Articles

« Back to Result | List

MBA ยุคใหม่ กับเทคนิคการสอนผู้ประกอบการธุรกิจให้เป็นนักคิดสร้างสรรค์

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

mba.jpg

ในอดีตก่อนยุควิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (ต้มยำกุ้งปี 1997) ใครที่ใฝ่ฝันอยากได้เงินเดือนแพง โบนัสหนัก ก็มักจะเลือกเรียนต่อโทสายบริหารธุรกิจ เอาให้ได้ปริญญา MBA สวยๆ สักใบ เพื่อเริ่มต้นอาชีพในอุตสาหกรรมการเงินที่แสนเฟื่องฟูในยุคนั้น

แต่มาวันนี้ อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิม ธุรกิจการเงินที่เคยอ้าแขนรับแรงงานแบบไม่อั้นในสมัยโน้นมีอันได้อันตรธานหายไป ความสำเร็จในอนาคตต่อจากนี้จะตกเป็นของนักบริหารความฝัน และผู้ชนะในเกมก็คือ คนที่สามารถจะทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้

คำถามคือ "แล้วการเรียน MBA ยังใช่เส้นทางสู่ความสำเร็จหรือไม่ มันจะสอนให้เราเป็นนักสร้างฝันได้หรือ"
โรงเรียนบริหารธุรกิจ หรือ B-School สมัยใหม่ในต่างประเทศมีนโยบายที่จะสร้างและพัฒนานักเรียนของตนให้เป็น "มนุษย์สร้างสรรค์" ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจหลักจาก Industrial Economy สู่ Creative Economy เป็นการยืนยันกับโลกภายนอกว่า การเรียน Master of Business Administration (MBA) นั้นจะ "ไม่ตกยุค" และ MBA ยุคใหม่นี้จะผลักดันให้คุณเติบโตเป็นผู้ประกอบการที่ทำได้และเป็นได้ ในหลายสิ่งหลายอย่างที่คนรุ่นก่อนคาดไม่ถึง

เริ่มต้นจากการกระตุ้นผลักดันให้นักเรียนบริหารธุรกิจฝึกหัด "คิดนอกกรอบ" คณาจารย์สมัยใหม่เชื่อว่า ความสามารถในการคิดนอกกรอบนี้ จะพัฒนาความสร้างสรรค์ในปัจเจกบุคคล ทั้งยังทำให้เราสามารถบริหารความสร้างสรรค์ของบุคคลอื่นได้ดีด้วย ซึ่งทักษะดังกล่าวข้างต้นคือคำตอบที่ตรงกับโจทย์ของโลกธุรกิจในอนาคต (The Creative Age) มากที่สุด

ลองมาฟังความคิดเห็นของนักการศึกษาจากหลายๆ สถาบันทั่วโลก รวมทั้งวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่ออัดฉีด "ความสร้างสรรค์" เข้าสู่กระบวนการคิดของ "นักบริหาร"

มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษอย่าง Lancaster University Management School เพิ่มรายวิชา creativity and innovation เข้าไว้ในหลักสูตร MBA และสอนโดยให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ Sabine Junginger

มุมมองของ Sabine คือ คนเรานั้นสร้างและออกแบบสิ่งใหม่ๆ กันอยู่ตลอดเวลา จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจใหม่หรืออาหารจานใหม่จากของเหลือในตู้เย็น มันก็มาจากกระบวนการคิดเดียวกัน แต่ปัญหาคือ เราไม่ค่อยได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความสร้างสรรค์ที่มีอยู่กันเท่าไรนัก

ในห้องเรียนของ Sabine เธอทดลองแจกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับนักเรียน MBA อาทิเช่น เครื่องครัว ที่เย็บกระดาษ ค้อน ฯลฯ และขอให้แต่ละคนจัดหมวดหมู่ให้กับสิ่งของเหล่านั้น เพื่อศึกษาถึงกระบวนการคิด การตัดสินใจ และตรรกะของตนเอง

"ดิฉันพยายามผลักดันให้นักเรียน MBA ฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์จนติดเป็นนิสัย โดยเริ่มต้นจากการทำให้พวกเขารับรู้ในกระบวนการคิดภายในสมองตนเอง"

ในขณะเดียวกัน ที่ Bristol Business School นักเรียน MBA ที่นั่นได้เรียนวิชา "การพัฒนาวิญญาณผู้ประกอบการ" Nicholas O'Regan อาจารย์ประจำวิชา strategy, entrepreneurship and innovation จาก Bristol Business School กล่าวว่าในปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่คิดอยากทำธุรกิจของตนเอง แทนที่จะไปเป็นลูกจ้างบริษัท ซึ่งค่านิยมในการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นในทุกที่ทั่วโลก (รวมทั้งในประเทศไทยเราด้วย)

"โดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนมีพลังความเป็นผู้ระกอบการอยู่แล้วในตัว แต่ถ้าคุณได้รับรู้และเข้าใจถึงพลังอันนั้นอย่างเหมาะสม คุณจะใช้มันสร้างประโยชน์ได้อีกมหาศาล"

Tudor Rickards อาจารย์วิชา creativity and organisational change แห่ง Manchester Business School ให้ความเห็นว่า นักเรียน MBA ส่วนใหญ่เข้ามาเรียนพร้อมภาพในหัวที่มีต่อตนเอง กลุ่มที่มาจากสายการเงินกับสายบัญชีชอบคิดว่า ตัวเองไม่มีหัวสร้างสรรค์เอาเสียเลย ต่างจากกลุ่มที่มาจากสายการตลาดหรือการขายที่ค่อนข้างเชื่อว่า ตัวเองมีความสร้างสรรค์อยู่แล้วในสายเลือด

"เราต้องช่วยให้นักเรียนหลุดพ้นจากข้อจำกัดทางความคิดที่ว่า ตนไม่ได้มีธรรมชาติเป็นคนสร้างสรรค์ ถ้าเราทำตรงนี้ไม่ได้ ก็ถือว่าเราล้มเหลวในฐานะอาจารย์วิชาบริหารธุรกิจ"

Shailendra Vyakarnam จาก Judge Business School มหาวิทยาลัย Cambridge มองว่า วิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นภาวะธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์ทุกคน แต่มักจะถูกบ่อนทำลายโดยปัจจัยแวดล้อมในสังคม นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าความสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนที่จะเป็นคนสร้างสรรค์หากได้รับการผลักดัน สร้างความมั่นใจ และมีตัวอย่างที่ดีๆ เป็นแรงบันดาลใจ

แนวคิดเรื่องการใช้ตัวอย่างสร้างแรงบันดาลใจของ Vyakarnam นี้เผอิญตรงกับวิธีการสอนของ Yoram Wind อาจารย์วิชา Marketing จากทาง Wharton School, the University of Pennsylvania โดย Yoram ใช้วิธีเชิญนักคิดและนักสร้างสรรค์ชั้นนำจากหลายสาขา มาเป็นวิทยากรรับเชิญในห้องเรียนของเขา อาทิ Bob Venturi และ Denise Scott Brown (สถาปนิก) หรือ Raph Koster (นักออกแบบเกม และ CCO แห่ง Sony Online Entertainment) เป็นต้น

Nina Godiwala นักเรียน MBA ปีสองคนหนึ่งให้ความเห็นหลังจากรับฟังการบรรยายว่า ข้อดีของการได้ฟังแนวคิดของนักคิดเก่งๆ ก็คือ นักเรียนจะเล็งเห็นความสำคัญของการเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ไม่มีความแน่นอน "เรารู้สึกว่าผู้ประกอบการสร้างสรรค์คือคนที่สามารถต่อสในโลกที่คาดการณ์อะไรไม่ได้เลย ซึ่งนักเรียน MBA ส่วนมากยังรับกับโจทย์แบบนี้ไม่ค่อยได้"

"บางครั้งนักเรียนบริหารก็ต้องออกไปผจญโลกแห่งความจริงข้างนอกบ้าง จะได้หัดคิดและเห็นอะไรๆ นอกกล่องสี่เหลี่ยมด้วย" ด้วยแนวคิดนี้ ศาสตราจารย์ Jim Patell จากมหาวิทยาลัย Stanford จึงส่งนักเรียนของเขาไปศึกษางานภาคสนามในต่างประเทศ เช่น ประเทศพม่า โดยนักเรียนบริหารธุรกิจจะถูกจัดเข้าร่วมทีมกับวิศวกร นักออกแบบ นักเรียนวิชาการศึกษา นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมทั้งนักเรียนวิชาวรรณคดีด้วย เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าในประเทศกำลังพัฒนา ผลงานชิ้นแรกจากคอร์สดังกล่าวคือ การก่อตั้งบริษัท Cosmos Ignite Innovations ผู้ผลิตระบบไฟฟ้าต้นทุนต่ำเพื่อใช้ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ

Patell กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดในระบบการศึกษาก็คือ การเรียนรู้ความผิดพลาด "ความผิดพลาดในเก้าครั้งแรกคือ แรงผลักดันให้เราทำมันสำเร็จได้ในครั้งที่สิบ มันไม่เป็นไรหรอก เพราะนี่คือโรงเรียน"

การเรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่างๆ จากหลายมุมมองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพัฒนาความสร้างสรรค์ ซึ่งโดยมากกระบวนการนี้จะต้องการคนหลายๆ ประเภทมาช่วยกัน MIT Sloan School of Business และ School of the Museum of Fine Arts ในกรุงบอสตัน (SMFA) จึงร่วมกันจัดเวิร์คชอป "Twenty-First Century Visual Arts for Business Leaders" จับคู่นักเรียนบริหารธุรกิจ 12 คนเข้ากับนักเรียนศิลปะให้ทำเวิร์คชอปร่วมกันในสามสาขา คือ แอนิเมชั่น หนังสือการ์ตูนดิจิตอล และการใช้สี

นักเรียนที่ร่วมเวิร์คชอปถูกแบ่งออกเป็นสองกลุุ่มให้วาดเรื่องการ์ตูนจากสองฝั่งมาบรรจบกัน กลุ่มแรกวาดจากตอนต้นเรื่อง อีกกลุ่มวาดจากตอนจบเรื่อง โดยห้ามปรึกษากันก่อน โดยทั้งสองกลุ่มจะสลับข้างกันไปเรื่อยๆ ในทุกๆ ช่องของสตอรี่บอร์ด ความท้าทายอยู่ที่นักเรียนจะต้องทำให้เรื่องจากทั้งสองฝั่งของสตอรี่บอร์ดมาบรรจบร้อยกันเป็นเรื่องเดียวให้ได้ Corey Halverson นักเรียนบริหารธุรกิจคนหนึ่งเล่าประสบการณ์จากเวิร์คชอปนี้ให้ฟังว่า "กลุ่มเราเริ่มวาดโยคีนั่งสมาธิอยู่บนเขา ในขณะที่อีกกลุมเขาวาดปลากระโดดพุ่งออกมาจากเครื่องบิน ...เราต้องคิดหนักมากว่าจะทำอย่างไรให้สองเรื่องนี้มันมาบรรจบกันตรงกลางให้ได้" โดยเขาเชื่อว่า บทเรียนจากเวิร์คชอปนี้จะมีประโยชน์กับการทำงานในอนาคต

"นักเรียน MBA ที่เคยเรียนรู้วิธีคิดแบบครีเอทีฟจะเป็นที่ต้องการขององค์กร เพราะ Creative thinking คือทักษะสำคัญที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่นๆ ในเศรษฐกิจยุคใหม่ครับ" แม้ตัวอย่างความเห็นและความเคลื่อนไหวในวงการศึกษาข้างต้นจะเป็นเพียงส่วนน้อยจากในต่างประเทศ แต่ค่อนข้างแน่นอนว่า มันเป็นแนวโน้มเชิงนโยบายของการพัฒนาผู้ประกอบการและนักบริหารยุคใหม่สู่ตลาดแรงงานโลก ซึ่งภาคการศึกษาของไทยเราก็ควรต้องปรับตัวเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญอันนี้ด้วย

เราเชื่อว่า สถาบันการศึกษาหลายแห่งในประเทศได้เปิดประตูต้อนรับมุมมองใหม่นี้กันไปบ้างแล้ว หากใครมีความคิดเห็นดีๆ หรือมีข้อมูลที่น่าสนใจอันเกี่วโยงต่อประเด็นนี้ ก็ขอเชิญ post comment เล่าสู่กันฟังบ้าง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมสร้างสรรค์ของเราในอนาคต


« Back to Result

  • Published Date: 2009-04-08
  • Resource: www.tcdcconnect.com