Articles

« Back to Result | List

Product for life มูลนิธิที่ก้าวสู่ผู้ประกอบการสังคม ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเพื่อพึ่งพาตนเอง

productlife2.jpg

จากเอ็นจีโอสู่ผู้ประกอบการสังคม - "Product for Life" โครงการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้พึ่งพาตนเอง

"การช่วยเหลือสังคมของมูลนิธิหรือองค์กรใดๆ นั้นจะดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อแต่ละองค์กรสามารถพึ่งพาตนเองได้..."
วิธีคิดดังกล่าวเป็นจุดกำเนิดขององค์กรการทำงานที่เรียกกันว่า "ผู้ประกอบการสังคม" พวกเขาไม่ใช่เอ็นจีโอ ที่ไม่แสวงผลกำไร (เงินหมุนเวียนมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาหรือจากกลุ่มองค์กรอื่นๆ อีกที) แต่ผู้ประกอบการสังคมแสวงผลกำไรด้วยตนเอง เพื่อนำรายได้นั้นไปดำเนินกิจการภายใน และกระจายผลกำไรไปยังชุมชนที่สนับสนุนช่วยเหลืออยู่ด้วย

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการสังคมที่ทำงานร่วมกับบ้านจิตตเมตต์ และ Norwegian Church Aid ให้การสนับสนุนแม่ผู้ติดเชื้อเอดส์ และลูกๆ ที่รวมตัวกันทำอาชีพหัตถกรรมเลี้ยงปากท้อง โดยอาศัยความถนัด และความรู้ที่มีติดตัวกันอยู่แล้ว นี่คือที่มาของโครงการ "Product for Life" หรือผลิตภัณฑ์แห่งชีวิต ซึ่งกำเนิดขึ้นจากกลุ่มคนผู้มีชีวิตอยู่กับมรณานุสติ และผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะนำมาซึ่งชีวิตที่สืบต่อไป

โครงการ Product for Life และ Coffee for Life ที่มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย พยายามผลักดันให้เป็นอาชีพของกลุ่มแม่และเด็กผู้ติดเชื้อนั้น เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่แสดงให้เห็นเส้นทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมให้เติบโตยั่งยืนบนขาของตนเองได้ ผ่านการทำงานร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

productlife1.jpg

คุณสมทอง ศรีสุทธิวงศ์ ที่ปรึกษามูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ติดต่อมายังศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเกี่ยวกับแนวคิดผลิตภัณฑ์ Product for Life โครงการสร้างอาชีพและคืนชีวิตให้แก่ชุมชนผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 องค์กร คือ Norwegian Church Aid, มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย และบ้านจิตตเมตต์ ทั้งสามเข้าไปสนับสนุนองค์กรศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลามทั่วประเทศ ให้มีบทบาทในการดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ในชุมชนมากขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์พุทธ 30 ศูนย์ ศูนย์คริสเตียน 15 ศูนย์ และศูนย์มุสลิม 15 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ

แม้ทุกวันนี้ผู้ติดเชื้อจะได้รับยาต้านฟรีจากรัฐบาล แต่คำถามต่อมาก็คือ เมื่อพวกเขาแข็งแรงขึ้นแล้ว เขาจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร? ผู้ติดเชื้อทุกคนอยากมีรายได้ของตัวเอง ไม่อยากเป็นภาระพึ่งพิงของผู้อื่น แต่อาชีพอะไรล่ะที่เขาจะทำได้ จะไปเป็นลูกจ้างหรือทำงานโรงงานนั้นก็ไม่เอื้อ เพราะความแข็งแรงของร่างกายมีจำกัด "งานหัตถกรรมพื้นถิ่น" ที่เขามีความถนัดอยู่แล้ว สามารถทำกันได้ในชุมชนพร้อมอยู่ใกล้ชิดครอบครัว จึงดูจะเป็นคำตอบที่เข้าท่าที่สุดสำหรับพวกเขา

ปัญหาสำคัญที่ตามมาอีกก็คือ เมื่อแม่บ้านกลุ่มนี้ทำผลิตภัณฑ์ขึ้นเสร็จแล้ว จะเอาไปขายที่ไหน? มูลนิธิจึงอาสารับหน้าที่เข้าช่วยทำการตลาด สร้างแบรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทั้งหมด โดยการทำงานร่วมกันระหว่างคุณสมทองจากมูลนิธิ และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2551 มีเป้าหมายเบื้องต้นเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันขายในงานวันเอดส์โลก (1 ธันวาคม 2551) โดยทาง TCDC รับหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และเป็นสะพานเชื่อมต่อหานักออกแบบเข้าช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย

ด้านการตลาด ทาง TCDC ได้ตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายมูลนิธิ เพื่อจะนำคำตอบที่เขาคิดไปสานต่อเป็นวัตถุดิบในกระบวนการตลาด อาทิ ผลิตภัณฑ์คืออะไร ใครคือลูกค้า จะทำอย่างไรให้คนรู้จัก จะพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างไร ดีมานด์-ซัพพลายอยู่ตรงไหน นั่นคือโจทย์ที่คุณสมทอง และชุมชนต้องไปทำการบ้านมา พร้อมกับวิ่งเต้นหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าด้วย

นอกจากนั้น TCDC ยังให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์กับโครงการ โดยสรุปออกเป็นสองช่วงดังนี้
กลยุทธ์เบื้องต้น
สร้างการรับรู้ถึงกิจกรรมที่ทางมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทยกำลังทำอยู่ ด้วยการนำสินค้าไปออกงานแฟร์ต่างๆ
กลยุทธ์ระยะยาว สร้างภาพลักษณ์ของมูลนิธิ ออกแบบแบรนด์ไอเดนติตี้ รวมถึงสร้างแบรนด์ Product for Life ให้ติดตลาด โดย TCDC แนะให้มูลนิธินำจุดแข็งของตัวเองมาพัฒนาเป็นแบรนด์ จากนั้นจึงผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อขยายการรับรู้ของผู้บริโภค และกระตุ้นยอดขาย อาทิเช่น โบรชัวร์ แคตตาล็อก และเว็บไซต์

giftset_after.jpg

ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างพลังให้กับแบรนด์ ทาง TCDC แนะให้ใช้การออกแบบเข้าพัฒนาภาพลักษณ์เบื้องต้น และหานักออกแบบเข้าช่วยในกระบวนการดังกล่าวด้วย
กลยุทธ์เบื้องต้น เนื่องจากมูลนิธิต้องการนำสินค้าไปแสดงในงานวันเอดส์โลก (วันที่ 1 ธันวาคม 2551) ทาง TCDC จึงประสานงานหานักออกแบบ และสไตลิสท์คือ คุณวิทมน (อาจารย์สอนภาพพิมพ์ วิทยาลัยช่างศิลป์ / นักเขียนภาพประกอบ / สไตลิสท์) และคุณเจสัน รันโฮล์ม (ผู้จัดการร้าน KIOSK / สไตลิสท์ / นักออกแบบแฟชั่น) เข้าช่วยจัดสินค้า (จาก 60 แห่งทั่วประเทศไทย) ที่ยังระเกะระกะให้เกิดเป็นชุดตะกร้าของขวัญ (Hamper) ที่มีเรื่องราว มีสีสันหน้าตาสวยงาม และเป็นหมวดหมู่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเมื่อวางจำหน่ายก็ได้รับความสนใจอย่างมาก
กลยุทธ์ระยะยาว ทางมูลนิธิตัดสินใจสานต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับคุณวิทมน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ในอนาคตมีทั้งความสวยงาม และประโยชน์ใช้สอย ซึ่งจะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเรื่อยๆ บนหลักของ demand - supply ไม่ใช่ซื้อแค่ครั้งเดียวเพราะต้องการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มูลนิธิได้ตั้งโจทย์ให้นักออกแบบว่าการออกแบบจะต้องไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนเดิม

Coffee for Life
อีกส่วนของโครงการ Product for Life นอกเหนือจากงานหัตถกรรมก็คือ Coffee for Life (อีกชื่อหนึ่งของกาแฟปางขอน) เป็นสินค้าอีกชนิดที่ทำกันอยู่แล้วในชุมชนบ้านจิตตเมตต์ และทางมูลนิธิอยากจะช่วยพัฒนาต่อไป โดยมีอาจารย์ทวี ประทุมมณี ผู้มีประสบการณ์ด้านกาแฟ และทำงานพัฒนาชุมชนมาตลอดเป็นผู้ริเริ่ม อาจารย์ทวีถ่ายทอดความรู้ของท่านให้กับชุมชนคริสตจักรสวนดอก บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การปลูก ไปจนถึงการคั่วเมล็ดกาแฟ เพื่อสร้างเป็นอาชีพให้กับชุมชนดังกล่าว

โครงการ Coffee for Life ได้ปรึกษากับทาง TCDC ด้วยต้องการเร่งยอดจำหน่ายกาแฟที่ผลิตได้ หลังจากที่เริ่มโครงการ และซื้อเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟมาได้ปีกว่าแล้ว โดย TCDC ได้ช่วยแก้ปัญหา และกำหนดกลยุทธ์ให้ดังต่อไปนี้

ออกแบบแบรนด์ช่วยเร่งยอดขาย
ขณะนี้กาแฟปางขอน ใช้สโลแกนว่า "เพื่อนแท้กาแฟสด" ประกอบกับการให้ข้อมูลว่า กาแฟนี้ช่วยเหลือชุมชนอย่างไร นักออกแบบจึงเสนอให้ชูจุดเด่นที่ว่า "ดื่มกาแฟนี้แล้วไม่ใช่ได้แค่รสกาแฟ แต่ยังได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย" จากนั้นให้เสริมทัพด้วยข้อมูลคุณภาพเฉพาะตัวของกาแฟ (หอมเข้ม แต่นุ่มนวล ปลูก และผลิตด้วยระบบออร์แกนิก) เมื่อฝ่ายเจ้าของโครงการเห็นพ้องด้วย นักออกแบบจึงนำแนวคิดดังกล่าวมาเป็นโจทย์ในการออกแบบโลโก้ และบรรจุภัณฑ์ โดยที่ผ่านมาได้นำวัสดุที่ชุมชนผลิตขึ้นเองมาใช้ในการออกแบบ (กลายเป็นกาแฟนุ่งผ้า) สร้างเรื่องราวที่สัมพันธ์กันระหว่างสินค้ากับชุมชนขึ้นผ่านตัวบรรจุภัณฑ์

ระดมเรื่องเล่าจากภายในชุมชนมาเป็นวัตถุดิบในการออกแบบ
คุณอนันตา อินทรอักษร ฝ่ายที่ปรึกษาด้านการออกแบบของ TCDC ได้เดินทางเข้าศึกษาพื้นที่ไร่ปางขอน จังหวัดเชียงราย เพื่อพูดคุยกับคุณแม่สุนีย์ แซ่หว่อง ผู้ดูแลบ้านจิตตเมตต์ และเก็บข้อมูลต่างๆ ในกระบวนการผลิตจากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ นอกจากนั้นยังได้จัดกิจกรรมกับเด็กๆ ที่บ้านจิตตเมตต์ (ซึ่งมีส่วนร่วมในการผลิตกาแฟ) ให้วาดภาพ และเขียนเล่าเรื่องกาแฟปางขอนจากมุมมองของพวกเขาเอง ซึ่งผลงานที่ได้จากเด็กๆ นั้นถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการออกแบบขั้นต่อมา (เช่น สื่อประชาสัมพันธ์ ฯลฯ)

ใบอนุญาตอาหาร และยา (อย.) เรื่องสำคัญของผลิตภัณฑ์บริโภค
กาแฟปางขอนเคยได้รับใบอนุญาต อย. มาแล้วในชื่อ "เพื่อนแท้กาแฟสด" (ใช้เวลารอ 3-4 เดือน) จึงไม่ต้องไปขอใหม่ แต่ทางอาจารย์ทวีได้รับคำแนะนำมาว่า "ผู้ผลิตสามารถใช้โลโก้ และชื่อที่ออกแบบใหม่ได้ แต่ให้ใส่ข้อความว่า ผลิตโดย เพื่อนแท้กาแฟสด ใบอนุญาตที่.... จากนั้นให้นำแบบที่เสร็จเรียบร้อยไปขอจดทะเบียนการค้าที่กระทรวงพาณิชย์ หรือพาณิชย์จังหวัด ใช้เวลาเดินเรื่อง 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่าย 100 บาท ซึ่งสามารถจดทะเบียนในนามบุคคลหรือมูลนิธิฯ ก็ได้"

งานรวมหัว "ประกอบการสังคม" ครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนตุลาคม 2551 จนถึงวันนี้ระยะเวลาอาจยังสั้นเกินไปที่จะวัดผลความสำเร็จได้ชัดเจน แต่ทางมูลนิธิฯ กล่าวว่า เมื่อได้รับคำปรึกษาจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) แล้วก็เห็นช่องทางการเติบโตที่สดใสขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงช่องการจำหน่าย ที่สำคัญทำให้รู้สึกเชื่อมั่นว่า การทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักออกแบบเข้าช่วยนั้น ทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้นจริงๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.thaiaids.org/


« Back to Result

  • Published Date: 2009-05-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com