Articles

« Back to Result | List

ทฤษฎีหางยาว (The Long Tail) พลังแห่งปัจเจกนิยม

longtail.jpg

The Long Tail หรือทฤษฎีหางยาว เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายข้อมูลทางสถิติซึ่งมีมานานแล้ว แต่กลับมาโด่งดังอีกครั้งเมื่อ Chris Anderson บรรณาธิการนิตยสาร WIRED ได้เขียนบทความชื่อ "The Long Tail" ขึ้น โดยนำมาอธิบายปรากฏการณ์ในธุรกิจอี - คอมเมิร์ซที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน

ทฤษฎีหางยาวได้ชื่อมาจากกราฟที่มีรูปร่างหัวโตและหางยาว กราฟนี้เกิดจากความถี่ในการใช้ข้อมูลต่างๆ โดยข้อมูลที่มีการใช้บ่อยที่สุดจะอยู่ส่วนหัวโต ซึ่งมักจะมีปริมาณไม่กี่อัน ส่วนข้อมูลที่มีความถี่ในการใช้น้อยก็จะอยู่ถัดมาเป็นลำตัว ที่น้อยลงไปอีกก็จะอยู่ในส่วนหางที่ทอดยาวออกไป ซึ่งข้อมูลที่อยู่ในส่วนหางนี้จะมีปริมาณมากกว่าส่วนหัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเก็บข้อมูลร้านข้าวขาหมูในกรุงเทพฯ ร้านที่ขายดีเป็นที่นิยมจะมีความถี่ของคนที่มากินมากจนอยู่ตำแหน่งหัวกราฟซึ่งมีไม่กี่ร้าน ส่วนร้านที่มีความนิยมรองๆ ลงมาก็จะอยู่ที่ลำตัวเรื่อยไปจนถึงส่วนหาง ซึ่งแน่นอนว่าร้านที่อยู่ตรงหางนี้ก็จะมีมากมายเป็นร้อยๆ ร้าน

The Long Tail (http://www.wired.com/wired/archive/12.10/tail.html) บทความที่อธิบายทฤษฎีนี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 2004 ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตลาดกำลังจะย้ายตัวเองจากตลาดที่มียอดขายสูง (Mass Market) ไปสู่ตลาดที่มีความต้องการเฉพาะแต่ยอดขายไม่มาก (Niche Market) อันเนื่องมาจากศักยภาพของอี - คอมเมิร์ซ ที่เข้าถึงและรวบรวมความต้องการเฉพาะเล็กๆ น้อยๆ เข้าไว้ด้วยกันจนทำให้เกิดกำไรขึ้นมาได้ (ซึ่งก่อนหน้านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณเปิดร้านขายของชำ คุณก็จะคัดเลือกสินค้ากลางๆ ที่เป็นที่ต้องการของคนหมู่มากมาวางขาย เหตุเพราะต้องคำนึงถึงการสต็อคและการหมุนเวียนของสินค้า ร้านขายของชำทั่วไปจึงฝากอนาคตไว้กับของกลางๆ เหล่านั้น เพราะสินค้าที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงมากๆ นั้นยากที่จะทำกำไรให้ได้

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้น โลกออนไลน์จึงกลายเป็นตลาดใหม่ของระบบเศรษฐกิจ (ตลาดอี - คอมเมิร์ซ) ซึ่งในตลาดนี้ผู้ค้าสามารถวางขายสินค้าที่หลากหลายและมีความเฉพาะตัวสูงไปได้พร้อมๆ กัน โดยมั่นใจได้ว่า กลุ่มผู้ซื้อที่เหมาะสมจะสามารถเข้าถึงหน้าร้านออนไลน์นี้จากทั่วทุกมุมโลก

ด่านแรกที่ธุรกิจอี - คอมเมิร์ซฝ่าฟันผ่านไปได้คือ "หน้าร้านรีเทลและการสต็อคสินค้า" ยกอย่างร้านหนังสือในเว็บของ amazon ที่สามารถโชว์รายชื่อหนังสือมากมาย ไม่เฉพาะแต่หนังสือปกดัง แถมยังไม่ต้องคำนึงถึงการสต็อคสินค้าด้วย (เว็บจะสั่งหนังสือก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเท่านั้น) เมื่อ amazon ลองจัดทำสถิติยอดขายหนังสือทางเว็บของตน ปรากฏว่า ยอดรวมของความต้องการเล็กๆ ต่อสินค้าส่วนหางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักนั้นกำลังเติบโตขึ้นทุกวัน จนมียอดจำหน่ายรวมที่ทัดเทียมหรือบางครั้งก็ชนะยอดขายของสินค้าสุดฮิตไปได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนเว็บของ amazon นี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นพลังของความต้องการเฉพาะบนโลกออนไลน์ ที่ทำให้ข้อจำกัดทางการค้าถูกทลายลงได้

longtail2.jpg

อย่างไรก็ตาม โจทย์ยากข้อหนึ่งที่พ่วงมากับทฤษฎีหางยาวนี้ก็คือ "จะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าที่ทอดยาวออกไปตลอดความยาวของหางได้" หลายๆ เว็บพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่กรองข้อมูลผู้ใช้ว่ามีความนิยมอย่างไรบ้าง จนได้ออกมาเป็นฟังค์ชั่นการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่น ในเว็บของ amazon เราคงจะคุ้นเคยกับฟังก์ชั่นการนำเสนอสินค้ากลุ่มเดียวกันที่บอกว่า "ลูกค้าที่ซื้อเพลงอัลบั้มนี้ มักซื้ออัลบั้มนี้ไปด้วย" เป็นต้น หรือในเว็บขายสินค้าดีไซน์จากทั่วโลกอย่าง thisnext.com ก็เช่นกัน ถ้าคุณคลิกดูรายละเอียดของแจกันอันหนึ่ง เว็บจะแสดงข้อความว่า "คุณนี่รสนิยมดีจัง ถ้าคุณชอบชิ้นนี้ คุณก็น่าจะชอบงานเหล่านี้ด้วย" จากนั้นก็แสดงผลสินค้าตัวอื่นๆ ขึ้นมาด้วย แค่นี้สินค้าที่อยู่ปลายแถวก็จะโชว์ตัวให้ลูกค้าคนเดิมได้เลือกช้อปต่อเป็นที่เรียบร้อย

ทุกวันนี้ รสนิยมของผู้คนมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีอินเตอร์เน็ตอันทรงพลังมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนกระแสอีก ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการค้าแบบ Niche Market เติบโตขึ้นแบบทบเท่าทวีคูณ ทฤษฎีหางยาวในแง่มุมของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซนี้คือ การมองช่องโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการตัวเล็ก (ไม่ว่าจะซื้อมาขายไป หรือออกแบบผลิตเองก็ตาม) เพราะมันได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า หากเราสามารถมัดใจกลุ่มลูกค้า (นอกกระแสหลัก) พวกนี้ได้เหนียวแน่น ธุรกิจของเราก็มีทางไปต่อแน่นอน


« Back to Result

  • Published Date: 2009-03-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com