Articles

« Back to Result | List

Localization Map สร้างแผนที่ตีแผ่วัฒนธรรม เพื่อโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สัมนาเชิงปฏิบัติการณ์ : Localization Map
จัดโดย : TCDC ร่วมกับ Toyo Ink; Nikkei Design; Tetsutaro Design; Mobile Crews Corporation; The Japan Foundation, Bangkok; Art4D และ
Siam@siam
เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

การนำเสนอสินค้าและงานบริการกับตลาดที่ตนเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอกจากสิ่งสำคัญที่นักออกแบบจะต้องตอบสนองในเรื่องของประโยชน์ใช้สอยและความงามแล้ว วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อกับพัฒนาสินค้าและงานบริการ การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหา โอกาสทางธุรกิจจากวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสัมนาเชิงปฎิบัติการในหัวข้อ Localization Map โดยสองวิทยากรรับเชิญชาวญี่ปุ่น ฮิโรยูกิ อันไซ ประธานบริษัท Mobile Crews Corporation และผู้ก่อตั้ง/มันสมองของโครงการ Localization Map และเทตสุโทโร นากาบายาชิ ดีไซน์ไดเรกเตอร์ และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เราสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และธุรกิจ ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ โดยใช้ “คำจำกัดความ และสี” เป็นเครื่องมือตั้งต้นในการจุดประกายกระบวนการ “คิด”

ดีเอ็นเอ ของ Localization Map
คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังให้รู้จักการสร้างแผนที่ตั้งแต่เด็ก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทุกครั้งที่เราเห็นแผนที่ที่เขียนโดยคนญี่ปุ่น แผนที่นั้นๆจะประกอบไปด้วยรายละเอียดต่างๆมากมาย เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นะยะทางที่แม่นยำ สถานที่ที่เป็นจุดสังเกต รวมไปถึงความละเอียดของเนื้อหา ฯลฯ ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจในทุกพื้นที่ที่ผู้สร้างแผนที่ต้องการนำเสนอ การศึกษาอย่างละเอียดในพื้นที่ที่แตกต่าง จึงเปรียบได้กับการศึกษาวัฒนธรรมต่างถิ่น ยิ่งรู้มาก ยิ่งเข้าใจมาก และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการสร้างนวัตกรรมจากแนวคิด Localization Map อันหมายถึง การปรับรูปแบบของสินค้าและงานบริการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของตลาดที่เรากำลังจะก้าวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น การปรับในเรื่องของภาษา, ข้อกำหนดทางเทคนิค (Specification), งานออกแบบ, ข้อกำหนดทางกฏหมาย, การบริหารจัดการ ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับธุรกิจของเรา

ความเป็นมาของ Localization ในญี่ปุ่น
หลังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น มีการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขาย ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เริ่มต้นเลียนแบบเทคโนโลยีจากชาวต่างชาติ ทำการผลิตสินค้าในราคาที่ถูกกว่า แต่ยังไม่สามารถแข่งขันในเรื่องคุณภาพของสินค้าได้ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1953 คุณอากิโอะ โมริตะ ผู้ก่อตั้ง SONY ได้นำแนวคิดของ Localization Map มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับวัฒนธรรมและรูปแบบการใช้งานของคนญี่ปุ่นมากขึ้น จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทจนถึงทุกวันนี้

ในปี ค.ศ. 1970 สินค้าจากญี่ปุ่นเริ่มมีชื่อเสียงในต่างประเทศมากขึ้น ราคาก็ถูก คุณภาพดี พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้น เกิดการพัฒนาช่างฝีมือแรงงาน สิ่งสำคัญที่ญี่ปุ่นได้นำติดตัวไปด้วยก็คือ การนำองค์ความรู้ของ Localization Map ไปปรับใช้กับทุกประเทศที่ตนเองเข้าไปทำธุรกิจ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเขาสามารถเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมที่ต่างกันได้

ในปี ค.ศ. 1980 ประเทศญี่ปุ่นมี GDP สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยเช่นกัน นิตยสาร TIME ได้หยิบยกเอาหัวข้อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมาเป็นบทวิเคราะห์ประจำเล่ม โดยนำภาพวาดซามูไรที่มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูป ใส่นาฬิกาดิจิตอล มือถือเครื่องคิดเลข และไม้กอล์ฟ มาเป็นภาพหน้าปกนิตยสาร เพื่อสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่น พร้อมบทวิเคราะห์ที่พูดถึงผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นภายใต้หัวข้อ “How Japan Does it”

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ญี่ปุ่นได้นำแนวคิด Localization Map มาปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากเดิมที่ไม่มีอัตลักษณ์ (Identity) ของตนเองมาสู่การ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับผลิตภัณฑ์โดยนำอัตลักษณ์จากวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของตนเองมาผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์ เกิดเป็น Localization Product ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก

ก้าวย่างใหม่ของ Localization หลังจากปี 1989
หลังจากที่กำแพงเบอร์ลินได้ถูกทำลายในปี 1989 เปรียบเสมือนกับสัญญาณที่ส่งไปทั่วโลกว่า ยุคแห่งสงครามเย็นได้สิ้นสุดลง แนวคิดของ Globalization ที่มีอเมริกาเป็นศูนย์กลาง เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป เกิดการปฏิวัติรูปแบบการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในพื้นที่ที่ข้อมูลข่าวสารไม่เคยไปถึง เช่น โทรศัพท์มือถือที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลข่าวสารก็มีให้ใช้ในแถบแอฟริกา

เมื่อรูปแบบของการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป จากโทรศัพท์มือถือธรรมดาๆหนึ่งเครื่อง ก็กลายเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลก จนกระทั่งวันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นหนึ่งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย นักวิจัยจึงเริ่มทำการศึกษาความต้องการของมนุษย์อย่างละเอียด เพื่อวางแผนพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับผู้บริโภคอย่างสูงสุด เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ “ความคิดของผู้บริโภค” เราจะไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีได้

ตัวอย่างแนวคิด Localization ของผลิตภัณฑ์สัญชาติญี่ปุ่น
Maruchan บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ได้นำวัฒนธรรมการทานเผ็ดสไตล์แมกซิกันมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง จนทำให้ Maruchan กลายเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยที่ประสบความสำเร็จ มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 90% ในประเทศแมกซิโก และ 60% ในประเทศอเมริกา และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ลี้ภัยชาวแม๊กซิโกที่เติบโตในอเมริกานิยมซื้อไปเป็นของฝากเวลากลับไปเยี่ยมบ้าน

Kikkoman ซอสโชยุจากประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลากว่า 20 ปีในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่นิยมในอเมริกา โดยการปรับรสชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนอเมริกันที่ชอบทานอาหารแบบ “บาร์บีคิว” Kikkoman จึงออกซอสรสเทอริยากิ เพื่อใช้กับการปรุงอาหารชนิดนี้ จนปัจจุบัน กว่า 50% ของห้องครัวในอเมริกาจะมีซอสโชยุติดตู้ประจำบ้านไปแล้ว นอกจากนี้ Kikkoman ยังได้ปรับรสชาติให้หวานขึ้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับการบริโภคของคนฝรั่งเศส ที่นิยมชอบรสชาติอาหารที่หวานกว่าทางญี่ปุ่น ส่งผลให้ Kikkoman เป็นที่นิยม แม้กระทั่งซอสที่มีสัญชาติยุโรป 100% อย่างแบรนด์ FINI ยังนำชื่อ Kikkoman ไปเป็นข้อความการันตีว่าซอสของเขามีส่วนผสมของ Kikkoman ด้วย

เครื่องซักผ้า Panasonic ปุ่มเลือกระบบการใช้งาน (Interface Design) บนเครื่องซักผ้าของชาวญี่ปุ่นถูกออกแบบให้มีปุ่มกดมากมายสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ทางยุโรป และอเมริกากลับชอบความเรียบง่าย เมื่อวัฒนธรรมการใช้สินค้าแตกต่างกัน เครื่องซักผ้า Panasonic จึงมีการปรับระบบปุ่มทำงานบนตัวเครื่องให้มีจำนวนปุ่มที่น้อยลง พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนก่อนจะนำเครื่องไปตีตลาดที่ยุโรป และอเมริกา

วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร ในญี่ปุ่นจุดสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการทำอาหารคือ การตัด และ หั่น สำหรับเตรียมซาซิมิ ในขณะที่ทางอเมริกาและยุโรป เน้นไปในส่วนของการทอด และ ย่าง เช่น เนื้อย่าง ทีโบนสเต็ก ฯลฯ ส่งผลให้มีดที่ใช้ในการประกอบอาหารมีความสำคัญที่ต่างกัน โดยญี่ปุ่นจะมีมีดที่คม สามารถตัด และหั่นชิ้นปลาได้เรียบกริบ และผู้บริโภคใช้ตะเกียบหนีบทาน ในขณะที่ทางอเมริกาและยุโรปจะมีอุปกรณ์ส้อมและมีดมาให้ผู้บริโภคเป็นคนหั่นรับประทานเอง จุดนี้เองที่เป็นจุดแตกต่างที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการรับประทานที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องศึกษาถึงรายละเอียดเพื่อสามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราได้

จากข้อมูลสู่องค์ความรู้ (From Data to Knowledge) ส่งต่อถึงความสำเร็จ (Wisdom)
การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถเข้ากับรูปแบบวัฒนธรรมที่แตกต่างไม่สามารถที่จะสำเร็จได้อย่างรวดเร็วทันตาเห็น การเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจหลักที่ทำให้หนึ่งผลิตภัณฑ์ของเราสามารถแทรกซึม เข้าสู่วัฒนธรรมที่แตกต่างได้ โดยทั่วไปการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแนวคิดของ Localization จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี กว่าแบรนด์จะเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเริ่มจากการวิจัยและเก็บ “ข้อมูลดิบ (Data)” จากนั้นทีมงานจะต้องเอาข้อมูลดิบที่หลากหลายมาเชื่อมต่อให้เป็น “ข้อมูลเชิงลึก (Information)” แล้วนำมาสังเคราะห์ให้เกิด “องค์ความรู้ (Knowledge)” เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนในช่วง Data, Information, และ Knowledge เป็นช่วงของการพัฒนาสินค้าควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วย เปรียบเสมือนกับการสร้างประสบการณ์ (Experience) และเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ในตลาดจริง ข้อมูลระหว่างทางนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้เราประสบความสำเร็จและบรรลุถึงเป้าหมาย (Wisdom) ในอนาคต

บริบทของการศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่าง (Local Context) = 3 Data X 3 Information X 3 Knowledge การที่เราจำเป็นต้องศึกษาถึง 3 วัฒนธรรมที่แตกต่าง เพราะเราไม่สามารถนำข้อมูลจากวัฒนธรรมของเราเพียงหนึ่งเดียวมาเป็นตัวตั้ง มุมมองที่หลากหลายจะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราสามารถนำไปเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมต่างถิ่น เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของประเทศนั้นๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสินค้า

แนวคิดของผลิตภัณฑ์ Localization กับรูปแบบของวัฒนธรรม
การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ Localization กับตลาดโลก ถ้าเราตั้งค่าแกน “X” เป็น “บริบทของท้องถิ่น” โดยกำหนดให้อิทธิพลของวัฒนธรรมมากอยู่ทางซ้ายมือ และ น้อยอยู่ทางขวามือ ขณะที่ค่าแกน “Y” เป็น “ขบวนการผลิต” โดยด้านบนแสดงถึง “ขบวนการผลิตเพื่อรองรับตลาดโลกทั้งหมด” ขณะที่ทางด้านล่างของแกนแสดงถึง “ขบวนการผลิตในท้องถิ่น” ผลิตภัณฑ์ Localization ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในตำแหน่งของ Quadrant ที่ 3 สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ Localization จะให้ความสำคัญกับบริบทและวัฒนธรรมของท้องถิ่นมากกว่าธรุกิจในรูปแบบ Globalization

ฮิโรยูกิ อันไซ จำแนกรูปแบบของวัฒนธรรมออกเป็น 3 ส่วน คือ สภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ (Climate), วิถีชีวิตเฉพาะกลุ่มและศาสนา (Folk/Religion), และ การดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน (Contemporary Lifestyle) เมื่อนำรูปแบบวัฒนธรรมไปเปรียบเทียบกับกราฟของผลิตภัณฑ์ Localization กับตลาดโลกจะพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้ากับ Lifestyle ของคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในตำแหน่งของ Quadrant ที่ 1 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกใช้คล้ายคลึงกัน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Folk/Religion นั้นจะแทบไม่มีใครเข้าไปแตะ 100% เพราะเป็นพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกับความเชื่อทางศาสนา ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำ Localization เข้าไปผนวกได้มาก ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นเราจะต้องเรียนรู้รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของวัฒนธรรมให้มากที่สุด เพื่อให้เราสามารถเชื่อมวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้ากับผลิตภัณฑ์ของเราให้ได้ โดยจะต้องศึกษาอย่างน้อย 3 วัฒนธรรมเพื่อเรียนรู้ 3 มุมมองที่แตกต่าง

หัวใจหลัก 8 ประการของ Localization Map
1. เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายในตลาดที่แตกต่างกัน
2. เป็นแนวคิดในการต่อยอดธุรกิจของคุณให้เติบโตในตลาดต่างประเทศ
3. มุ่งเน้นในการปรับผลิตภัณฑ์มากกว่ายึดติดกับศึกษาวิจัยแต่บุคลิกภาพการใช้งานของมนุษย์เพียงอย่างเดียว
4. ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่หลากหลายของตลาดที่แตกต่าง
5. ควรศึกษาผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 3 มุมมองเสมอ
6. ควรหาข้อแตกต่างและจุดเหมือนของวัฒนธรรม แล้วนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสากลมากที่สุด สิ่งที่ต้องระวังคือการมุ่งเน้นวัฒนธรรมที่สุดโต่งมากเกินไป จะทำให้เราไม่สามารถหลุดกรอบความคิดเดิมได้
7. การเปิดตลาดใหม่กับผลิตภัณฑ์ใหม่ในวัฒนธรรมที่แตกต่างจะต้องค่อยๆปรับผลิตภัณฑ์ การทำอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาว
8. เรียนรู้และให้ความเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วค่อยๆเอานวัตกรรมใหม่ไปผนวกกับวัฒนธรรมนั้นๆ

แต่ Localization จะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าเราไม่เรียนรู้วัฒนธรรมของตนเองก่อน ยิ่งเราเคารพวัฒนธรรมของเรามากเท่าไหร่ ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติอื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อขยายตัวเข้าไปสู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากการศึกษาในส่วนของผู้ใช้แล้ว เราจำเป็นที่จะต้องนำวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในตลาดโลก

เวิร์คช็อปปฏิบัติการณ์การเลือก “สี” จาก “คำจำกัดความ”
เทตสุโทโร นากายายาชิ กล่าวว่า ข้อมูลและรายละเอียดของวัฒนธรรมที่แตกต่างล้วนเชื่อมต่อกับสีสรรที่หลากหลาย โดยเราสามารถดึง “คุณค่าของสี” ออกมาจาก “วัฒนธรรม” ได้ เทตสุโทโร นากาบายาชิได้แบ่งเวิร์คช็อปออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
Workshop 1 ให้ผู้เข้าอบรมหา “สี” จากคำว่า “ประเทศไทย” โดยให้แต่ละท่านเลือก “สี” จากสมุดแถบสี TOYO Ink โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติงานดังนี้
- ให้เขียน “คำ” ที่นึกขึ้นได้จำนวน 20 คำจากโจทย์ที่ให้ (3 นาที)
- แบ่งหมวดหมู่จากคำทั้ง 20 คำ เป็น 3 หมวดหมู่ ตามแนวคิดของเรา (10 นาที)
- ในแต่ละหมวดหมู่ ให้เลือก “สี” จากสมุดแถบสี TOYO Ink หมวดหมู่ละ 5 สี
เมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว ให้นำมาเปรียบเทียบกับผู้ข้าอบรมท่านอื่น เพื่อเรียนรู้ถึง ความเหมือน และความแตกต่าง จากคำว่า “ประเทศไทย” คำเดียว

Workshop 2 ให้ผู้เข้าอบรมดูวิดีโอแนะนำการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ความยาว 5 นาที แล้วหา “สี” ที่สะท้อนตัวตนของญี่ปุ่น โดยขั้นตอนการปฏิบัติงานเหมือนกับส่วนที่ 1 แต่หลังจากผู้เข้าอบรมแต่ละท่านสามารถหาคำ 20 คำที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นแล้ว ให้นำคำทั้งหมดมารวมกัน แล้วทำงานกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 ท่าน จากนั้นแบ่งหมวดหมู่จากคำทั้งหมดเป็น 3 หมวดหมู่ แล้วหา “สี” จากแถบสี TOYO Ink ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ได้มา โดยเลือกหมวดหมู่ละ 5 สี
ในส่วนนี้ เป็นการเรียนรู้รูปแบบการทำงานร่วมกันกับสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อฝึกการสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

Workshop 3 ให้ผู้เข้าอบรมเลือก “สี” จากแอพพลิเคชั่น TUBUCOLOR ซึ่งสามารถ Download ได้จาก iTunes โดยขั้นตอนการทำงานมีดังนี้
- ให้แต่ละกลุ่มออกไปถ่ายภาพที่สื่อถึงคำว่า “กรุงเทพมหานคร” จำนวนอย่างน้อย 20 ภาพ (40 นาที)
- ใช้แอพพลิเคชั่น TUBUCOLOR เลือกสีจากภาพ กลุ่มละ 5 สี พร้อมแสดงความหมายของคำที่สื่อถึงกรุงเทพมหานคร
- สามารถดูคู่สีจากเพื่อนต่างกลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบแนวคิด พร้อมทั้งเลือกเก็บคู่สีที่ชอบ ผ่านแอพพลิเคชั่น
ในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเลือกสี ทำให้เราได้ค่าของสีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อีกทั้งยังฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทีมอื่นได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเปรียบเสมือนกับการทำงานในองค์กรที่แต่ละแผนกล้วนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การนำ “คุณค่าของสี” เข้ามาพิจารณาร่วมกันจึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ช่วยให้เราสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ “วัฒนธรรม” ผ่านคุณค่าที่สื่อออกมาจาก “สี” นั้นๆ

คุณสามารถนำเทคนิคของการอบรมเชิงปฏิบัติการณ์นี้ไปลองปรับใช้กับงานออกแบบที่คุณกำลังทำอยู่ เพื่อหาคู่สีที่สอดคล้องกับเป้าหมายของชิ้นงานที่กำลังออกแบบได้ด้วยเช่นกัน เทตสุโทโร นากายายาชิ ได้กล่าวว่า การเริ่มต้นในการหาข้อมูลอย่างละเอียดที่มาพร้อมกับคู่สีที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณเห็นภาพของชิ้นงานที่ชัดเจนและถูกต้องมากขึ้น

ประเด็นเด่น
- เมื่อแต่ละท้องถิ่นมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง การใช้แนวคิดของ Localization Map จะช่วยให้คุณสามารถปรับรูปแบบสินค้าและงานบริการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่แตกต่างได้อย่างลงตัว
- เราจำเป็นต้องศึกษาสินค้าหรืองานบริการอย่างน้อย 3 มุมมอง เพื่อเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบข้อเหมือนและข้อต่างของวัฒนธรรมที่หลากหลาย
- Localization จะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าเราไม่เรียนรู้วัฒนธรรมของตนเองก่อน
- การเลือก “สี” ให้สอดคล้องกับ “วัฒนธรรม” สามารถช่วยให้เราเห็นความหมายของ “วัฒนธรรม” ที่หลากหลายได้ชัดเจนขึ้น

credit รูป:
http://www.addicted2recipes.com

« Back to Result

  • Published Date: 2012-11-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com