Creative Knowledge

« Back to Result | List

ตอบโจทย์ AEC : นวัตกรรมอาหารเพื่อ “ครัวไทยสู่อาเซียน” โดย ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ แห่ง Innovative House

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่รัฐบาลชูธงในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2555 (หรือ THAIFEX – World of ASIA 2012) ครั้งที่ผ่านมา ช่วยตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการผลิตและการค้าสินค้าอาหารของไทย ด้วยว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีสินค้าในหมวดอาหารส่งออกไปยังทั่วโลกทำรายได้จำนวนมหาศาลเฉลี่ยปีละกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2560) ที่ว่ากันว่า มูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะสูงขึ้นถึง 2 ล้านล้านบาทต่อปี


สถาบันอาหาร (Nation Food Institute) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มองว่า AEC จะเป็นโอกาสอันดีของภาคอุตสาหกรรมอาหารไทย เพราะเมื่อ GDP ของแต่ละประเทศสูงขึ้น ผู้บริโภคก็จะมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ชัดเจนว่าภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีศักยภาพพื้นฐานที่ดี แค่ต้องรู้จักดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ อาทิเช่น
- เน้นการสร้างแบรนด์จากแก่นความสามารถ (Core Competency)
- เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างสรรค์คุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ (Value Creation)
- เร่งสำรวจถึงความต้องการของตลาดอาเซียนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค
- บริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้


อย่างไรก็ดี จากการสำรวจความพร้อมของผู้ประกอบการอาหารไทยในการรับมือกับ AEC (โดยสถาบันอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย) พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 78 ราย (จำแนกตามขนาดธุรกิจ) ธุรกิจขนาดใหญ่และกลาง (L&M) มีความพร้อมประมาณร้อยละ 50 ในขณะที่กลุ่มย่อย (SME) ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่พร้อม” (ร้อยละ 83.3) โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ ขาดข้อมูลความรู้เชิงลึก, ขาดความเข้าใจในเรื่องกฎหมายและมาตรการด้านภาษี ฯลฯ ผลการสำรวจดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามสำคัญที่ว่า “ผู้ประกอบการอาหารไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันมากน้อยแค่ไหนในวันที่ AEC เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ”

ผศ.ดร. บัณฑิต อินณวงศ์ ในฐานะผู้ประสานงานชุดโครงการ “การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร” ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “บ้านแห่งนวัตกรรม” หรือ “Innovative House” ได้นำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับนวัตกรรมอาหารให้ TCDCCONNECT ฟังในบ่ายวันหนึ่งว่า

“ผมมองว่าอาหารไม่ใช่แค่ของกินครับ แต่เป็น Speechless Product ที่สื่อสารอะไรบางอย่างกับคนได้ โดยที่มันไม่ต้องพูดหรือออกเสียงด้วยซ้ำ”

อาจารย์บัณฑิตเล่าให้ฟังถึงที่มาของ “บ้านแห่งนวัตกรรม” หลังนี้ว่า เกิดจากความต้องการในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขและปรับปรุงภาพลักษณ์เดิมของชุดโครงการ SMEs (ภายใต้ฝ่ายอุตสาหกรรมของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว.) ซึ่งเคยถูกปรามาสจากผู้ประกอบการว่า “ยุ่งยาก ย้อนยุค ชักช้า และ เละเทะ” โดยได้นำกรอบแนวคิด Shift & Go Beyond Boundaries มาช่วยสร้างสรรค์ระบบการทำวิจัยรูปแบบใหม่ให้มีความคิดนอกกรอบ เพื่อพิสูจน์ให้ผู้ประกอบการเห็นว่า
สินค้าที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์เมื่อนำมาผนวกกับนวัตกรรมจากการวิจัยนั้น (Product + Innovation + Knowledge) มีโอกาสน้อยมากที่จะเจอทางตัน เพราะมันสามารถถูกต่อยอดเป็นมูลค่าใหม่ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ ดังเช่นสินค้าหลายต่อหลายรายการที่ Innovative House ได้สร้างสรรค์ขึ้น

Innovative House คืออะไร
อจ.บัณฑิต เล่าว่า Innovative House คือ หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ถือเป็น “ชุดโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร” ที่มุ่งเน้นเรื่องของการพัฒนาและช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก โดยชื่อของ Innovative House ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ให้มีความร่วมสมัยในการติดต่อประสานงาน ตลอดจนใช้เป็นสัญลักษณ์ในการรับรองคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านกระบวนการทำงานกับทางหน่วยงานด้วย


“เราคือนักสร้างบ้าน แต่บ้านของเราคือบ้านที่ทำจากอาหาร ไม่ใช่บ้านที่ทำจากอิฐจากปูน” อจ.บัณฑิตกล่าวสรุป

ทฤษฎี FC2 = Food x Culture x Creativity
อจ.บัณฑิตเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “คุณค่าของการทำธุรกิจอาหารไทยอยู่ที่ตรงไหนกันแน่?” โดยอาจารย์มีมุมมองว่า “อาหารไม่ใช่แค่เรื่องของการกินให้อิ่มท้อง แต่ต้องเสพด้วยตาก่อน คือเห็น ‘ความงาม’ มาก่อน จากนั้นจึงค่อยตามมาด้วยเรื่อง ‘รสชาติ’ และ ‘ความอิ่มท้อง’ ในท้ายที่สุด พูดง่ายๆ คือมันเป็นเรื่องของ ‘กิเลสมาร์เก็ตติ้ง’ นั่นเอง”

“สิ่งที่เราค้นพบก็คือ การเพิ่มมูลค่าด้วยการใส่คุณค่าในเรื่องต่างๆ เข้าไป ทั้งเรื่องของวัฒนธรรม เนื้อหาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ มันคือทฤษฎีที่เรียกว่า FC2 = Food x Culture x Creativity ซึ่งภายใต้กลไกการพัฒนาของ Innovative House จะต้องนำไปสู่ผลลัพธ์แบบ วิจัยได้ - ขายจริง”
Reverse Engineering : สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารด้วยวิศวกรรมย้อนรอย


“สมัยก่อนเราเป็นนักวิทยาศาสตร์เกินไป คือเราจะมีระบบคิดแบบ เราจะทำอะไร – เราจะขายอะไร – เราจะขายอย่างไร – เราจะขายที่ไหน เสร็จแล้วค่อยมาตอบโจทย์ว่าธุรกิจจะไปได้มั้ย? ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่เวิร์ค เพราะเราไม่เคยมองเลยว่า…อนาคตผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร?”

“ปัจจุบันเราจึงหันมามองแบบย้อนกลับ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานในลักษณะ Backward Conceptual Approach ร่วมกับแนวคิดเดิม (Forward Conceptual Approach) ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างงานวิจัยในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อให้เกิดรูปแบบการคิดที่เรียกว่า
‘วิศวกรรมย้อนรอย’ (Reverse Engineering) ซึ่งมีทิศทางและสามารถนำไปใช้งานได้จริง เกิดระบบการแก้ไขปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในระดับ SME ได้อย่างแท้จริง”

สร้างสรรค์สินค้าด้วย “โมเดลธุรกิจแมว 9 ชีวิต”
อจ.บัณฑิตกล่าวว่า กระบวนการวิจัยแท้ที่จริงแล้วก็คือกระบวนการพัฒนาคน ทั้งตัวผู้ประกอบการและทีมงานของ Innovative House โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่
1. การวิจัยด้านการตลาด : เพื่อตอบคำถามว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย ใครคือลูกค้า
2. การวิจัยด้านการออกแบบ : หมายถึงการส่งผ่านความคิดที่สอดคล้องกันระหว่าง “ตลาด” กับ “โปรดักท์” ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบภาพลักษณ์ ตราสินค้า หรือโลโก้ เท่านั้น
3. วิจัยด้านตัวโปรดักท์ : แนวคิดหลักของวิศวกรรมย้อนรอยคือ “ทำได้ – ขายได้ – ธุรกิจดำเนินไปได้” ฉะนั้นการทำวิจัยนี้ต้องเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “เราจะทำอย่างไร” ก่อนเป็นอันดับแรก ในการนี้ Innovative House ใช้โมเดลที่เรียบง่ายที่สุด นั่นก็คือ “โมเดลข้าวแกง” เพราะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน และถูกใจคนทุกระดับ สามารถปรับเปลี่ยน (Tailor Made) ให้ตรงใจลูกค้าได้ตลอดเวลา (ถือเป็นโมเดลธุรกิจแบบแมวเก้าชีวิต ทำยังไงก็ไม่เจ๊ง เพราะเมื่อเอาแก่นความรู้มาวางเรียงกัน ก็สามารถ Tailor Made ให้ถูกใจลูกค้าได้เลย)


AEC กับ SME อาหารไทย
ในส่วนนี้ อจ.บัณฑิต แนะว่า ธุรกิจขนาดย่อมต้องหัดทำงานที่เน้น “การกระจายตัว” เพื่อให้เกิดการไหลของวัตถุดิบ การกระจายแรงงาน การกระจายรายได้ ฯลฯ ในขณะเดียวกัน อีกกลยุทธ์ที่สำคัญก็คือ “การรวมกลุ่ม” ของผู้ประกอบการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและประสานผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อรองแลกเปลี่ยนสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ ตลอดจนเรื่องของ “การปรับตัว” เพื่อสร้างสมดุลทางธุรกิจและสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้

ผู้ประกอบการ SME อาหารไทยควรเบนเข็มสู่เส้นทาง “กลุ่มธุรกิจสีขาว” (White Business) ที่จะสร้างประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยมี Innovative House เป็นฝ่ายสนับสนุนช่วยเติมเต็ม “ความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม” ให้ผ่านกระบวนการวิจัย หนทางนี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่ตอบรับกับความต้องการของ AEC ที่กำลังจะมาถึงได้

ก่อนจากลากันในวันนั้น อจ.บัณฑิตกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “Innovative House เปรียบได้กับหลุมดำที่ดูดเอาความรู้ กระบวนการทางความคิด และทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป และในที่สุดก็คายมันกลับออกมาเป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นหากคุณคิดว่าเรามีศักยภาพพอที่จะช่วยเหลือคุณได้ เราก็ยินดี เพราะเราเชื่ออย่างยิ่งว่าการทำวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นจะช่วยให้ทุกคนและทุกฝ่ายได้รับความรู้เพิ่มขึ้น นี่คือเส้นทางการแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมที่อย่างยั่งยืนที่สุด”

ข้อกังขาในการเปิดรับตลาดอาเซียนของผู้ประกอบการอาหารไทย

1. ในอดีตนั้นตลาดอาเซียนถือว่ามีกำลังซื้อต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น หรือยุโรป ส่งผลให้ความพยายามส่งออกสินค้าไปยังตลาดย่อยๆ นี้ไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยเฉพาะกับสินค้าที่เน้นมูลค่าเพิ่ม

2. ผู้ประกอบการไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “ตลาด AEC” ทำให้ขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอาเซียนอย่างแท้จริง

3. ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมขนส่ง) ไม่เอื้อต่อความสะดวกของธุรกิจ ทำให้ประสิทธิภาพในการ “เชื่อมโยงภูมิภาค” ยังอยู่แค่ช่วงเริ่มต้น

4. แม้ปัญหาด้านภาษีศุลกากรจะลดบทบาทลงไปมากแล้ว แต่หลายประเทศในอาเซียนก็ยังมีอุปสรรคด้านการค้าที่มิใช้ภาษี (NTBs) ซึ่งจุดร่วมในการลดอุปสรรคเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน

ข้อมูลการติดต่อของ Innovative House
Web : Innovative House.org
Facebook : Innovative House

เครดิตข้อมูล :
- สำนักประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการส่งออก
- หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
- ประชาคมวิจัย ฉบับที่ 103 หน้า 17
- หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย
-
www.thai-aec.com

« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-12
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง