Creative Knowledge

« Back to Result | List

The School of Life : ช้อปปิ้งความรู้ เปิดประตูชีวิต

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

school

เคยไหมที่คุณรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว เหม่อมองไปบนท้องถนน ในหัวมีแต่คำถามๆๆ คุณเดินอยู่บนเส้นทางเดิมๆ แก่ลงทุกวัน แต่หัวใจยังคงเคว้งคว้าง รอคำตอบที่คุณตอบเองไม่ได้ ...ชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่อะไรที่น่าพิศมัยนัก

มนุษย์ทุกคนมองหาทางออกให้กับคำถามที่เผชิญอยู่ หลายคนคิดอยากกลับไปเรียนอีกครั้ง (แต่แล้วจะเอาอะไรกิน) อยากลองหาหมอโรคจิต (แต่ก็กลัวจะบ้ากว่าเดิม) ลองระบายกับเพื่อนฝูง (เพื่อนก็บ้าพอๆ กัน) ทำไงดีล่ะ... จิตใจอันว้าวุ่นของคุณจะหันไปทางไหนดีหนอ?

นั่นเองคือ จุดกำเนิดของ The School of Life บริการรูปแบบใหม่ที่เสนอแนวคิดและทางเลือกที่แตกต่างให้กับมนุษย์เมืองยุคนี้ โรงเรียนนี้เขาบอกว่า

"คุณสามารถเดินทางค้นหาขุมทรัพย์ทางปัญญาของตนเองร่วมกับพวกเขาได้"
The School of Life เปิดตัวขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว (กันยายน 2008) ณ ถนนเส้นเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่าน Bloomsbury ของลอนดอน มีหน้าร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามน่าประทับใจ ดูเหมือนร้านบูติกเท่ๆ ที่มีเภสัชกรจ่ายยาให้คนสมองบวมด้วย

เพียงแค่คุณเดินเข้าไปในร้านพร้อมอธิบายอาการป่วย เช่น "ซึมเศร้าในวันอาทิตย์ตอนเย็น" คนขายที่นี่สามารถแนะนำวิธีถอนพิษเจ๋งๆ จากชั้นหนังสือให้คุณได้ โดยเขาอาจหาหนังสือดีๆ สักเล่มที่จะช่วยเยียวยาอาการดังกล่าว หรืออาจชักชวนคุณวางแผนวันหยุดสุดสัปดาห์แบบสร้างสรรค์มากขึ้น

หรือถ้าคุณกำลังอาการหนักเพราะ "รักเขาข้างเดียว" เจ้าหน้าที่สามารถแนะนำให้คุณสมัครเรียนคอร์สสุดสัปดาห์ในหัวข้อ "ความรัก" ที่อาจมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็กซ์บำบัด และหลวงพ่อจากวัดสักแห่งมาช่วยกันประสาทความรู้จรรโลงจิตวิญญาณ ให้คุณค้นหาทางออกให้กับตัวเองได้ (ราคา £195)

โซฟี ฮาวเวิร์ธ (Sophie Howarth) อดีตภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ Tate ในลอนดอน ผู้ก่อตั้ง The School of Life เผยถึงแนวคิดของธุรกิจสร้างสรรค์ชิ้นนี้ว่า

"สิ่งที่เราเสนอคือ เครื่องมือหรือวิธีการที่นำเอาปรัชญาต่างๆ มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในบริบทของชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องความรัก ครอบครัว การเมือง การงาน และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์"

school

"คอร์สต่างๆ ถูกออกแบบขึ้นอย่างจริงจัง ผ่านการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ เพื่อตอบคำถามคาใจที่ทำให้มนุษย์สมัยนี้นอนไม่หลับกัน

...เซ็กซ์สำคัญแค่ไหนในชีวิตค่ะ? ประชาธิปไตยเหมาะแล้วกับสังคมเราจริงๆเหรอ?
เรื่องเหล่านี้พวกเรามักรู้ดีในหลักการ แต่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร"

โซฟี เน้นว่า The School of Life ต้องการโฟกัสไปที่เรื่องราวของชีวิตซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในทุกๆ วัน และเป็นเรื่องที่การศึกษาในโรงเรียนไม่สามารถให้คำตอบกับคุณได้

"ไม่ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหนในปีนี้ ยังไงผู้คนก็ยังต้องการมีความรักที่ดี ต้องไปทานข้าวสรรสรรค์กับครอบครัว ต้องตื่นเช้าไปทำงานที่ไม่รู้ว่าตนอยากทำจริงรึเปล่า..."
มันเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในมนุษย์ทุกคน เป็นความต้องการเชิงนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรมแบบปัจจัยสี่

และด้วยความที่บางหัวข้ออย่างเช่น การเมือง ความตาย หรือความรัก เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส The School of Life จึงอยาก "ดีล" กับมันด้วยวิธีการและบรรยากาศที่เบาสบายขึ้น ส่งผลให้การตกแต่งและนำเสนอสินค้าภายในร้านมีความสวยงามและติดตลกอยู่มาก อาทิ คุณอาจพบหุ่นตัวจิ๋วของนักวิชาการสาขาต่างๆ บรรจุใส่ขวดโหลขาย (ราคา £5) บริเวณหน้าร้าน ก่อนที่คุณจะพบกับเมนูการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ราคา £50) เป็นต้น

อีกบริการหนึ่งที่อาจเรียกว่า เป็นนวัตกรรมทางความคิดได้เลยก็คือ "การสนทนาในมื้ออาหาร" ที่จัดขึ้น ณ ร้านอาหารใกล้ๆ โรงเรียน โดยเมนูดินเนอร์แต่ละวันอาจเริ่มต้นด้วยคานาเป้กับคติพจน์ ต่อด้วยเมนคอร์สแห่งการค้นพบตัวตน และตบท้ายด้วยของหวานอย่างเปติโฟร์แห่งความเข้าใจ

โซฟีผู้ริเริ่มโครงการสร้างสรรค์อันนี้คงจะใช้คอนเน็กชั่นชั้นเลิศของเธอ (ในฐานะอดีตภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ Tate) รวบรวมทีมงานระดับเซียนจากหลากหลายสาขาอาชีพมาทำงานร่วมกับเธอได้ โดยแต่ละคนรับหน้าที่สร้างสรรค์และดำเนินกิจกรรมตามแต่ความถนัดของตนเอง อาทิเช่น นักเขียนดัง อัลเลน เดอ บอททอน (Alain de Botton) ที่จัดทัวร์เชิงปรัชญาไปเที่ยวสนามบินฮีทโธรว์ (Heathrow Airport) หรือ ช่างภาพใหญ่ มาร์ติน พาร์ (Martin Parr) ที่เพิ่งทำทริปถ่ายรูปไปยังเกาะไอส์ ออฟ ไวท์ (Isle of Wight) เป็นต้น

นอกเหนือจากบริการข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว โรงเรียนชีวิตแห่งนี้ยังทำอะไรมันส์ๆ อีกหลายอย่าง อาทิ "ชั่วโมงเทศนา" ที่คุณสามารถมาฟังคำสอนและถกปัญหาคาใจต่างๆ ของชีวิตยุคดิจิตอลได้ทุกเช้าวันอาทิตย์ หรือ บรรณานุกรมบำบัด (Bibliotherapy) ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวินิจฉัยพฤติกรรมการอ่านกับความต้องการที่แท้จริงของคุณ

ไม่น่าเชื่อว่าไอเดียสดใหม่เหล่านี้รวมอยู่ในร้าน ห้องเรียนเล็กๆ เพียงคูหาเดียวได้

ท้ายสุด โซฟี ฮาวเวิร์ธสรุปว่า "มันเป็นโปรเจ็กท์ที่บ้ามาก แต่ขณะเดียวกันก็มีเหตุผลที่สุดแล้ว"

"องค์ความรู้ของมนุษย์เราที่สะสมกันมายาวนานคือสมบัติส่วนกลางของทุกคน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเรา เราแค่ต้องหาวิธีใช้มันให้เกิดประโยชน์กับชีวิตในวันนี้เท่านั้นเอง"

ข้อมูลและภาพ : http://www.theschooloflife.com/

Trip : The School of Life คือตัวอย่างของร้านเล็กๆที่ขาย "ไอเดีย" ล้วนๆ ธุรกิจสร้างสรรค์แบบนี้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีหรือเงินลงทุนมหาศาล แต่ต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้
1.ความเข้าใจที่ถ่องแท้ในตัวมนุษย์และบริบทสังคม
2.หยิบยืมมรดกทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้เดิมๆ มาเป็นต้นทุน
3.เสริมพลังด้วยพันธมิตรทางสมอง (พันธมิตรคนทำงาน และ Network ที่ดี)
4.ใช้การออกแบบที่แยบยลกลั่นกรองและปรุงรสองค์ประกอบข้างต้นจนกลายเป็นนวัตกรรมใหม่
5.เอกลักษณ์ความแตกต่างคือการตลาดในตัวมันเอง (ตั้งแต่เปิดมาไม่กี่เดือน โรงเรียนชีวิตแห่งนี้ได้ Media Coverage ฟรีๆ ไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว)
6.QC ต้องดีจริงเพราะแม้แนวคิดจะเลิศเลอหน้าร้านจะสวยงามแค่ไหนหากลูกค้าสัมผัสไม่ได้ถึงคุณประโยชน์ของบริการจริงๆ ก็เท่ากับว่า "คุณขายแค่ลมปาก"

« Back to Result

  • Published Date: 2009-03-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง