Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์เคลวิน หว่อง กับโปรเจ็กท์ออกแบบอัตลักษณ์ให้โครงการหลวง “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”

เรื่อง : ชัชชรพล เพ็ญโฉม

kevin1.jpg

ช่วยเล่าถึงงานที่ทำในโครงการนี้

ความจริงโปรเจ็กท์นี้เริ่มจากที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้มีการบูรณะซ่อมแซมโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ ใน อ.ฝาง ให้เป็นพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ เพื่อให้คนที่สนใจมีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมชมหรือศึกษาเพิ่มเติม หลังจากที่โรงงานได้รับความเสียหายจากโคลนถล่มเมื่อปีพ.ศ. 2549 โดยมีพี่เหมียว เกล้ามาศ ยิบอินซอย เข้ามาทำงานให้กับโครงการ ซึ่งทางฝ่ายจัดการเขาก็มีฝ่ายออกแบบ ฝ่ายสถาปนิก แต่ตอนนั้นแต่ละฝ่ายก็ยังต่างคนต่างทำอยู่ ยังไม่มีอัตลักษณ์องค์กร (corporate identity) เขาก็เลยติดต่อให้ผมมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

การออกแบบให้กับพิพิธภัณฑ์ฯ ครอบคลุม 3 ส่วนคือ โรงงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เมื่อผมลงไปดูในพื้นที่ ผมก็คิดถึงเลข ๑ ซึ่งจะใช้เป็นสัญลักษณ์แทนโครงการที่ ๑ จึงเกิดเป็นโลโก้ที่เป็นรูปเลข ๑ ขึ้นมา แนวทางการทำงานและการออกแบบต้องคำนึงถึงโจทย์ 3 ข้อคือ
1. Regal คือต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. Local ต้องสะท้อนความเป็นท้องถิ่น และ
3. Simple ต้องคำนึงถึงความเรียบง่าย ตามแนวทางการทรงงานของพระองค์ท่าน

ผมก็ได้ออกแบบ corporate identity ตามโจทย์ดังกล่าว จากนั้นก็เขียนเป็นคู่มือว่าฟอร์มจะเป็นแบบไหน สีต้องแบบไหน เป็นมาตรฐานไว้เลย เพื่อที่ว่าเมื่อเห็นปุ๊บก็จะรู้เลยว่านี่คือโครงการหลวงฝาง นอกจากนี้ ผมยังได้ร่วมงานกับช่างภาพอีก 3 ท่านคือ คุณชำนิ ทิพย์มณี ซึ่งถ่ายภาพบุคคล (portrait) คุณนพดล ขาวสำอางค์ ถ่ายภาพอุปกรณ์โรงงาน (machinery equipment) และคุณกรกฤช เจียรพินิจนันท์ ถ่ายภาพภูมิทัศน์ (landscape) เราก็นำเอารูปพวกนี้มาใช้ประกอบการทำ identity ด้วยเช่นกัน

โครงการนี้เหมือนหรือต่างกับโครงการอื่นที่เคยทำมาอย่างไร
ที่ต่างอย่างแรกคือ โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อการแสวงหากำไร ทุกคนทำเพราะเชื่อในตัวโครงการ และเชื่อในเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อในปรัชญาของโครงการ เวลาทำงานเราก็ทำเพราะเราเชื่อ จึงไม่มีอีโก้ในการทำงาน ทำแล้วก็สนุก เงินไม่ได้เป็นเรื่องหลัก คิดแต่ว่าทำอย่างไรผู้คนจะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการได้ดีที่สุด

ฟังดูคล้ายกับ Social Entrepreneur
ใช่ครับ

kevin2.jpg

การประชาสัมพันธ์โครงการลักษณะนี้ให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง
จากประสบการณ์ของผม ปัจจัยสำคัญคือความรู้ที่ชุมชนหรืออาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการได้รับ แล้วนำไปถ่ายทอดให้กับคนรอบตัว อย่างคนที่มาเป็นอาสาสมัครในพิพิธภัณฑ์ เขาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปบอกต่อกับคนในครอบครัว ทำให้คนอื่นๆ ได้คิดมากขึ้น คิดลึกขึ้น เช่น การดำเนินชีวิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แล้วปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำแบรนดิ้งในโครงการลักษณะนี้ล่ะ
ผมคิดว่า "ความจริง" เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราไม่สามารถโกหกได้ อย่างเช่นที่พิพิธภัณฑ์ฯ เราจะเห็นข้อมูลที่เป็นความจริงเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริของในหลวง ได้เห็นวัตถุประสงค์ของโครงการว่าในหลวงทรงทำโครงการเพื่ออะไร เพื่อใคร เป็นต้น คุณไม่สามารถแอบซ่อนอะไรเอาไว้เบื้องหลังการออกแบบหรือการประชาสัมพันธ์ของคุณ

ที่ผ่านมางานของคุณกับโครงการฝางประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
ในส่วนของโรงงานจะเสร็จเดือนพฤษภาคม เลยยังไม่ครบ ในส่วน community ของโครงการยังดำเนินการอยู่ ส่วนพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว เท่าที่ผ่านมาคนก็เริ่มให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้น ก็จะมีความน่าสนใจตรงที่เป็นแบบ interactive ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ไม่ใช่แค่ดูเฉยๆ เหมือนพิพิธภัณฑ์แบบเดิม แล้วก็มี workshop ด้วย

มีอุปสรรคบ้างหรือไม่ จัดการอย่างไร
ปัญหาเท่าที่พบคือในโครงการไม่เข้าใจว่า corporate identity คืออะไร คิดกันไปว่าแค่มีโลโก้หรือแต่งตัวตามที่กำหนดแค่นั้นคงพอ แต่ความจริงคือ corporate identity คือทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งป้าย ทั้งผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ มันเป็นแพ็คเกจรวมทุกอย่างเลย

ดังนั้น ที่ผมต้องทำคือต้องรักษาความเสมอต้นเสมอปลายในการแสดงออกถึง corporate identity เอาไว้ ให้คนในโครงการเข้ามามีส่วนร่วม มีการทำ workshop รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการครอบคลุมทั้ง 3 ส่วนของงาน อย่างเช่น ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ โลโก้จะเป็นสีน้ำเงิน ถ้าพูดถึงโรงงาน โลโก้จะเป็นสีเขียว ถ้าพูดถึงชุมชน โลโก้จะเป็นสีน้ำตาล เป็นต้น เราใช้โลโก้เข้าไปเป็นตัวบูรณาการเข้ากับทุกกิจกรรม ในระยะแรกมีปัญหาเรื่องการสร้างความเข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้โลโก้แบบนี้ ทำไมต้องมีคู่มือ แต่พอลงมือทำในขั้นปฏิบัติ เขาก็เริ่มเข้าใจและทำตามกระบวนการได้

คุณคิดว่าสินค้าภายใต้ชื่อแบรนด์ไทยมีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรบ้าง
ข้อดีคือการเป็นงานหัตถกรรม และข้อเสียก็คือการเป็นงานหัตถกรรมเช่นกัน คนไทยมีทักษะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่การประดิษฐ์ของบ้านเรายังไม่ 100% อย่างถ้าเราหยิบนิตยสารของบ้านเรากับของต่างประเทศมาดู เราจะเห็นว่าต่างกัน หรือหยิบสินค้าบางอย่างมาแล้วเอาแพ็คเกจมาเทียบกันจะเห็นว่าของเรายังไม่เนี้ยบเท่า กราฟฟิก ดีไซน์บ้านเรายังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไม่เหมือนในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นที่มีมาเป็นร้อยปี จุดนี้ คนรุ่นใหม่จึงต้องทำให้ดีขึ้น และผลิตของที่มีคุณภาพจริงๆ เวลาคนพลิกมาเห็น Made in Thailand จะได้เชื่อมั่นในคุณภาพ

