Articles

« Back to Result | List

“บ้านบาตร – บ้านดอกไม้” ตามรอยแหล่งวัสดุและภูมิปัญญาชุมชนในเขตเมืองเก่า

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา เจ้าของธุรกิจ นักออกแบบ พนักงานบริษัท หรือผู้สนใจจะเริ่มต้นธุรกิจ ก็ต้องมีสักครั้งที่คุณต้องการเข้าถึง "แหล่ง" ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิต แหล่งความรู้ ฯลฯ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในทางใดทางหนึ่งตามที่คุณต้องการ เรื่องราวของ "แหล่ง" ที่อยู่คู่กับชุมชนโบราณนั้นกระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพฯ แม้จะซุกซ่อนจากสายตาคนทั่วไปอยู่สักหน่อย

โดยในครั้งนี้ TCDCCONNECT ได้มาเยือนชุมชนโบราณละแวกวัดสระเกศ อันได้แก่ บ้านไม้ บ้านดอกไม้(เพลิง) และบ้านบาตร เพื่อเก็บข้อมูลเป็นความรู้ก้นถุงให้กับคุณผู้อ่าน

"กลุ่มอนุรักษ์บาตรไทยและภูมิปัญญาไทย - ชุมชนบ้านบาตร"
เริ่มต้นจากริมคลองมหานาค เดินต่อมาจากชุมชนไม้แปรรูปหลังวัดสระเกศมาถึงสี่แยกเมรุปูน ที่ถนนบริพัตรตัดกับถนนบำรุงเมือง เราจะเห็นการสาธิตวิธีทำบาตรด้วยมือแบบดั้งเดิมของกลุ่มอนุรักษ์บาตรไทยและภูมิปัญญาไทยอยู่ตรงพื้นที่มุมเล็กๆ ที่หัวถนน โดยมีคุณหิรัญ เสือศรีเสริม ผู้สืบทอดความรู้การทำบาตรมาจากตระกูลเป็นผู้นำชุมชนและหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์ฯ คุณหิรัญเล่าว่า พื้นที่ตรงนี้เดิมเป็นของวัดสระเกศ แต่ทางวัดมอบให้ชุมชนใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ เพราะชุมชนบ้านบาตรเองอยู่ลึกเข้าไปในซอยบ้านบาตร ไม่มีใครผ่านมาพบง่ายๆ

ชุมชนบ้านบาตรแต่ดั้งเดิม
บ้านบาตรเป็นชุมชนเก่าแก่ ซึ่งสืบทอดความรู้การทำบาตรมากว่าสองร้อยปี ชุมชนตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด เพราะมีเรื่องเล่ากันหลายที่มา บ้างว่า เป็นชาวกรุงศรีอยุธยาเดิมที่ย้ายมาตั้งรกรากสมัยก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 1 บ้างก็ว่าเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา (เช่นกัน) ที่เข้ามากับกองทัพไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ไม่ว่าจะมีที่มาจริงในสมัยใดก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่บริเวณนี้ได้รวมตัวกันสร้างชุมชนรอบคูคลอง (ที่ขุดขึ้นใหม่ในยุคสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง) แบ่งพื้นที่กันไปตามกลุ่มวิชาชีพที่ถนัด สำหรับชุมชนบ้านบาตรเองนั้นรุ่งเรืองขึ้นได้ด้วยใน "ยุคสร้างบ้านสร้างเมือง" ชนชั้นเจ้านายนิยมสร้างวัดกันมาก ชาวบ้านบาตรจึงพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

banbatt1.jpg

banbatt2.jpg

ผลกระทบจากโรงงานปั๊มบาตรและการต่อสู้ของชาวบ้านบาตร
เมื่อโรงงานปั๊มบาตรเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 ชุมชนบ้านบาตรก็แทบล่มสลาย เพราะโรงงานสามารถผลิตบาตรได้ในราคาถูกกว่าหลายเท่า (บาตรบุด้วยมือขนาด 7 นิ้ว มีราคาเฉลี่ยใบละ 800 บาท แต่บาตรปั๊มมีราคาเฉลี่ยใบละ 100 กว่าบาทเท่านั้น) บาตรบุเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลา อาศัยความชำนาญของช่างหลายขั้นตอน อีกทั้งต้องใช้วัสดุที่มีต้นทุนไม่น้อย สมัยก่อนใช้ถังยางมะตอยที่ทางเทศบาลใช้แล้ว ตกราคาถังละ 10 กว่าบาท แต่สมัยนี้ต้องไปหาซื้อเหล็กแผ่นจากหัวลำโพง ราคาแผ่นละ 100 บาท (เหล็ก 4 แผ่นทำบาตรขนาด 9 นิ้วได้ 5 ใบ) ด้วยราคาที่สูงขึ้นมากนี้ ผู้คนจึงหันไปซื้อบาตรปั๊มแทน ส่งผลให้ชาวบ้านบาตรหลายครอบครัวต้องล้มเลิกกิจการและเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น คงเหลือเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ยังต่อสู่สืบอาชีพทำบาตรกันต่อไป

จนถึงวันนี้ชุมชนบ้านบาตรไม่สามารถแข่งขันด้วยการ "ขายส่ง" บาตรพระได้อีกแล้ว ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มอนุรักษ์ขึ้นแทน เพื่อสืบทอดและเผยแพร่วิธีการทำบาตรโบราณนี้ โดยเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการหาซื้อบาตรเป็นของที่ระลึก หรือต้องการบาตรแบบประณีตพิเศษ (โดยไม่เกี่ยงราคา) เท่านั้น

จับประเด็นเด่น
- บาตรบุทำขึ้นภายใต้การศึกษาพระวินัย เช่น บาตรที่ถูกต้องตามพระวินัยต้องทำขึ้นจากเหล็ก 8 ชิ้นมาตีต่อกัน แต่บาตรปั๊มปั๊มขึ้นจากเหล็กชิ้นเดียวเพื่อความสะดวก
- เมื่อไม่สามารถแข่งขันในเชิงปริมาณได้ บาตรบุได้หันมาแข่งในเชิงคุณภาพแทน ชูจุดเด่นความเป็นหัตถกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และตอกย้ำเรื่องฝีมือช่างเก่าแก่

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณหิรัญ เสือศรีเสริม โทร. 086-104-9639, 086-892-3660, 02-221-3235 และ http://www.banbatt.com/

firework1.jpg

"ร้านนายต่วน ชมเสาร์หัศ รับทำดอกไม้เพลิง ครอบครัวสุดท้ายจากบ้านดอกไม้ (เพลิง)"

ข้ามสี่แยกเมรุปูนมา เดินตรงเข้าไปอีกนิด เราก็จะพบ ร้านนายต่วน ชมเสาร์หัศ รับทำดอกไม้เพลิง ส่งและปลีกในราคาย่อมเยา ที่เราต้องจั่วหัวว่า เป็นครอบครัวสุดท้าย ทั้งๆ ที่ในละแวกนั้น ก็มีป้ายรับทำและจำหน่ายดอกไม้เพลิงอยู่หลายแห่ง ก็เพราะร้านนี้เป็นร้านเดียวที่ยังคงความรู้การทำดอกไม้เพลิงและพลุไทยแบบโบราณไว้

คุณลุงกองกูล ชมเสาร์หัศ ลูกชายของคุณต่วนผู้สืบทอดวิธีทำดอกไม้เพลิงมาจากคุณพ่อ ยืนยันได้ว่า การทำดอกไม้เพลิงนั้นเป็นภูมิปัญญาที่อยู่คู่ชุมชนมานานแล้วจริงๆ (เฉพาะป้ายหลังร้านก็อายุ 72 ปีเข้าไปแล้ว) ใครที่ต้องการค้นคว้าหาความรู้หรือทำวิทยานิพนธ์ด้านนี้ก็ต้องมาที่นี่ ซึ่งคุณลุงกองกูลยินดีจะให้ข้อมูลแก่ทุกคน

บ้านดอกไม้เก่าและใหม่
ที่นี่เขาเรียกบ้านดอกไม้เพลิงกันย่อๆ ว่า "บ้านดอกไม้" ในอดีตชุมชนบ้านดอกไม้เคยตั้งอยู่บริเวณตลาดเสาชิงช้า ใกล้คลองโอ่งอ่าง ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็น "ลานคนเมือง" อย่างที่เห็นในปัจจุบัน หลังถูกเวนคืนบ้านดอกไม้ก็ย้ายมาอยู่ใกล้กับชุมชนบ้านบาตรแทน ซึ่งต่อมาก็เกิดไฟไหม้ขึ้นอีก จึงต้องย้ายไปอยู่ละแวกพญาไท ตรงข้ามกระทรวงการต่างประเทศ เรียกกันว่า "บ้านดอกไม้ใหม่" ซึ่งตอนนี้เหลือร้านนายต่วนเพียงร้านเดียวที่ยังคงทำดอกไม้เพลิงแบบโบราณอยู่

พลุไทยและดอกไม้น้ำ
พลุหรือดอกไม้เพลิงที่เราเห็นกันในปัจจุบันส่วนมากเป็นพลุที่ผลิตตามวิธีของคนจีน ญี่ปุ่น และตะวันตก หลายคนอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามี "พลุไทย" เป็นของตัวเองด้วย (ซึ่งตอนนี้ก็แทบไม่มีให้เห็นแล้ว เว้นแต่พลุไทยขนาดยักษ์ที่เรียกว่า "บั้งไฟ")

เอกลักษณ์ของพลุไทยคือ พลุที่มีเสียง ยิ่งดังยิ่งดี ไม่ใช่แบบที่จุดแล้วระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ แต่จุดแล้วมีควัน มีสี มีธง มีร่มชูชีพออกมา ตัวอย่างพลุไทยหรือดอกไม้เพลิงโบราณก็ได้แก่ ช้างร้อง (จุดแล้วเสียงวู้เหมือนช้าง) กังหัน (หมุนแล้วไฟกระจาย) ไฟพะเนียง (เป็นกระบอกไฟพ่นขึ้นเป็นสาย เปิด-ปิดได้) ดอกไม้พุ่ง (มีสะเก็ดไฟสีพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุ) หรือดอกไม้ตู้ (ลักษณะเป็นตู้ พอจุดก็จะมีนกกระจอกออกมาวิ่งไล่คน)

นอกจากนั้นยังมีพลุโบราณอีกชนิดที่หายไปร่วม 10 ปีแล้วคือ "ดอกไม้น้ำ" เป็นพลุเล่นน้ำ ทำจากไม้อ้อและไม้รวก มีชื่อเรียกตามสัตว์น้ำต่างๆ เช่น เป็ด (พลุที่ว่ายส่ายไปมา) ปลาช่อน (พลุที่แล่นไปในน้ำ ดำผุดดำว่ายได้ ถ้าทำตัวใหญ่ก็สามารถมีลูกแตกออกมาได้อีก) ปลาดุก จระเข้ และมังกร (พลุวิ่งตรงทื่อๆ)

วิธีการทำพลุโบราณเหล่านี้ต่างจากพลุสมัยใหม่ คือ มีกลไกการเจาะที่สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของพลุได้ (เช่นให้แล่นไปตรงๆ หรือดำผุดดำว่าย) ซึ่งคุณลุงกองกูลเองยังคงทำได้

firework2.jpg

พลุไทยกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย
บรรยากาศบ้านดอกไม้สมัยก่อนเป็นเรือนแถวไม้ ทำดอกไม้เพลิงกันแทบทุกหลังคาเรือน มีการจัดประกวดกันในทุกวาระสำคัญ อย่างวันรัฐธรรมนูญ วันชาติ ฯลฯ

คุณลุงกองกูลเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า แต่เดิมคนไทยจุดพลุกันแต่ในงานศพ เป็นอิทธพลจากชาวมอญ โดยใช้ลูกหนูไต่ราว (วางราวยาว และปล่อยดอกไม้ไฟวิ่งเป็นลูกหนูตลอดราว) ปล่อยไฟวิ่งไปที่เมรุ เพื่อจุดไฟเผาทั้งปะรำพิธี (ทำขึ้นมาเพื่อให้เผาทั้งหมด) จุดกันทั้งกลางวันและกลางคืน โดยกลางวันจุดพลุที่เป็นร่มธง ร่มควันสี กลางคืนก็จุดเป็นไฟราว เป็นแถว แต่ต่อมาคนไทยก็เริ่มจุดพลุในงานมงคลด้วย เป็นอิทธิพลของแขกและตะวันตก

ในสมัยก่อนทั้งชาวมอญและแขกซิกส์ในประเทศไทย ก็มาว่าจ้างช่างทำพลุในย่านบ้านดอกไม้นี้ ให้ไปจุดพลุในงานประเพณีของเขา

เหตุที่พลุไทยเริ่มเลือนหาย
1. ดอกไม้เพลิงขายได้เฉพาะช่วงเทศกาล แต่ก่อนขายได้หลายเทศกาล ไม่ว่าลอยกระทง กฐิน ผ้าป่า งานบุญ งานศพ แต่ในปัจจุบันความนิยมลดลงไปมาก

2. การเกิดอัคคีภัยในชุมชน สมัยก่อนเคมีที่ใช้ผสมดอกไม้ไฟมีคุณภาพไม่คงที่ เมื่ออยู่รวมๆ กันก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้ (แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะเคมีคุณภาพดีขึ้น)

3. เมื่อมีอันตรายจากเพลิงไหม้บวกกับวิธีการเล่นของคนสมัยนี้ขาดความระมัดระวัง ทางราชการจึงเข้ามาจำกัดควบคุม

4. พลุจีนเข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า คนในบ้านดอกไม้จึงเลิกทำพลุ และไปรับพลุจีนมาขายแทน

หนทางการอยู่รอดในวันนี้
แม้ปัจจุบันภูมิปัญญาเก่าแก่นี้จะอยู่รอดได้ยากเต็มที เพราะทางราชการจำกัดการผลิตไว้ แต่คุณลุงกองกูลก็ยังพยายามทำต่อไป โดยตั้งโรงงานผลิตที่คลอง 6 มีรายได้พอประมาณ ไม่ถึงกับมีกำไร แต่ที่ทำเพราะต้องการอนุรักษ์องค์ความรู้นี้ไว้ โชคดีที่มีลูกค้าประจำเรื่อยๆ โดยส่วนมากเป็นบริษัทเอกชน ห้างใหญ่ๆ รีสอร์ท โรงแรม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งนิยมจุดพลุในงานปีใหม่ และงานเฉลิมฉลองต่างๆ นอกจากนั้นคุณลุงยังขายดินปืนให้กับกองถ่ายภาพยนตร์เพื่อใช้ทำเอฟเฟกต์ต่างๆ ด้วย

จับประเด็นเด่น
- การสืบทอดดอกไม้เพลิงหรือพลุไทยให้เป็นอาชีพนั้นอาจเป็นไปได้ยาก แต่การสืบทอดเพื่อเป็นความรู้เชิงวัฒนธรรมและเพื่อการอนุรักษ์นั้นเป็นไปได้ โดย
1. ทำหลักฐานบันทึกขั้นตอน/วิธีการผลิตไว้
2. สนับสนุนการนำดอกไม้เพลิง/พลุโบราณไปใช้ในเทศกาล และงานพิธีสำคัญต่างๆ
3. ปลูกฝังและถ่ายทอดวิธีเล่นดอกไม้เพลิงอย่างปลอดภัยให้กับบุคคลทั่วไป

« Back to Result

  • Published Date: 2009-06-04
  • Resource: www.tcdcconnect.com