Creative Knowledge

« Back to Result | List

สร้างแบรนด์ยุค 3.0 อย่างไรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาด AEC

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม


สำหรับผู้ประกอบการไทย ณ วินาทีนี้ คงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงไปกว่าการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" (ASEAN Economic Community—AEC) ที่สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งและสามารถติดต่อค้าขายกันได้แบบไร้พรมแดน การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานอย่างเสรี ซึ่งย่อมมีทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบต่อผู้ประกอบการไทย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งเชิงรุกและเชิงรับจะช่วยให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดอยู่ได้บนสังเวียนเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก!

"รู้เขา รู้เรา รู้โลก”...กลยุทธ์คลาสสิคที่ไม่มีวันเชย
ดังตำราพิชัยสงครามของซุนวู กล่าวไว้ "รู้เขา...รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ความอยู่รอดของธุรกิจขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจทั้งในธุรกิจของคุณเอง คู่ค้า คู่แข่ง ตลอดจนเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ ในโลกยุคที่การซื้อขายกระทำได้แค่เพียงปลายนิ้วคลิก นอกจากรู้เขา รู้เราแล้ว ผู้ประกอบการยังต้อง "รู้โลก" ด้วย การสัมมนาเรื่อง "สร้างแบรนด์ยุค 3.0 อย่างไรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาด AEC” โดยคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ หอการค้าไทย ได้วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นสำคัญทางการตลาดที่จะนำบรรดาผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดที่มีผู้บริโภคมากถึง 600 ล้านคน


รู้เขา: หนึ่งอาเซียน สิบบุคลิก
แม้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งอาเซียน ทว่าแต่ละประเทศกลับมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอาทิเช่น ภาษา ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีภาษาพูดหลากหลายคิดเป็น 17% ของภาษาทั้งหมดในโลก มีความเชื่อและวิถีการดำเนินชีวิตแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ ได้ยกตัวอย่างความแตกต่างด้านนิสัยและบุคลิกภาพด้านการทำงานของคนแต่ละประเทศไว้ว่า ชาวสิงคโปร์เป็นคนชอบที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (rule followers) ขณะที่คนไทยกลับชอบปรับเปลี่ยนกฎให้เข้ากับความต้องการของตัวเอง (rule benders) ชาวพม่าชื่นชอบการมีปฏิสัมพันธ์กัน (แม้กระทั่งฝนตกยังกางร่มนั่งคุยกัน!) แต่ชาวลาวกลับรักความสงบและชอบอยู่กับครอบครัวมากกว่า เป็นต้น ดังนั้น ความเข้าใจบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของคนแต่ละชาติจะช่วยพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความทัดเทียมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารทางการตลาด ทั้งนี้ หากแบ่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เป็น 4 ระดับตามการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคอันได้แก่
1. Function คือ สินค้าที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวัน
2. Quality คือ สินค้าที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า
3. Feature คือ สินค้าที่ตอบสนองทั้ง function และ quality แต่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์เพื่อเพิ่มคุณค่าของสินค้า
4. Experience คือ สินค้าที่ตอบสนองความต้องการทั้งสามข้อข้างต้น อีกทั้งยังสามารถสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคได้ด้วย

การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศส่งผลต่อความต้องการสินค้าในระดับต่างกันอาทิเช่น ชาวพม่าอาจต้องการสินค้าที่เน้นประโยชน์ใช้สอย (function) และคุณภาพ (quality) ขณะที่ชาวสิงคโปร์ต้องการผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหลากหลายถึงระดับที่สามารถสร้างประสบการณ์ (Experience) ใหม่ๆ ให้กับตนได้ นอกจากนี้ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศนับเป็นปัจจัยกำหนดความสัมฤทธิ์ผลของแผนการสื่อสารการตลาด คุณสุหฤท สยามวาลา กรรมการผู้จัดการบจก.ดี เอช เอ สยามวาลา แบ่งปันประสบการณ์ด้านการตลาด "ปากกาลูกลื่นควอนตั้ม" เจ้าของ execution เด็ด "ลื่น...ปลาไหลเรียกพี่" ว่า ไม่สามารถใช้ได้ในบางประเทศเนื่องจากผู้บริโภคไม่เข้าใจ (ว่าทำไมต้อง "ปลาไหลเรียกพี่" ปากกาเกี่ยวอะไรกับปลาไหล เป็นต้น) ทั้งนี้ คุณต้องหทัย กุวานนท์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล บจก.โอสถสภา ยังเสริมด้วยว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันต้องตอบรับความแตกต่างของผู้บริโภค รวมทั้งการสื่อสารตลาดต้องมีความใกล้ชิด กลยุทธ์แบบแคมเปญเดียวใช้ได้ทั้งภูมิภาคจะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับแคมเปญที่ทำขึ้นเพื่อตอบสนองผู้บริโภคเฉพาะแต่ละประเทศ อย่างการใช้คำบางคำในการโฆษณาเช่น "เสน่ห์" สำหรับคนไทยหมายถึงเสน่ห์เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม แต่สำหรับชาวพม่ากลับหมายถึงโอกาสด้านอาชีพการงาน เป็นต้น ดังนั้น ความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมทั้งของประเทศคู่ค้าและของตัวเราเองจะช่วยให้การสื่อสารประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

รู้เรา: “ถ้าเราไม่ออกไป เขาเข้ามาแน่"
ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังย่ำแย่ กลุ่มประเทศที่มีประชากรมากถึง 600 ล้านคนและมีความต้องการสินค้าและบริการสูง อีกทั้งทรัพยากรยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ย่อมเป็นที่หมายปองต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยข้อได้เปรียบหลายประการอาทิ ค่าจ้างแรงงานถูกกว่า ความพร้อมด้านโลจิสติกส์ เสถียรภาพทางการเมือง ฯลฯ ทำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค "เนื้อหอม" นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคนในการผลิตสินค้าแล้ว ยังมีการเคลื่อนย้ายแรงงานและการโยกย้ายฐานการผลิตโดยย้ายไปอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียและเวียตนาม เมื่อต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือผู้รับจ้างผลิต (OEM) ดังนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าของตนเองที่มีคุณค่า (value) จึงเป็นทางออกที่จะทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแบรนด์คือหัวใจของการตลาดยุค 3.0


ตัวอย่าง "แบรนด์ไทย" ที่ทั่วโลกให้การยอมรับในคุณภาพคือ ต้มยำ, ผัดไทย, ผ้าไหมจิม ทอมป์สัน เครื่องดื่ม Red Bull, เบียร์สิงห์, เบียร์ช้าง, สวนจตุจักร, มาบุญครอง, การบินไทย ฯลฯ ดังนั้น การสร้าง "แบรนด์" จึงเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการต้องขบคิดและนำมาพัฒนาเพื่อความอยู่รอดและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งหาก มองคู่แข่งให้เป็นคู่ค้า จะพบว่า ตลาดที่เคยมีเพียงราว 60 ล้านคนขยายตัวเพิ่มเป็น 10 เท่า การหยิบยกเอาส่วนดีที่ "ขายได้" ไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ของเมือง ประวัติศาสตร์ยาวนานของการผลิตสินค้า ฯลฯ มาสร้างเป็นจุดขายเพื่อตอกย้ำเอกลักษณ์และคุณภาพจึงน่าจะช่วยผลักดันแบรนด์ไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับอินเตอร์ได้ไม่ยากดังเช่นที่ประเทศฝรั่งเศส (แชมเปญ, ไวน์เบอร์กันดี ฯลฯ) ญี่ปุ่น (นมฮ็อกไกโด, เนื้อโกเบ ฯลฯ) ประสบความสำเร็จมาแล้ว

รู้โลก: สู่การตลาดยุค 3.0
นอกจากยุทธวิธี "รู้เขา...รู้เรา" การมีวิสัยทัศน์ "รู้โลก" ยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการ "เข้าถึง" ผู้บริโภคและสามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการได้ตรงใจอีกด้วย ความเข้าใจเทรนด์โลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น


ทำไมต้อง 1.0, 2.0, 3.0?
ตัวเลข 1.0, 2.0, 3.0 เป็นแนวคิดทางการตลาดในแต่ละยุคสมัย ในยุค 1.0 การผลิตสินค้ามีศูนย์กลางที่ "ผลิตภัณฑ์" (product-centric) มุ่งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก เน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนการผลิต ต่อมาในยุค 2.0 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ย้ายศูนย์กลางมาอยู่ที่ "ผู้บริโภค" (consumer-centric) โดยเน้นความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม (market segmentation) สำหรับการตลาดในยุค 3.0 นี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ "มนุษย์" (human-centric) ซึ่งมิได้เน้นเพียงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์อย่างเดียว แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าทางจิตใจ (spiritual value) บรรดาธุรกิจขนาดใหญ่จึงจัด "กิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม" (Customer Social Responsibility—CSR) เพื่อสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์และตราสินค้า (value creation)

นอกจากนี้ การสื่อสารทางการตลาดในยุค 1.0 และ 2.0 ยังเป็นแบบ “one-to-many” คือ เจ้าของสินค้าสื่อสารกับผู้บริโภค แต่ในยุค 3.0 เป็นแบบ “many-to-many” คือ ผู้บริโภคสื่อสารกันเองผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค ทำให้เกิดการสื่อสารแบบ "ตัวต่อตัว" (one-on-one) ดังนั้น สื่อออนไลน์จึงมีบทบาทมากกว่าสื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุ โทรทัศน์ ทั้งนี้ จะพบว่า ผู้ประกอบการยุค 3.0 ต่างหันมาให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์อย่างมาก เพราะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้แบบรายบุคคล อีกทั้งข้อมูลบน "แฟนเพจ" ยังเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่าสื่อแบบเดิมเนื่องจากบรรดาแฟนๆ ในแฟนเพจทำหน้าที่เป็น "นักการตลาด" แทนนักการตลาดแบบเดิม ทำให้การวิจัยตลาดด้วยวิธี “focus group” กลายเป็นเรื่องล้าสมัยและให้ผลแม่นยำน้อยกว่า

ก้าวเข้าสู่ AEC ต้องก้าวทันเทรนด์โลก
การมีวิสัยทัศน์ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจชีวิตและความต้องการของคนในอนาคต โลกในยุค 3.0 จะมีหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปจากโลกปัจจุบันอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่กำลัง (จะ) เกิดขึ้น

เทรนด์โลก (Global Mega Trend)



1. คน

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ "คน" ในโลกยุค 3.0 คือ
1.1 สู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ความก้าวหน้าทางการแพทย์ โภชนาการที่ดีและการเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ ทำให้คนมีอายุยืนขึ้น "การออกแบบเพื่อมวลชน" (Universal Design) จึงเป็นแนวคิดที่มีบทบาทสำคัญในสังคมอนาคต นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจากเงินออมและการลงทุน สินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มนี้จึงเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี
1.2 สู่อำนาจแห่งอิสตรี (Power of Woman) การที่ผู้หญิงได้รับการศึกษาสูงขึ้นทำให้มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานดีขึ้น (ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้บริหารเป็นผู้หญิงสูงสุด) จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมองว่า การแต่งงานเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของชีวิต สินค้าและบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสตรีวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้ออย่างผู้บริหารจึงยังคงเป็นที่ต้องการ
1.3 สู่สังคมเมือง (Urbanisation) การกระจายตัวของประชากรในอนาคตจะอยู่ในเมืองมากกว่า50% ภายในปี ค.ศ. 2015 จะมีประชากรโลกอาศัยอยู่ในเมืองมากถึง 4,000 ล้านคน โดยเอเชียจะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรเมืองเพิ่มขึ้นสูงสุด ทั้งนี้ นอกจากการย้ายถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองเล็กเป็นเมืองใหญ่ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้น สินค้าและบริการต่างๆ จึงต้องตอบสนองวิถีชีวิตแบบคนเ
1.4 สู่สังคมสุขภาพ (Health and Safety Concern) วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้คนหันมาสนใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) มากขึ้น ธุรกิจเพื่อสุขภาพจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีอนาคตสดใส

1.5 สู่สังคมแห่งการเดินทาง (International Mobility) ย้อนไปเพียงราว 30 ปีที่แล้ว การเดินทางต่างประเทศยังเป็นกิจกรรมเฉพาะคนบางกลุ่มในสังคม (ดังจะเห็นได้จากวัฒนธรรมการใส่สูทและคล้องพวงมาลัยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศของคนไทย) แต่ปัจจุบัน การเดินทางต่างประเทศกลายเป็นเรื่องเป็นไปได้สำหรับแทบทุกคน ด้วยการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง การจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ ฯลฯ ทำให้คนในอนาคตเดินทางกันมากขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางจึงเติบโตสูง
1.6 สู่สังคมแห่งการสื่อสาร (Connectivity) การพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการสื่อสารทำให้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วขึ้น พาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ (E-Commerce) และการทำธุรกรรมออนไลน์จะเติบโตขึ้นอย่างมากเนื่องจากข้อได้เปรียบเรื่องการประหยัดต้นทุนและสามารถซื้อขายได้เรียลไทม์ตัวอย่างเช่น การ sourcing สินค้าซึ่งเดิมทีต้องเดินทางไปถึงแหล่งผลิตหรือพึ่งงานแฟร์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้เว็บไซท์ E-marketplace ซึ่งประหยัดกว่ามากทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

2. สิ่งแวดล้อม
2.1 สู่สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยน (Climate change) และโลกไร้ทรัพยากร (Scarcity and deteriorating quality of resources) ปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิกฤตทรัพยากรจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การออกแบบและผลิตสินค้าและบริการต่างๆ จึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยเสมอ ทำให้ประเด็นเรื่อง "สิ่งแวดล้อม" กลายเป็น "วาระจำเป็น" ที่ต้องบรรจุอยู่ในทุกแผนการสื่อสารทางการตลาด


3. ธุรกิจ
3.1 สู่ความมั่งคั่งของเอเชีย (Shift to Asia) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่มากถึง 60% ของโลกทำให้เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ World Wealth Report 2012 รายงานว่าในจำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individual) ซึ่งวัดจากความมั่งคั่งในสินทรัพย์ (ไม่รวมที่อยู่อาศัยและของสะสม) เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งโลกมีจำนวน 11 ล้านคนโดยอยู่ในเอเชียแปซิฟิก 3.37 ล้านคน นับว่าสูงที่สุดในโลก ดังนั้น "ตลาดเอเชีย" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" จึงเป็นตลาดที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตสูง
3.2 สู่ธรรมาภิบาล (Good Governance) วิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" เมื่อปีพ.ศ. 2540 เป็นบทเรียนบทสำคัญที่ไม่เพียงพลิกโฉมหน้าการเงินการธนาคารไทย แต่ยังทำให้องค์กรต่างๆ ทั่วภูมิภาคหันมาให้ความสำคัญกับระบบ "ธรรมาภิบาล" (Good governance) มากขึ้น ธุรกิจที่จะเติบโตได้ดีในอนาคตต้องมีความโปร่งใส (transparency) สามารถตรวจสอบได้ (accountability) รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่สามารถตอบสนองคุณค่าทางจิตใจ (spiritual value) ของผู้บริโภคได้


2 ทีมการตลาด + ออกแบบดี = ความสำเร็จทั้งปัจจุบันและอนาคต
เคล็ดลับประการสุดท้ายของการแข่งขันในตลาดยุค 3.0 ที่คุณต้องหทัย แห่งโอสถสภาแนะนำคือ การตั้งทีมการตลาด 2 ทีม ทีมแรกทำงาน "เพื่อปัจจุบัน" มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ ดูแลยอดขายและเป้าหมายระยะสั้น (achieving short-term) ส่วนทีมที่สองทำงาน "เพื่ออนาคต" มีหน้าที่วิจัย วางแผน กำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในระยะยาวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก (managing long-term) นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับ "การออกแบบ" นับเป็นปัจจัยอีกประการที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าของคุณเนื่องจากผู้บริโภคสัมผัสสินค้าโดยตรง ณ จุดขาย ขณะที่เห็นจากสื่ออย่างมากเพียง 30 วินาที ดังนั้น คุณสมบัติข้อหนึ่งของแบรนด์แห่งอนาคตคือใช้ "จินตนาการ" ผสานกับ "การออกแบบ" เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์แห่งอนาคต

จับประเด็นสร้างแบรนด์ยุค 3.0 อย่างไรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาด AEC
- ตลาดอาเซียนแต่ละประเทศมีความแตกต่าง ดังนั้น สินค้าและกลยุทธ์สื่อสารการตลาดต้องแตกต่าง
- การตลาดยุค 3.0 เน้นการให้คุณค่าทางจิตใจและความรับผิดชอบต่อสังคม
- สื่อออนไลน์คือ ช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลบน "แฟนเพจ" แม่นยำกว่าการทำ focus group
- ผู้ประกอบการต้องทันกระแสโลกคือ เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สังคมเมือง มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารมากขึ้น ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ เดินทางกันมากขึ้น มีเทคโนโลยีทางการสื่อสารทันสมัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เอเชียเป็นภูมิภาคที่มั่งคั่ง และบริษัทต่างๆ ต้องมีธรรมาภิบาล

เครดิตภาพ:
http://manutppp.com/wp-content/uploads/2012/05/aec.jpg
http://www.logistics2day.com/App_Service/Thumbnail.ashx?p=../App_FileServer/images/55/07/466/466_120755104835_807.jpg&x=0&y=0&w=570&h=387&c=True
http://www.jacksonvilledivorceattorneyblog.com/Elderly-People_web.jpg
http://www.greenonlinebusiness.net/wp-content/uploads/2012/05/going-green.jpg http://4.bp.blogspot.com/_Bmg8g1VS85M/TNhhSf7dIfI/AAAAAAAAACQ/2tYJKJ-q8Ps/s1600/Marketing.jpg
http://dokyausa.com/oscom/images/153.jpg
http://rachaneewannimdum.blogspot.com/2012/08/30.html
http://kruburiram.wordpress.com
http://superdoctor.org/5-myths-about-being-world-class-that-hold-you-back/
http://www.oldetownshantihome.com/
http://mashable.com
http://www.gogreenscene.com/
http://thailand-business-news.com/
http://www.britannica.com

« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง