ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาเว็บของเรา

รู้จักเรา ต้องทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เว็บของเราให้คนอื่นรู้จักด้วย เช่น ทำอย่างไรให้เว็บเราปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ เวลาที่คน google หรือนำเว็บของเราไปเชื่อมต่อกับเว็บอื่นที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว (เช่น sanook, msn, yahoo) หรือการสร้างโปรไฟล์ไว้ในคอมมูนิตี้เว็บที่ได้รับความนิยม (เช่น facebook, twitter, Hi5, myspace)

2. การออกแบบและจัดการข้อมูล
เป็นมิตรกับผู้ใช้ (User-friendly) เว็บไซต์ที่ดีต้องใช้งานง่าย เพราะจะสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเริ่ม เช่น มี User Interface ที่เป็นมิตรมากๆ สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็ว ไม่แสดงข้อมูลบนหน้าเว็บมากเกินไป (จนไม่รู้จะเริ่มอ่านอะไรก่อน) รวมทั้งต้องมีรูปแบบการจัดวางที่สวยงาม ไม่รกสายตา มีเมนูการใช้งานที่ช่วยประหยัดเวลา และสามารถชักนำให้ผู้เข้าเว็บคลิกต่อไปเองได้เรื่อยๆ เป็นต้น

กำหนดตารางการอัพเดทข้อมูล เพื่อให้เว็บไซต์มีความเคลื่อนไหว และมีความทันสมัย เจ้าของเว็บต้องกำหนดว่า จะอัพเดทข้อมูลบนเว็บ หรือออกแบบหน้าเว็บใหม่บ่อยครั้งแค่ไหน ซึ่งความเหมาะสมก็แตกต่างกันไปตามประเภทของเว็บ เช่น แม็กกาซีนออนไลน์ควรอัพเดทเป็นรายสัปดาห์ ในขณะที่เว็บขายสินค้าแฟชั่นอาจอัพเดทเป็นซีซั่น เป็นต้น

Go Interactive! สื่อออนไลน์มีข้อได้เปรียบที่เด่นชัดกว่าสื่อประเภทอื่น ตรงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ตลอดเวลา และมีความเป็น Real time สูง ดังนั้นเว็บที่จะทำให้ผู้ใช้ติดใจ ก็คือเว็บที่มี application อันตอบสนองคุณสมบัติข้อนี้ เว็บทั่วๆ ไปนั้นอาจจะมีพื้นที่ให้คนแสดงความเห็น มีห้องแช็ท มีหน้าให้เขียนบล็อก หรือโพสต์วีดีโอลงไปได้ แต่หากเราสามารถทำได้มากกว่านั้น เช่น ทดลองดูดวงฟรีแบบเรียลไทม์ ลองขนาดเสื้อผ้าออนไลน์ ฯลฯ ก็น่าจะช่วยให้เว็บเราได้รับความนิยม ทั้งจากทั้งผู้ใช้และผู้ลงโฆษณาได้ไม่ยาก

นำเทรนด์ เราสามารถมีส่วนกำหนดแนวโน้มพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ผ่านสิ่งที่นำเสนอบนเว็บ การเปิดฟอรั่ม กระทู้แสดงความเห็น การรายงานสดแบบไลฟ์บล็อกกิ้ง ฯลฯ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของผู้เข้าเว็บ อย่างเช่น เว็บยอดฮิตอย่าง pantip.com sanook.com manager.co.th ที่เป็นเสมือนคู่มือที่นักท่องเว็บใช้หาข้อมูลต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกร้านอาหารสักที่ โรงแรมสักแห่ง หรือหนังสักเรื่อง ซึ่งหากเราสามารถทำให้เว็บของเรา "เป็นผู้นำเทรนด์" ในด้านใดด้านหนึ่งได้ เว็บของเราก็มีโอกาสพัฒนาขึ้นเป็นเว็บสุดฮิตได้ไม่ยาก

ไม่ใช่เฉพาะแค่คนทำเว็บหน้าใหม่เท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานข้างต้นนี้ สำหรับคนทำเว็บหน้าเก่าๆ ที่มีพื้นที่ของตัวเองในโลกไซเบอร์อยู่แล้ว อาจจะถึงเวลาที่คุณต้องจัดทั้งหน้าบ้าน ในบ้าน แล้วก็หลังบ้านกันใหม่ ก่อนที่ผู้ใช้และผู้โฆษณาจะคลิกจากไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย

ข้อมูลจาก:
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=31016
http://www.marketingoops.com/news/online/raklook/
Credit ภาพ:
http://ec1.images-amazon.com/images/I/51HJHL058rL.jpg
http://vertuelle.com/services/internet_design/images/websitepencils.jpg
http://blogs.voices.com/thebiz/blogging_101.jpg

« Back to Result

  • Published Date: 2009-09-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com