Articles

« Back to Result | List

เกาะเทรนด์สุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้นมโคไทย

สถาบันอาหาร : เรื่อง

milk.jpg

ในยุคที่ผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารต่างพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าของตน เพื่อให้สอดรับกับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ ส่วนผสมอาหาร (Food ingredient) ที่มีฤทธิ์ต่อต้านและป้องกันโรคต่างๆ ถูกนำมาผสมเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับอาหารธรรมดาๆ ที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว อาหารทารก นมพร้อมดื่ม นมถั่วเหลือง ซุปไก่ รังนก แทบจะเรียกได้ว่าสินค้าทุกชิ้นที่หยิบจับ ล้วนมีสารประกอบที่ให้ประโยชน์ถ้วนหน้า

สำหรับตลาดอาหารสุขภาพในเมืองไทย อาจกล่าวได้ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนถ่าย จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นเม็ดหรือแคปซูลไปสู่อาหารในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น คือมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่น่าอภิรมย์กว่ายาเม็ด และเป็นสิ่งที่คนเรารับประทานในชีวิตประจำวันจริงๆ หนึ่งในบรรดานวัตกรรมอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรไทยรายหนึ่งที่พัฒนานมโคธรรมดาๆ ให้กลายเป็นนมโคที่มีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับสบาย โดยไม่ต้องเติมสารประกอบใดๆ ลงไปเลย

คนไทยดื่มนม 70.95 แก้วต่อปี ประเทศไทยผลิตน้ำนมดิบได้มากที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนไทยกลับดื่มนมน้อยมาก ประเทศไทย สามารถผลิตน้ำนมดิบได้มากที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนไทยกลับดื่มนมน้อยมาก คือประมาณ 70 แก้วต่อปีเท่านั้น

ดื่มนมก่อนนอน ช่วยให้หลับสบาย
หลายคนคงเคยมีอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความเครียด ปัญหาจากระบบย่อยอาหาร โรคบางชนิด การใช้ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท หรือจากการที่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ลดลง

"เมลาโทนิน" ที่ว่านี้ คือฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ เป็นสารที่สร้างจากต่อมไร้ท่อชื่อ "ไพเนียล แกลนด์" จัดเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างได้เอง ปกติเมลาโทนินจะถูกสร้างมากในเวลากลางคืน น้อยในเวลากลางวัน กล่าวคือเมื่อแสงสว่างส่องผ่านนัยน์ตาของเราในตอนกลางวัน ไพเนียล แกลนด์ จะหยุดการผลิตเมลาโทนินทันที (ที่ได้รับแสงสว่าง) แต่จะสร้างสารที่เรียกว่า "เซโรโทนิน" ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวากระฉับกระเฉงขึ้นแทน ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเมลาโทนินไปใช้กับผู้ที่มีปัญหานอนหลับยาก หรือผู้ที่ต้องปรับเวลานอนจากการเดินทางไกลข้าม 3-6 โซนเวลา (ที่เราเรียกกันว่า JET LAG)

ในสหรัฐอเมริกาจัดให้เมลาโทนินเป็นอาหารเสริมสุขภาพ (Dietary supplement) ซื้อขายกันได้ทั่วไป โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา จุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจมากก็คือ มีการโฆษณาว่า "ยาตัวนี้ชะลอความแก่ชรา ปลุกพลังทางเพศ ทำให้กระชุ่มกระชวย ใช้รักษาโรคมะเร็ง และเป็นยานอนหลับที่ไม่ทำให้เสพติด"

สำหรับประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติยาได้จัดประเภทเมลาโทนินให้เป็น "ยา" ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะทำการผลิต หรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เมลาโทนินจะต้องมีใบอนุญาตผลิต หรือใบอนุญาตนำเข้ายาแผนปัจจุบัน และต้องนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาขึ้นทะเบียนตำรับยา ที่กองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย

เบดไทม์มิลค์ (Bedtime Milk)
ล่าสุดผู้ประกอบการผลิตนมสด "แดรี่โฮม" ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program: iTAP) ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยปรับเปลี่ยนวิธีการรีดนมวัวเพื่อให้ได้นมโคที่มีเมลาโทนินบริสุทธิ์ โดยการเลี้ยงโคนมแบบออแกนิกส์ แม่โคอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ไม่เน้นการให้อาหารมากเกินไป ไม่มีการใช้ยากำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ซึ่งน้ำนมพาสเจอร์ไรซ์ที่มีสารเมลาโทนินตามธรรมชาตินี้สามารถช่วยให้ผู้ดื่มนอนหลับสนิทดีขึ้น แถมยังมีไขมันต่ำกว่านมทั่วไป (มีไขมันเพียง 1 ใน 3 ของน้ำนมปกติ)

เบดไทม์มิลค์เป็นนมที่มีระดับเมลาโทนินธรรมชาติสูง ได้จากน้ำนมโคที่ผ่านการคัดเลือก และผ่านการรีดน้ำนมในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงสว่าง ทำให้ได้เมลาโทนินบริสุทธิ์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เบดไทม์มิลค์ช่วยทำให้ผู้มีปัญหาในการนอนหลับ สามารถนอนหลับได้สนิท และพักผ่อนได้เต็มที่ ช่วยผ่อนคลายสมองจากความเครียด สามารถใช้แทนยานอนหลับได้โดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้หากได้รับประทานอย่างสม่ำเสมอยังจะช่วยชะลอความชรา และป้องกันโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

ขณะนี้บริษัท แดรี่-โฮม จำกัด ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทเผยว่ามีแนวคิดจะต่อยอดการผลิต "เบดไทม์มิลค์" ไปเป็นนมผงและนมเม็ดต่อไป เพื่อให้สะดวกต่อการพกพาของผู้สูงอายุ นี่คืออีกหนึ่งความพยายามในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่น้ำนมโค ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเติมสารประกอบลงในอาหาร แต่เป็นการเติมความใส่ใจและทุ่มเทในทุกขั้นตอน จนทำให้เราได้ลิ้มรสนมโคดีๆ คุณภาพคับแก้วในท้ายที่สุด

รู้จักอุตสาหกรรมนมไทย
การเลี้ยงโคนมและการแปรรูปนมได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐมาตั้งแต่สมัยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) และต่อเนื่องมาจนถึงฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550-2554) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการบริโภคนม รวมทั้งเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนในประเทศผลิตภัณฑ์หลักของอุตสาหกรรมนมไทยที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เพราะการผลิตนมผง หางนม เนย และเนยแข็ง รวมถึงผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ มีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่า และคุณภาพน้ำนมดิบของไทยยังไม่ดีพอ จึงต้องเน้นการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าหลักๆ คือ นมผงขาดมันเนยส่วนในภาคการส่งออก ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์นมหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะ Re- export (นำเข้ามาเพื่อส่งออกต่ออีกทีหนึ่ง) ซึ่งมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ ครีมหรือนมผงในรูปของเหลว นมข้นเติมน้ำตาล เนยที่ได้จากนม นมผงขาดมันเนย นมข้นหวาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ต และส่วนมากเป็นการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ลาว กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์

จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนของกรมปศุสัตว์พบว่า โคนมในประเทศไทยขณะนี้มีทั้งสิ้น 5 แสนตัว สามารถให้นมได้ 2.5 แสนตัว เฉลี่ยผลิตนมได้ประมาณวันละ 2,323 ตันต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 2,400 ตันต่อวัน ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคนมพร้อมดื่มของคนไทยอยู่ที่ 954,250 ตันต่อปี หรือประมาณ 2,614.4 ตันต่อวัน จะเห็นว่าความต้องการบริโภคยังมากกว่าปริมาณผลผลิตในประเทศ แต่เมื่อผนวกกับปริมาณนมผงที่นำเข้าปีละประมาณ 1 แสนตัน ที่นำมาใช้ผลิตนมพร้อมดื่มและผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ เช่น นมข้นหวาน นมเปรี้ยว เนย ทำให้คนไทยมีนมพร้อมดื่มเพียงพออย่างไรก็ดี เนื่องจากลักษณะการบริโภคนมของคนไทยต่างจากคนตะวันตก การดื่มนมไม่ได้ถือเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันแต่เป็นเครื่องดื่ม ทำให้เมื่อพ้นวัยเด็กไปแล้ว คนไทยจำนวนมากไม่ค่อยนิยมดื่มนม การขยายตัวของตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศจึงเติบโตอย่างช้าๆ ผู้ผลิตต้องพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดเพื่อจูงใจผู้บริโภคในทุกกลุ่มอายุให้มากขึ้น ในปี 2551 ตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศมีมูลค่าราว 3,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 12 ตลาดซอฟต์โยเกิร์ตมีมูลค่า 2,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 15 ตลาดดริงกิ้งโยเกิร์ตมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท อัตราเติบโตคงที่ โดยในปี 2552 นี้ผู้ผลิตคาดว่าตลาดรวมน่าจะเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 10-11 ส่งผลให้การบริโภคนมของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 13 ลิตรต่อคนต่อปี (จากปี 2551 ที่ปริมาณบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ลิตรต่อคนต่อปี)

ข้อมูลอ้างอิงและภาพ :
http://www.promma.ac.th/special_science
บริษัท แดรี่โฮม จำกัด
voicetv.co.th


« Back to Result

  • Published Date: 2009-05-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com