อาจเป็นเพราะเรื่องต้นทุนหรือเปล่า
มันอยู่ที่การผลิตมากกว่า

แล้วจะแก้ไขอย่างไร
เวลาจะผลิตอะไรในบ้านเรามันไม่ง่ายเหมือนเมืองนอก ที่เมืองนอกผมรู้สึกว่าคนเขามีความเชี่ยวชาญพิเศษ เขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่บ้านเราผู้ผลิตจะทำแต่ในสิ่งที่คุ้นเคย อย่างการทำแพ็คเกจจิ้ง เขาก็จะไม่อยากเสียเวลา ไม่อยากให้ต้นทุนสูง กลัวกำไรน้อย ก็เลยไม่เต็มที่กับมัน

ที่เราต้องการคือผู้ประกอบการที่เชื่อมั่นในสินค้าของตัวเองจริงๆ และมีใจอยากทำสินค้าที่มีคุณภาพดีๆ ให้เขามาจับคู่กับนักออกแบบที่ไม่ยอมแพ้ สองคนนี้จับมือกันเมื่อไหร่จะเป็นคู่ที่มีพลังอำนาจมาก เขาจะไปไล่บี้ผู้ผลิตให้ผลิตของดีๆ

ผมชอบช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอยู่อย่างหนึ่ง คือผู้ผลิตไม่มีอำนาจต่อรองนัก เพราะตัวเลือกมันอาจจะน้อย ช่วงหลังๆ นี้ผมเข้มงวดกับโรงพิมพ์มากขึ้น เพราะเห็นว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เขามาแรงมาก เราก็ต้องดูแลเรื่องคุณภาพมากขึ้น ซึ่งในที่สุดผมก็ได้ของคุณภาพดีกว่าเดิม ในราคาที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก

มองเรื่องอัตลักษณ์ของสินค้า (Brand Identity) ในปัจจุบันอย่างไร
ทั้งดีใจและเป็นห่วง ดีใจที่คนเริ่มสนใจ ช่วงนี้กราฟฟิกดีไซน์กำลังบูม แต่เป็นห่วงเรื่องวัตถุดิบของแต่ละคน คือสินค้าที่ดีมาเจอกับการออกแบบที่ดีจะทำให้สินค้าดีขึ้น แต่ถ้าสินค้าไม่ดีแต่มาเจอการออกแบบที่ดี อันนี้ผมไม่แน่ใจ หรือสินค้าที่ดีแต่มาเจอการออกแบบที่ไม่ดี อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ดังนั้น การที่เอากราฟฟิกดีไซน์มาห่อหุ้มอะไรสักอย่างก็ต้องคิดกันให้ดีๆ คิดถึงสิ่งที่เราเอางานดีไซน์ไปห่อหุ้มไว้ด้วย เป็นเรื่องของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม ในบ้านเรากราฟฟิกดีไซน์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เรายังเล่นสนุกกันได้ ไม่คิดมาก แต่ในต่างประเทศ กราฟฟิกดีไซน์กับคุณภาพสินค้าเขาจะไปด้วยกันเสมอ คุณเห็นงานกราฟฟิก คุณแทบจะรู้ทันทีเลยว่าสินค้าข้างในจะเป็นอย่างไร ส่วนในเมืองไทยบางทีเห็นแวบแรกสวย พอดูดีๆ ของไม่ค่อยดี ผมเห็นว่านักออกแบบสามารถมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้ด้วยการเลือกรับงาน ถ้าเห็นว่าสินค้าชิ้นนี้ไม่ดีก็อย่ารับ

kevin3.jpg

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างอัตลักษณ์ให้สินค้าคืออะไร
ต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่างโครงการฝางผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ผมแค่สังเกตการณ์ ศึกษาสิ่งแวดล้อม ชุมชน รวบรวมข้อมูลที่มี ฟังเสียงจากผู้คนที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ นักออกแบบที่ดีต้องรู้ที่มาที่ไปของโครงการหรือสินค้านั้นๆ แล้ว "สะท้อน" ข้อดีของมันออกมา ไม่จำเป็นต้อง "สร้าง"อะไรขึ้นใหม่ อย่างเช่น ถ้าคุณจะขายโรตี คุณไม่จำเป็นต้องบอกว่านี่คือโรตีที่ดีที่สุดในโลกหรอก (เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้) แต่หากว่าโรตีของคุณได้สูตรตกทอดมาจากคุณยาย ผมว่าคุณไปขายตรงนั้นดีกว่า เอาข้อดีข้างใน (ที่เป็นเรื่องจริง) ออกมาพูดดีกว่าครับ

แบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติที่คุณชอบที่สุด
Apple ครับ ตัวผมไม่เคยชอบคอมพิวเตอร์เลย แต่พอใช้ Apple แล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่สิ่งของ เหมือนมันมีชีวิต คือเขาทำให้อุปกรณ์นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้ สุนทรียภาพมันได้ 100% เลย อย่าง iPod ที่เลื่อนไปมาได้ด้วยนิ้วโป้งนิ้วเดียว มีความเรียบง่าย ไม่ต้องใส่อะไรลงไปมากมาย ส่วนแบรนด์ไทย ผมชอบย่านจตุจักร สนามหลวง ถ.ข้าวสาร พัฒน์พงษ์ หัวหิน ผมว่าเป็นเสน่ห์ของเมืองไทย

ถ้ามีผู้ประกอบการคนหนึ่งต้องการพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง คุณจะแนะนำเขาอย่างไร
แนะให้เขาฟังนักออกแบบกราฟฟิก (หัวเราะ) ข้อนี้พูดลำบาก ทุกๆ 5 ปี แบรนด์จะมีวิวัฒนาการด้วยสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยในโลก เช่นตอนนี้แบรนด์จะให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก มีความรับผิดชอบต่อสังคมมาก เพราะฉะนั้น ทั้งผู้ประกอบการและนักออกแบบต้องคิดให้รอบคอบว่า คุณออกแบบไปเพื่ออะไร เพราะอะไร ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ดี อย่างเช่น ถ้าจะทำเก้าอี้ ทุกวันนี้โลกมีเก้าอี้ดีไซน์หลากหลายมากพอแล้ว ถ้าคุณบอกคุณจะขายเก้าอี้ที่มีรูปร่างโค้งประหลาด คนอาจย้อนถามว่า "จำเป็นไหม" แต่ถ้าบอกว่าจะขายเก้าอี้ที่ใช้ไม้น้อยที่สุด อันนี้สิผมว่าน่าสนใจ

เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อความยั่งยืน (sustainability)
ใช่ อย่างที่โครงการฝาง ผมก็จะเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างกระดาษก็จะใช้แบบไม่ฟอกขาว หรือฟอกน้อย ใจจริงอยากจะใช้แบบ soy-based แต่บ้านเรายังไม่พร้อม จริงๆ ลูกค้าเองก็เริ่มถามถึง บางทีลูกค้าไปเห็นมาจากต่างประเทศ ก็จะเริ่มถามหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) มากขึ้น ผมคิดว่า Sustainability จะกลายเป็นภาคบังคับ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำจากวันนี้ไป มันไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ผ่านมาผ่านไปนะ

จับประเด็นกลยุทธ์การสร้างอัตลักษณ์ของยี่ห้อและองค์กรของ Kelvin Wong

หากคุณต้องการ คุณต้อง
ประชาสัมพันธ์โครงการประเภทไม่แสวงหากำไร กระจายความรู้สู่ชุมชนเพื่อให้เกิดการบอกต่อ
สร้างแบรนดิ้งให้กับโครงการประเภทไม่แสวงหากำไร ซื่อสัตย์ ยึดถือความจริง และคุณค่าที่แท้จริงของโครงการ
แก้ไขข้อเสียเปรียบของสินค้าภายใต้แบรนด์ไทย เข้มงวดกับเรื่องคุณภาพการผลิต โดยใช้สูตร ผู้ประกอบการที่ยึดมั่นในคุณภาพ + นักออกแบบที่ดี
สร้างอัตลักษณ์ให้สินค้า (brand identity) เป็นตัวของตัวเอง นำความจริงที่เป็นจุดดีของตนออกมาพูด รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

เรื่อง, ภาพและข้อมูลเพิ่มเติม :
http://www.thisisclick.com/1035/2008-12-15-news-fangroyal.php
http://www.firstroyalfactory.org/main.php?m=material
http://www.designpaibonpai.com

« Back to Result

  • Published Date: 2009-05-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง