Articles

« Back to Result | List

ตอบโจทย์ AEC : นมควาย Murrah Milk ธุรกิจใหม่ในกรอบการค้าใหม่

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

คุณรัญจวน เฮงตระกูลสิน เคยเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกหนังสัตว์รายใหญ่ที่มีคู่ค้าเป็นห้างระดับบิ๊กๆ ในอเมริกา แต่เมื่อวันหนึ่งลมเกิดเปลี่ยนทิศ ตลาดหนังสัตว์ของไทยต้องสูญเสียฐานลูกค้าให้กับคู่แข่งอย่างฮ่องกง จีน และไต้หวัน คุณรัญจวนจึงตัดสินใจเปลี่ยนสนามศึกและมองหา “ธุรกิจใหม่” ที่ไม่ซ้ำใคร

ด้วยคุณสมบัติของนักสู้และผู้มองการณ์ไกล เธอมองเห็นความเป็นไปได้ในการทำ “ฟาร์มควายนม” ซึ่งนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของบริษัท มูร่าห์ แดรี่ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์นม มูร่าห์ มิลค์ (Murrah Milk) และฟาร์มมูร่าห์ซึ่งคุณรัญจวนสร้างขึ้นจากผืนดินเปล่าๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เธอเริ่มต้นด้วยการซื้อฝูงควายนมพันธุ์มูร่าห์มาเพาะและพัฒนาพันธุ์โดยมีนักวิจัยด้านปศุสัตว์เป็นที่ปรึกษา

“นมควายมีโปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมวัวในขณะที่มีคอเรสเตลรอลต่ำกว่า ถือเป็นทางเลือกที่ดีให้กับผู้แพ้นมวัวได้ ด้วยเหตุนี้นมควายจึงมีจุดแข็งในตลาดพอตัว โดยนอกจากนมพาสเจอร์ไรซ์แล้ว มูร่าห์ฟาร์มยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก เช่น มอสซาเรลล่าชีส ริคอตต้าชีส เนย น้ำมันกีห์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวจากนมควายด้วย”

การทำเกษตรและปศุสัตว์ต้องอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก คุณรัญจวนจึงได้นำมูร่าห์ มิลค์ ของเธอเข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Innovative House เพื่อนำความรู้เชิงวิชาการมาต่อยอดให้กับฟาร์มของตน (ในขณะเดียวกันก็ได้แชร์ประสบการณ์และปัญหาจากฝั่งผู้ประกอบการให้นักวิชาการด้วย)

ปัจจุบันมูร่าห์ฟาร์มมีฝูงควายราว 300 ตัว มีควายที่ให้นมได้ 50 ตัว ผลิตนมได้วันละ 200 ลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับป้อนร้านของมูร่าห์เองและร้านอาหารอิตาเลียนบางแห่งเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อ TCDCCONNECT พูดถึงการเปิดตลาดสู่ AEC คุณรัญจวนจึงมองว่าฟาร์มของเธอนั้นเล็กเกินกว่าที่จะได้รับผลกระทบ แต่เธอก็ได้นำเสนอ “มุมมองเชิงบวก” ต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้เช่นกัน

โอกาสของ “นมควาย” ในตลาด AEC
1. ตลาดนมควายเป็นตลาดที่เปิดกว้างมาก วัฒนธรรมการดื่มนมควายนั้นเกิดขึ้นมานานแล้วบนโลกใบนี้ ในประเทศอิตาลีมีผู้คนที่ดื่มนมและรับประทานมอสซาเรลลาชีส (ซึ่งผลิตจากนมควาย) มาตั้งแต่ 400 ปีก่อน ในประเทศจีนก็เริ่มต้นมาแล้วราว 60 ปี ส่วนในอาเซียนประเทศฟิลิปปินส์ก็ได้สร้างวัฒนธรรมการดื่มนมควายมานานกว่า 20 ปีแล้วเช่นกัน (เมื่อ 2 ปีก่อนรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ด้วยการสั่งซื้อควายพันธุ์มูร่าห์จากบราซิลมาให้เกษตรกรเลี้ยงกว่า 2,000 ตัว) แต่สำหรับในประเทศไทย มูร่าห์ มิลค์ ถือเป็นฟาร์มแห่งเดียวในประเทศที่ผลิตนมและผลิตภัณฑ์จากนมควายอย่างจริงจัง
ซึ่งหากภาครัฐมีความคิดจะสนับสนุนด้านเงินทุน พันธุ์สัตว์ หรือเพิ่มองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร กำลังผลิตนมควายในไทยก็น่าจะเติบโตได้อีกมหาศาล

2. โอกาสด้านการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน และสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่สนใจมาเยี่ยมชมการทำงานของมูร่าห์ฟาร์ม รวมไปถึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แวะมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่อง คุณรัญจวนจึงมองเห็นโอกาสด้านการท่องเที่ยวและได้เริ่มปรับปรุงพื้นที่บางส่วนเพื่อสร้างเป็นรีสอร์ทที่พักแล้ว (มีการวางแผนพัฒนาฟาร์มให้เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร-ให้ความรู้)

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของผู้ประกอบการที่คลุกคลีอยู่กับต้นสายของธุรกิจอาหารมานาน คุณรัญจวนก็มองเห็นปัญหาบางอย่างที่อาจเป็นตัวถ่วงประเทศไทยในการโลดแล่นไปกับจังหวะใหม่ของ AEC เช่นกัน

ครัวไทย ครัวโลก แต่ต้นสายกำลังหดหาย
ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบในเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร (การผลิตนมก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน) แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็คือต้นสายของอุตสาหกรรมอาหาร (ซึ่งคือการเกษตรและปศุสัตว์) กำลังมีแนวโน้มวิกฤต เพราะนอกจากนายทุนใหญ่ๆ แล้ว เกษตรกรทั่วประเทศกำลังจะหมดพลังที่จะอยู่ในอาชีพนี้ ถือเป็นภาวะอันตรายระดับชาติทีเดียว

คุณรัญจวนกล่าวถึงปัญหาหลักๆ ที่กำลังกัดเซาะภาคการเกษตร (อันเป็นพื้นฐานของประเทศ) ว่ามีดังต่อไปนี้
1. เกษตรกรเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน รัฐและธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ได้สนับสนุนให้เกษตรกรตัวเล็กๆ เข้าถึงเงินกู้ในระบบได้ ธนาคารเพื่อการเกษตร (ธกส.) เองก็ไม่สามารถออกเงินกู้ได้อย่างพอเพียง นอกจากนั้นยังทำงานล่าช้า อนุมัติวงเงินต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรหาทางออกด้วยการกู้เงินนอกระบบ ซึ่งแน่นอนว่าดอกเบี้ยสูงลิ่ว เกษตรกรหลายรายแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว ประสบภาวะขาดทุน ส่งผลต่อศักยภาพในการพัฒนาการผลิต จนในที่สุดก็หมดกำลังที่จะยืนหยัดต่อสู้ในอาชีพนี้

2. ขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร ขณะนี้ภาคการเกษตรของไทยพึ่งพาแรงงานจากพม่าและกัมพูชาเป็นหลัก แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อเปิด AEC แล้วประเทศเหล่านี้เขาจะมีโอกาสและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งแรงงานเขาก็ย่อมอยากกลับไปหากินในถิ่นฐานตัวเองเป็นธรรมดา เมื่อถึงเวลานั้นเราจะลำบากกันมาก เพราะแรงงานของเราเองหนีจากภาคเกษตรไปอยู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการเกือบหมดแล้ว

3. ขาดเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสานต่อการเกษตร ความที่อาชีพเกษตรกรถูกมองเป็นงานหนักและผลตอบแทนน้อย คนรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงไม่ค่อยให้ความสนใจ ส่งผลให้ภาคการเกษตรของเราไม่มีพัฒนาการเท่าที่ควร

4. การเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายวิชาการและผู้ประกอบการไม่เพียงพอ ทุกวันนี้มีนักวิชาการที่ได้งบฯ ไปศึกษาดูงานข้างนอกมากมาย แต่กลับมีเพียงส่วนน้อยที่คิดจะนำ “องค์ความรู้” เหล่านั้นมาเผยแพร่สู่กลุ่มผู้ประกอบการ ความเป็นจริงคือนักวิชาการเพียงแค่เก็บงานวิจัยใส่แฟ้ม แต่คนที่กล้าลุยกล้าลงมือสร้างอะไรจริงๆ ก็คือฝั่งผู้ประกอบการ ดังนั้น ภาครัฐน่าจะสร้างช่องทางหรือเวทีเพื่อให้คนสองกลุ่มนี้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันมากขึ้น

5. กฏเหล็กของ “อย.” ไม่เอื้อต่อ SME ทุกวันนี้ อย.บังคับใช้กฎการผลิตอาหารของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับภาค SME โดยไม่ได้ประยุกต์ให้เหมาะสม (กับขนาดธุรกิจและทุนที่ต่างกัน) สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ หมดโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก ยกตัวอย่างเช่น ข้อบังคับเรื่องการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูง ก็ทำให้ SME ที่ผลิตอาหารดีๆ หลายราย ไม่ได้รับเครื่องหมาย อย. (เพราะไม่มีเงินทุนซื้อเครื่องจักรใหญ่) เมื่อไม่ผ่านอย. ช่องทางการขายของเขาก็ลดลง ธุรกิจก็ไม่อาจเติบโตไปได้ไกลกว่านั้น

ประเด็นปิดท้าย
AEC ถือเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ถ้าผู้ประกอบการไทยตั้งตัวทัน รุกได้เร็วก็ดีไป แต่ถ้าช้าเฉื่อยรับลูกไม่ทัน นั่นก็อาจหมายถึงวิกฤต ซึ่งคุณรัญจวนก็ได้ฝากแนวคิดบู๊ๆ ก่อนจากกันไว้ว่า “หากเกิดวิกฤตหนักก็น่าจะดี เพราะจากที่เราเคยหลงตนว่าเมืองไทยนี้ดีนักหนา มันก็ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง (และประเทศชาติ) กันแบบถอนรากถอนโคนเสียที”

ข้อมูลการติดต่อ
Web : Murrah Dairy Co., Ltd.

อ้างอิง :
Murrah Dairy


« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-10
  • Resource: www.tcdcconnect.com