Creative Knowledge

« Back to Result | List

สามสไตล์กับการแปลงโฉม “ความเป็นไทย” ไปตลาดอินเตอร์ฯ

arrrkom.jpg 

ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้น เมืองและวัสดุที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยนั้น มีชื่อเสียงได้รับความนิยมจากต่างชาติมายาวนาน จนสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นมูลค่าปีละหลายล้านบาท แต่กระนั้นก็ตาม การขายที่ตัววัสดุเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราขาดความได้เปรียบเชิงพาณิชย์ใน ตลาดสมัยใหม่ แนวคิด "การออกแบบผลิตภัณฑ์" เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิต ค่านิยม และรสนิยมของคนในยุคปัจจุบันนั้น จึงเป็นอีกกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ในประเทศไทย นำมาใช้เพื่อช่วยผลักดันให้สินค้าของตนยังคงความนิยมในตลาดบริโภคได้อย่าง ต่อเนื่อง

"ฝ้ายเอื้องคำ" : ความลงตัวของวัสดุพื้นถิ่นไทย
เครื่องแต่งกายที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองของ "
บริษัทฝ้ายเอื้องคำ" คือตัวอย่างของการนำเอาวัสดุพื้นเมืองมาประยุกต์เป็นสินค้าที่ตอบสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ผู้ประกอบการรายนี้เน้นใช้วัตถุดิบผ้าฝ้ายทอมือจากเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังรับซื้อผ้าพื้นเมืองมือสองจากชาวเขา รวมทั้งผ้าไหมมือสองที่มีการตัดเย็บเป็นลวดลายไว้แล้ว จากนั้นนำมาออกแบบตกแต่งลงบนหมวก เสื้อ กระเป๋า ฯลฯ โดยผ้าฝ้ายที่รับมานั้นมีราคาตั้งแต่เมตรละ 20-60 บาท (ตามคุณภาพของผ้า) ส่วนผ้าพื้นเมืองจากชาวเขารับซื้อมาในราคาผืนละ 250 บาท

จุดขายของ "ฝ้ายเอื้องคำ" อยู่ที่การนำผ้าฝ้ายทอมืออันเป็นเส้นใยจากธรรมชาติ มาผสานกับลวดลายการตกแต่งที่ได้จากผ้าของชาวเขา ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมจากลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากคนญี่ปุ่นมีพื้นฐานรสนิยมในแง่บวกต่อผ้าที่เป็นเส้นใยธรรมชาติอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามในส่วนของการส่งออกนั้น ทางฝ้ายเอื้องคำยังไม่สามารถบริหารจัดการเองได้ทั้งหมด เนื่องจากขาดความรู้ด้านภาษา รวมทั้งไม่มีความชำนาญในการส่งออก ปัจจุบันจึงต้องอาศัยเทรดเดอร์เข้ามารับผลิตภัณฑ์ไปทำตลาดให้อีกต่อหนึ่ง

arthit.jpg

หมอนไทย "Arthit" : วิถีไทยๆ ที่ได้มาตรฐานสากล
นอกจาก "ฝ้ายเอื้องคำ" แล้ว หมอนไทยภายใต้แบรนด์ ‘
Arthit' ก็เป็นสินค้าไทยอีกหนึ่งเจ้าที่กำลังสร้างชื่อเสียงในตลาดโลก โดยแนวคิดของหมอน Arthit นี้ก็คือ การนำเอา "หมอนไทยโบราณ" อันทรงเอกลักษณ์ ทั้งหมอนขิด หมอนหนุน เบาะนั่งพื้น ฯลฯ มาดัดแปลงออกแบบใหม่ เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบปัจจุบัน และมีความเป็นสากลมากขึ้น นอกจากนั้นยังเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ออกแบบให้มีขนาดพอเหมาะกับสรีระของผู้ใช้ชาวต่างชาติอีกด้วย

ในแง่ของวัสดุ หมอน Arthit ใช้ผ้าฝ้ายเป็นวัสดุหลักและเสริมด้วยผ้าอื่นๆ เช่น ผ้าไหม และเชิดชูเอกลักษณ์ของหมอนไทยไว้ด้วย "การยัดนุ่น" เท่านั้น (ไม่มีวัสดุอื่นๆ ผสมอยู่เลย) ซึ่งคุณกิตติ เหมนิลรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โกลบอล อลิอันซ์ มาร์เกตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนแบรนด์ Arthit ได้กล่าวไว้ในเว็บผู้จัดการออนไลน์ว่า "แม้การยัดนุ่นจะมีขั้นตอนยุ่งยากและมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ก็เป็นความชอบส่วนตัว แถมช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางด้วย"

เท่าที่ผ่านมา Arthit ออกแบบหมอนมาแล้วกว่า 200 รูปแบบ โดยสามารถจำหน่ายได้ในราคาตั้งแต่ 2 ดอลลาร์ไปจนถึง 1,000 ดอลล่าร์สหรัฐเลยทีเดียว ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้มีผู้ผลิตรายอื่นๆ เริ่มลอกเลียนแบบ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่าในธุรกิจส่งออก หมอนแบรนด์ Arthit จึงยังคงขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดแข็งที่ผู้ค้ารายอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ นั่นก็คือ ความเชี่ยวชาญในการผลิตและดำเนินการตามกฏข้อบังคับที่ซับซ้อนของการส่งออก โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่เข้มงวดมากในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า นอกจากนั้น ยังได้ใช้แนวคิดการออกแบบและพัฒนาสินค้าเป็นแรงหนุน ทำสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ซ้ำกับคู่แข่ง

global-trash-chic.jpg

Global Trash Chic : คว่ำบาตรไทยเดิม ขายของไทยหัวใจอินดี้
อีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือ เส้นทางของสินค้าที่ผลิตจากวัสดุมือสองภายใต้แบรนด์
global trash chic ผู้ซึ่งขาย "ความเป็นไทย" ในรูปโฉมและสไตล์ที่แตกต่างจากกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง จุดเด่นของ global trash chic อยู่ที่การนำเอาวัสดุไทยๆ ที่ (เกือบจะ) เป็น "ขยะ" ในสายตาหลายๆ คน อย่างเช่น ถุงข้าวสารพลาสติก และแพคเกจจิ้งสินค้าไทยอื่นๆ มาประแป้งแต่งตัว ตัดเย็บเสียใหม่ กลายเป็นเครื่องใช้สารพัดแบบ มีตั้งแต่กระเป๋าใส่เหรียญไปจนถึงเก้าอี้นั่งแนว kitsch เท่ๆ ซึ่งเป็นการจับตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีรสนิยมชอบของแนวนี้เป็นพิเศษ นอกจากนั้นแล้ว ผู้ประกอบการรายนี้ ยังมีธุรกิจโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่กำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกันนี้ด้วย (http://www.reflections-thai.com)

จับกลยุทธ์เด็ดฝ้ายเอื้องคำ หมอนแบรนด์ Arthit และ global trash chic
1. ใช้เอกลักษณ์ท้องถิ่นไทยมาพัฒนาเป็นจุดขาย แต่ออกแบบใหม่ให้เข้ากับรสนิยมของตลาด และวิถีชีวิตปัจจุบัน
2. พัฒนาสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้า
3. มีค่านิยมทางสังคม (social value) แฝงอยู่ในไลน์สินค้าอย่างชัดเจน เข้าใจตลาดเป้าหมายของตนเองเป็นอย่างดี

เรื่องและภาพจาก:
http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061318
http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047129


sep3-logo.jpg

6 - 14 December 2014
Chiang Mai Design Week 2014


www.chiangmaidesignweek.com

« Back to Result

  • Published Date: 2009-08-27
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง