Articles

« Back to Result | List

การออกแบบเพื่อวัฒนธรรมยั่งยืน – สูงสุดคืนสู่สามัญด้วย Permaculture Design

permaculture_jpg.jpg

ถ้ามีใครเล่าให้ฟังถึงบ้านที่เย็นสบายได้โดยไม่ต้องติดเครื่องปรับอากาศ ตกเย็นก็เก็บผักริมรั้วมาต้มกินกับน้ำพริก คนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ละครอบครัวมีเวลา และพื้นที่เหลือเฟือให้เด็กๆ เล่นสนุก ฯลฯ คุณคงพอนึกออกว่าลักษณะของชุมชนดังที่กล่าวนั้น ก็คือชุมชนแบบเกษตรกรรมในอดีต ที่ตอนนี้ยังพอพบเห็นได้ในต่างจังหวัดบ้านเรา

แต่สำหรับในประเทศพัฒนาแล้วของโลก การใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าวเพิ่งจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ภายใต้คอนเซ็ปท์ใหม่ที่เรียกว่า Permaculture อันเกิดจาก Permanent + Culture (ความยั่งยืน + วัฒนธรรม) นั่นเอง

Permaculture design คือ การรวมเอาทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และปรัชญาเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีเจ้าของบ้าน สถาปนิก นักพัฒนาที่ดิน เกษตรกร และหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชุมชนโดยตรง "ร่วมกันออกแบบ"

แนวคิดเรื่อง permaculture นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางทศวรรษ 70s โดย Bill Mollison นักนิเวศวิทยาชาวออสเตรเลีย เขาเดินทางสำรวจระบบนิเวศน์ และวัฒนธรรมทั่วโลก โดยมีโจทย์ในใจว่า "ต้องแปรเปลี่ยนปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากร"

ดังนั้น นักออกแบบภายใต้แนวคิดนี้จึงต้องคำนึงถึงคุณลักษณะต่างๆ ตามธรรมชาติของทรัพยากรควบคู่กับการใช้ทรัพยากรเสมอ เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ก็ควรทำการเพาะปลูกเฉพาะในแหล่งที่กลมกลืนกับธรรมชาติเท่านั้น หรือหากจะสร้างบ้านพักอาศัย ก็ควรออกแบบบ้านให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงสุด รักษาสมดุลในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ รวมทั้งป้องกันความหนาวเย็นได้ด้วย เป็นต้น

นอกจากนี้ ในแง่ของการใช้ทรัพยากร ชุมชนแบบ permaculture ต้องนำของเสียกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำเอาเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว มาออกแบบใหม่ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

- การสร้างบ้านภายใต้ร่มเงาไม้ในประเทศที่มีลักษณะอากาศแบบทะเลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศได้ถึง 20%
- การออกแบบหลังคาของอาคารให้ถ่ายเทน้ำฝนไปยังพื้นที่ที่ออกแบบไว้เพื่อกักเก็บน้ำ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการทำชลประทาน
- การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ให้ใกล้เคียงกับภาวะจริงตามธรรมชาติของพืชและสัตว์ การจัดโซนนิ่งแบบผสมระหว่างเขตการค้ากับเขตที่อยู่อาศัย เพื่อไม่ให้รบกวนพื้นที่สีเขียว
- การจัดเขตสำหรับการอยู่อาศัย การจับจ่าย การทำงาน และการใช้เวลาว่าง ให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อลดการเดินทางด้วยรถยนต์
- ตลอดจนการวางแผนให้ชุมชนชานเมืองสามารถติดต่อกับกลุ่มเกษตรกรนอกเมืองได้มากขึ้น เพื่อพัฒนาความยั่งยืนของชุมชน เป็นต้น

วิถีชีวิตแบบ permaculture นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา แต่เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาช้านาน ผ่านภูมิปัญญาชาวบ้านของบรรพบุรุษหลายยุคสมัย ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบต่างๆ ในอดีต อาทิ บ้านทรงไทยที่มีหลังคารูปจั่วเพื่อระบายน้ำฝน บ้านใต้ถุนสูงเพื่อระบายความร้อน หนีน้ำท่วม และสัตว์รบกวน ฯลฯ

perma.jpg

ในหลายๆ ชุมชน มีการร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อทำโครงการสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมของตน เช่น การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวที่ ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งใช้กลยุทธ์บันได 4 ขั้น (http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=196&Itemid=41) ได้แก่

ขั้นที่ 1 : สร้างความตื่นตัวเต็มที่ให้กับชุมชน มีการจัดเวรยามดูแลรักษาป่า วางเป้าหมายให้ป่าเป็นสำนักศึกษา และค่ายพักแรมของลูกหลาน เปิดให้ชาวบ้านได้เก็บของป่าจำพวกเห็ด ผักหวาน เป็นอาหารได้ เป็นศูนย์รวมของพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรค
ขั้นที่ 2 : สร้างพื้นที่ป่าให้เกิดขึ้นทั่วทั้งตำบลในลักษณะต่างๆ กัน พื้นที่ใดเคยเป็นป่าเสื่อมโทรมก็จะบูรณะให้สมบูรณ์ขึ้น
ขั้นที่ 3 : ปลูกป่าในพื้นที่ส่วนรวมของชุมชน เช่น ในบริเวณวัด
ขั้นที่ 4 : สร้างพื้นที่ป่าในลักษณะการปลูกไม้ยืนต้นแซมในสวนปาล์ม โดยหวังว่าหลังจากที่ปาล์มหมดอายุ ไม่สามารถให้ผลทางเศรษฐกิจได้แล้ว ไม้เหล่านี้จะให้ความร่วมรื่นทดแทน เป็นสวนป่าในพื้นที่ของชาวบ้านเอง

Permaculture ถือเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางชีวิตพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฟังดูอาจเป็นไปได้ยากสำหรับวิถีชีวิตและชุมชนเมืองที่มีโครงสร้างซับซ้อน แต่ก็นับเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักออกแบบทุกคน (ซึ่งเราทุกคนเป็นนักออกแบบได้) ในการที่จะรังสรรค์พื้นที่เราอาศัยอยู่ให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ยาวนานขึ้นสำหรับทุกชีวิต

เรื่อง, ภาพและข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.bfi.org
http://www.codi.or.th
http://gotoknow.org/blog/korsornor-chumphon/3362


« Back to Result

  • Published Date: 2009-05-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com