Creative Knowledge

« Back to Result | List

ตอบโจทย์ AEC : Suit Select โดยณรงค์ เลิศกิตศิริ อุตสาหกรรมแฟชั่นกับโอกาสที่ต้องสร้าง

เรื่องและภาพ : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

เมื่อเอ่ยถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอในบ้านเรา ก็คงจะข้ามชื่อของ ณรงค์ เลิศกิตศิริ ไปไม่ได้ เขาคนนี้คือประธานของ บริษัทโทเร อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และผู้อำนวยการบริษัทเท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง “PASAYA”

ในชีวิตของคุณณรงค์นั้น เขาได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไว้มากมาย ทั้งในแง่ของการทำงาน ความทุ่มเท ระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีกับองค์กร รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า จะว่าไปแล้ว ณรงค์ เลิศกิตศิริ ถือเป็นคนต่างชาติคนแรกที่บริษัทโทเรฯ (บริษัทสิ่งทออันดับหนึ่งของญี่ปุ่น) อ้าแขนต้อนรับหลังจากที่เขาจบการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโซเฟีย (สาขาการตลาดระหว่างประเทศ)

TCDCCONNECT ติดต่อขอสัมภาษณ์ ณรงค์ เลิศกิตศิริ ในโอกาสที่เขาเปิดตัวธุรกิจแฟชั่นใหม่ภายใต้แบรนด์ “Suit Select” ซึ่งคุณณรงค์ร่วมก่อตั้งกับบริษัท Konaka แบรนด์เก่าแก่ของญี่ปุ่นด้านการผลิตชุดสูท อย่างไรก็ดี กับแบรนด์ Suit Select นี้ คุณณรงค์ได้พลิกภาพลักษณ์ของสูทดั้งเดิมสู่ความร่วมสมัย เพื่อเตรียมตัวต้อนรับการเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558

T/C : อะไรคือแรงผลักดันให้คุณตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดแฟชั่นเสื้อสูท และอัตลักษณ์ของแบรน์ Suit Select นี้คืออะไร
ณรงค์ : ตลอด 30 ปีที่ผมอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ มิตรภาพทางธุรกิจที่เกิดจากความซื่อสัตย์ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก นี่คือสาเหตุที่ทายาทรุ่นที่สามของ Konaka เลือกติดต่อผมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด นำไปสู่การร่วมมือกันสร้างแบรนด์ Suit Select ขึ้นมาครับ

หลายท่านอาจไม่เคยทราบว่าในชุดสูทคุณภาพตัวหนึ่งนั้น เราต้องใช้แพทเทิร์นผ้าไม่ต่ำกว่า 150 ชิ้น และจะต้องผ่านฝีเย็บของช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ผู้ใส่รู้สึกสบายตัวมากที่สุด ซึ่งกับแบรนด์ Suit Select นี้เราคิดจะปฏิวัติรูปแบบของเสื้อสูทชั้นดีทั้งหมด มันจะเป็นสูทแนวใหม่ที่ฉีกกฎความจำเจ และให้ความสนุกสนานกับลูกค้าตั้งแต่การเลือกไปจนถึงการสวมใส่ ที่สำคัญคือ มีระดับราคาที่สมเหตุสมผลด้วย

ปัจจุบันเราแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “Silver Line” สูทรูปทรงคลาสสิกที่มีความ High Traditional เป็นพื้นฐาน แต่เราเพิ่มความพิเศษให้กับตัววัตถุดิบและเพิ่มความใส่ใจในทุกรายละเอียด ส่วน “Black Line” จะเป็นสูทแนว High Contemporary ผสมผสานเทรนด์สมัยใหม่เพื่อให้ผู้สวมใส่สัมผัสถึง “ความพอดี” ที่แม้จะเข้ารูปแต่ก็คล่องตัวสูง

T/C : คุณมองว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะส่งผลอย่างไรกับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย
ณรงค์ : สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว AEC คือ การเปิดโอกาสให้กับตลาดใหม่ที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม (10 ชาติรวมเป็นหนึ่งเดียว) และเมื่อฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น โอกาสการขยายตัวทางภาคธุรกิจก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นด้วย แต่ทุกอย่างจะไม่สามารถเติบโตได้เลยถ้าเราไม่พัฒนาคุณภาพของบุคลากรครับ

แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วไทยเราจะเป็นประเทศที่มีรสนิยมการแต่งตัวดี (เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน) แต่ข้อเสียของเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศ ก็คือ เขาไม่มีความอดทนในการทำงาน คุณจะเห็นว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้เปลี่ยนที่ทำงานบ่อยมาก ไม่สู้งาน อยากทำงานสบายแต่ได้ค่าตอบแทนสูง ซึ่งผมว่ามันเป็นค่านิยมที่ผิด

ส่วนในภาคการผลิตนั้น ไทยเราได้เปรียบเรื่องคุณภาพแรงงานที่มีความละเอียดอ่อน ฝีมือเยี่ยม เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือพม่าแล้ว แม้เขาจะมีค่าแรงต่ำกว่าแต่คุณภาพงานฝีมือที่ต้องการความเนี้ยบก็ยังสู้เราไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรประมาทครับ เพราะถ้าเราทำได้ วันหนึ่งชาติอื่นเขาก็อาจพัฒนาขึ้นมาแข่งได้เช่นกัน

T/C : อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางของแฟชั่นเสื้อสูทได้
ณรงค์ : แบรนด์ Pasaya ที่มีชื่อเสียงระดับโลกตอนนี้ก็เติบโตจากเมืองไทยนี่ครับ ดังนั้น ผมคิดว่าเรามีประสบการณ์ค่อนข้างสูงทั้งในเรื่องการออกแบบและการบริหารจัดการ ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นศูนย์กลางแฟชั่นได้ ทั้งในแง่ของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การตัดเย็บ โลจิสติกส์ การค้าปลีก ฯลฯ

หลายคนบอกผมว่าเมืองไทยร้อน ไม่ค่อยมีใครใส่สูทหรอก แต่เมื่อผมถามกลับไปว่าแล้วคุณมีสูทรึเปล่า? คำตอบที่ได้คือ ชายไทยส่วนใหญ่ก็จะมีสูทอย่างน้อยหนึ่งชุดเอาไว้ใส่ออกงานสำคัญๆ อย่าลืมนะครับว่าคนไทยมีรสนิยมด้านการแต่งตัว แต่ปัญหาหลักที่เราเผชิญทุกวันก็คือ เรื่องการจราจรและสภาพอากาศร้อนชื้น นั่นทำให้การใส่สูทไม่ค่อยสอดคล้องกับการใช้ชีวิตปะจำวันเท่าไหร่

แต่สำหรับผม ปัญหาแค่นี้ไม่ใช่ทางตัน เพราะ “Impossible is Possible” ครับ เราจงเรียนรู้ในความเป็นไปไม่ได้ เข้าถึงและทำความเข้าใจกับปัญหาที่แท้จริง กระบวนการนี้จะทำให้เราได้องค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา

ข้อได้เปรียบด้านตัวสินค้าคือ Suit Select พัฒนาขึ้นจากฝีมือนักออกแบบชื่อดังชาวญี่ปุ่น Mr. Sato Kashiwa ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ Uniqlo ในขณะที่โครงสร้างร่างกายของชาวอาเซียนมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่าอาเซียนนี่แหละจะเป็นตลาดที่โดดเด่นของผม มันน่าจะขยายตัวได้ง่าย และประเทศไทยเราก็มีความลงตัวทุกด้านที่เป็นศูนย์กลางของแฟชั่นเสื้อสูทในแถบภูมิภาคนี้

สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ เรื่องระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะในสาขาออกแบบสร้างสรรค์ เพราะถ้าภาคอุตสาหกรรมขยับตัวเต็มร้อย แต่ภาคการศึกษาไม่สามารถตอบสนองเรื่องการผลิตบุคลากร (ที่มีคุณภาพพอ) ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหนเราก็คงไม่สามารถจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับได้

นี่คือสาเหตุหลักที่เราตัดสินใจส่งบุคลากรคนไทยไปเรียนรู้กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยแต่ละคนจะใช้เวลาฝึกอบรมประมาณ 6 เดือน เพื่อให้มีประสบการณ์ในระดับมาตรฐานสากล ผมคิดว่ากลยุทธ์นี้จะเป็นแรงส่งให้แบรนด์ Suit Select มีความแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะยาวครับ

T/C : ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนทางด้านใดบ้าง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานะศูนย์กลางสิ่งทอและแฟชั่นของอาเซียน
ณรงค์ : เมื่อเราอยากเป็นศูนย์กลาง เราต้องไม่พูดแต่ปาก แต่ต้องทำให้มันจับต้องได้จริง ทำตั้งแต่ต้นน้ำทั้งในส่วนของวัตถุดิบ การผลิตผ้า รูปแบบการทอผ้า ฯลฯ ปลูกฝังให้ทุกภาคส่วนรู้จักการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ทอผ้าสวยๆ ขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วจบ ไม่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นได้เลย

นอกจากนั้น ผมว่าภาครัฐควรสร้างเวทีให้นักสร้างสรรค์ไทยได้แสดงศักยภาพในตลาดโลกมากขึ้น รวมทั้งควรกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ให้ชัดเจน (ว่าจะผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางแฟชั่นได้อย่างไร) ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายพร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มร้อยครับ

และที่ผมขอย้ำอีกครั้งก็คือเรื่องนโยบายด้านการศึกษา รัฐต้องสร้างบุคลากรคุณภาพด้านสิ่งทอให้มากขึ้น อาจจะสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักออกแบบระดับโลกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อันจะเป็นหนทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้อย่างรวดเร็ว

ผมยกตัวอย่างงาน OTOP ของประเทศฟิลิปปินส์ที่แม้จะเกิดขึ้นหลังเราแต่เขาไปดึงนักออกแบบชื่อดังจากยุโรปมาร่วมงานด้วย ซึ่งนั่นทำให้ OTOP ของเขาสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้มากขึ้น ที่งาน Maison et Objet ในฝรั่งเศส มีสินค้า OTOP จากฟิลิปปินส์ถึงกว่า 70% เมื่อเทียบกับสินค้าต่างชาติทั้งหมด ผมว่านี่คือกลยุทธ์การพัฒนาที่เราต้องเรียนรู้ครับ

T/C : ธุรกิจสร้างสรรค์ไทยต้องปรับตัวอย่างไรให้ทันยุค AEC
ณรงค์ : เริ่มต้นจากการคิดใหม่ทำใหม่ครับ อย่าลืมว่าแม้เราอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่เราก็สร้างความแตกต่างจากกันได้ คำว่าแตกต่างนี้ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องสร้าง “ของแปลก” แต่คุณต้องนำ “ความคิดที่แตกต่าง” มาต่อยอดเป็นธุรกิจให้ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะทุกอย่างไม่มีจุดสำเร็จ ถ้าคุณคิดว่าสำเร็จเมื่อไหร่ คุณก็จบทันที

ที่สำคัญจงอย่าลืมขัดเกลาทักษะและพัฒนาความสามารถของตนเอง รู้ให้ลึกรู้ให้จริงในสิ่งที่ทำอยู่ พร้อมแสวงหาในสิ่งที่เรายังขาดไป บางครั้งแม้เรามีเครื่องจักรแค่หนึ่งตัวแต่ถ้าเราสามารถพลิกแพลงหรือหาอุปกรณ์เล็กน้อยมาเสริมให้มัน เพื่อให้เราได้รูปแบบหรือกระบวนการผลิตใหม่ๆ เราก็อาจจะสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้าหรือแบรนด์ของเราได้แล้วนะครับ

ประเด็นเด่น
- “ความเป็นไปไม่ได้ คือ ความเป็นไปได้” จงเรียนรู้ถึงสาเหตุของความเป็นไปไม่ได้เพื่อให้เราเข้าใจถ่องแท้ถึงปัญหาและนำมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ เราอาจสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมาในวันหนึ่ง
- เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแฟชั่นอาเซียนได้อย่างครบวงจร การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในด้านการผลิตวัตถุดิบ การพัฒนากระบวนการผลิต หรือการต่อยอดผลงานสู่ธุรกิจสร้างสรรค์
- จงสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับธุรกิจ มันอาจไม่ต้องแปลกแหวกแนวก็ได้ ขอแค่เป็นความแตกต่างที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับธุรกิจของเราได้ก็พอ

ข้อมูลการติดต่อ
Web :
Suit Select สูทซีเล็ค
Facebook : Page - SUIT SELECT (THAILAND)


อ้างอิง :
Suit Select


« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-02
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี