Creative Knowledge

« Back to Result | List

คู่มือฉบับย่อสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ เมื่อคุณต้องการใช้งานนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designer)

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

hiring-id-final.jpg

ในปัจจุบันนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designer) คือ ผู้สร้างสรรค์สินค้าอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เครื่องเรือน ของเล่น เครื่องนุ่งห่ม เครื่องดินเผา เครื่องแก้ว เครื่องประดับ สิ่งทอ ฯลฯ ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ วิจัย ผสานองค์ประกอบด้านวัสดุ กรรมวิธีการผลิต รวมถึงรูปแบบและขนาดของผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาสินค้าที่จะก่อประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ผู้ใช้และผู้ผลิต

อาจกล่าวได้ว่านักออกแบบผลิตภัณฑ์ทำหน้าที่คล้ายกับวิศวกรและศิลปินในเวลาเดียวกัน คือ ต้องเข้าใจกระบวนการผลิต รู้ประโยชน์ใช้สอย ศึกษาผู้ที่จะใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมทั้งพัฒนารูปร่างหน้าตา และสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ที่ตนออกแบบด้วย อย่างไรก็ตาม นักออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีน้าที่ออกแบบเครื่องยนต์กลไกหรือวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำงานได้ สิ่งที่พวกเขาทำคือการให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและการผลิต รวมถึงรูปแบบที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์แก่ฝ่ายวิศวกรและการตลาด ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับพัฒนาสามารถสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย และในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ฯลฯ ด้วย

ประโยชน์ของการใช้งานนักออกแบบผลิตภัณฑ์ สามารถสรุปได้โดยสังเขปดังนี้
1. ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด
2. ลดโอกาสผิดพลาดในกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น บางครั้งอาจช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย
3. พัฒนาสินค้าให้แตกต่างและสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าคู่แข่งได้
4. นักออกแบบสามารถช่วยตัดสินใจหรือให้ความคิดเห็นแก่ผู้ประกอบการ ในกรณีที่โครงงานมีทิศทางหรือแนวปฏิบัติที่หลากหลายหรือไม่สามารถหาข้อสรุปได้โดยง่าย

ขั้นตอนในการคัดเลือกและว่าจ้างนักออกแบบผลิตภัณฑ์
1. ค้นหารายชื่อนักออกแบบหรือบริษัทออกแบบ พร้อมทั้งศึกษาลักษณะการให้บริการเบื้องต้น ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรมส่งเสริมการส่งออก สมาคมนักออกแบบ หรือถามจากผู้ประกอบการที่เคยใช้บริการประเภทดังกล่าวมาก่อน

2. เตรียมข้อมูลความต้องการ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับโครงงานให้พร้อม เพื่อเป็นโจทย์ตั้งต้นให้กับนักออกแบบ

3. เชิญนักออกแบบหรือบริษัทออกแบบที่สนใจเข้ามาแนะนำตัว โดยให้คำนึงถึงผลงานและประสบการณ์เป็นสำคัญ (อาจรวมถึงขนาด ศักยภาพและความพร้อมในการทำงานด้วย)

4. นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจ และให้กรอบการพิจารณาคัดเลือกที่ชัดเจนแก่นักออกแบบ โดยข้อมูลที่ผู้ประกอบการและนักออกแบบควรทำความเข้าใจร่วมกัน ณ จุดนี้คือ
- รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ รวมทั้งลักษณะเฉพาะของกลุุ่มลูกค้าเป้าหมาย
- วิสัยทัศน์และขนาดของธุรกิจ
- คู่แข่งที่ชัดเจนทั้งทางตรงและทางอ้อม
- สาเหตุที่ธุรกิจต้องการความช่วยเหลือจากงานออกแบบ
- สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้รับจากการใช้นักออกแบบ
- แรงบันดาลใจอื่นๆ

5. จากนั้นจึงแจกแจงรายละเอียดโครงงานให้กับนักออกแบบ (หรือที่เรียกว่า Brief)
การให้ Brief เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะนักออกแบบจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ ใน Brief นี้เพื่อวางแผนและกลยุทธ์ในการทำงาน หาก Brief มีข้อผิดพลาดหรือขาดความชัดเจนแล้ว โอกาสที่ผลงานออกแบบจะออกมาดีตามคาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

Brief ที่ดีควรมีองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้
- ประวัติ ที่มา และลักษณะการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการโดยคร่าว
- ที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการ
- เงื่อนไข ขอบเขต รวมถึงข้อจำกัดในการออกแบบ
- แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจากงานออกแบบ
- เงื่อนไขหรือขอบเขตในลิขสิทธิ์ของงานออกแบบ
- รายละเอียดในการส่งมอบงาน
- งบประมาณ

6. เชิญนักออกแบบเข้ามานำเสนอโครงงานออกแบบ (ที่เรียกว่า Design Proposal)

7. พิจารณาเอกสารการนำเสนอโครงงานอย่างเป็นธรรม และคัดเลือกนักออกแบบโดยยึดกรอบการพิจารณาที่เคยให้ไว้

8. ทำความเข้าใจเป็นลายลักษณ์อักษรถึงข้อตกลง เงื่อนไขการทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ กับนักออกแบบหรือบริษัทออกแบบที่เลือกใช้

9. ทำสัญญาจ้างงาน
การคิดค่าบริการในงานออกแบบผลิตภัณฑ์
อัตราค่าบริการสำหรับงานออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ความสามารถ ชื่อเสียง ประสบการณ์ของนักออกแบบ ความยากง่าย และคุณค่าของงาน ฯลฯ โดยการประเมินราคาส่วนมากจะคำนวณจากองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่
1. ค่าออกแบบ ซึ่งประเมินจากขั้นตอนการทำงาน รายละเอียด และความยากง่ายของตัวงานเป็นหลัก การประเมินราคาในส่วนนี้ทางนักออกแบบอาจนำเสนอเป็นราคาเดียวเพื่อความสะดวก หรือบางแห่งอาจทำราคาแยกให้เห็นเป็นขั้นๆ ก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ระบบการจัดการของฝ่ายผู้ว่าจ้างและนักออกแบบด้วย
2. ค่าดูแลการผลิต โดยทั่วไปนักออกแบบสามารถคิดค่าดูแลการผลิตเพิ่มเติมจากค่าออกแบบได้ ทั้งนี้เพราะมาตรฐานการผลิตงานระดับคุณภาพนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการความเชี่ยวชาญและมีรายเอียดซับซ้อน นักออกแบบส่วนมากจำเป็นต้องให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ฝ่ายผลิต เพื่อให้สามารถผลิตงานได้ตรงกับความต้องการ โดยงานดูแลการผลิตนี้แม้จะใช้เวลาค่อนข้างมากในบางกรณี แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการบริการขั้นพื้นฐานของนักออกแบบผลิตภัณฑ์
3.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ค่าเดินทาง ค่าส่งเอกสาร ค่าที่พัก (ถ้ามี)
4.ค่าลิขสิทธิ์ในงานออกแบบ (Loyalty Fee) นักออกแบบหรือบริษัทออกแบบบางแห่งอาจคิดค่าบริการเพิ่มเติมเป็นเปอร์เซนต์จากยอดขายหรือผลการดำเนินธุรกิจด้วย โดยผู้ประกอบการอาจจ่ายให้ในลักษณะต่อเนื่อง เช่น ต่อเดือน หรือต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนการผลิต เงื่อนไข ประเภท และข้อตกลงอันเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย (หรือในบางโอกาสนักออกแบบอาจคำนวณค่าลิขสิทธิ์ไปพร้อมกับค่าออกแบบก็ได้)

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยลดภาระและความเสี่ยงของทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและนักออกแบบ ค่าใช้จ่ายในการออกแบบผลิตภัณฑ์มักถูกแบ่งจ่ายเป็นงวด ตามขั้นตอนที่เสนอในเอกสารเสนอโครงงาน แต่หากโครงงานมีขนาดเล็กและไม่ได้ใช้เวลานานมาก นักออกแบบอาจคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายได้ ส่วนการให้ค่าลิขสิทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

4 ขั้นตอนการทำงานของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี
1. Discover : ค้นและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวโน้มความเป็นไปได้

นักออกแบบจะเริ่มต้นหาแรงบันดาลใจจากข้อมูลเบื้องต้นใน brief รวมทั้งศึกษาตลาดการแข่งขัน สังเกตแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย ศึกษาวัสดุ กระบวนการผลิต และกรณีอ้างอิงด้านการออกแบบต่างๆ เพื่อพัฒนาแนวคิดในขั้นต่อไป
2. Define : ประมวลผลและพัฒนาแผนการทำงาน
ขั้นตอนนี้นักออกแบบจะเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองความคิด หาคำตอบให้กับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของลูกค้า รวมถึงวางแผนการทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Project Planning and Design Process Planning) จากนั้นต้องทำความเข้าใจในแผนงานกับลูกค้าจนเป็นที่ยอมรับตรงกัน

3. Develop : พัฒนางานออกแบบ
นักออกแบบเริ่มลงมือทำงานเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดให้กับโจทย์ของผลิตภัณฑ์ โดยผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้
- เสนอแนวคิดการออกแบบเบื้องต้น (Initial Concept Sketches)
- พัฒนาแบบ (Design Development) ซึ่งสามารถนำเสนอได้ 2 แนวทาง คือ เสนอในรูปแบบ 2 มิติ (3D Rendering) หรือเสนอเป็นตัวอย่างเสมือนจริง (Model Mockup) เช่น Rapid Prototyping, Foam/Clay Sculpture
-_เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ_(Prototype)_อันจะเป็นผลงานที่เสมือนจริงที่สุด
- ตรวจรับแบบ (Approval Process)

4. Deliver : เตรียมงาน
ผลิต
ในการเตรียมงานผลิต (Pre-Production) นักออกแบบผลิตภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ดูแลความถูกต้อง ให้คำแนะนำกับฝ่ายผลิต และทำงานร่วมกับวิศวกรหรือช่างผู้ชำนาญเฉพาะทาง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานออกแบบจะออกมาตรงตามที่ต้องการ ในขั้นตอนนี้นักออกแบบอาจทำการทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มผู้ใช้ (User Group Test) เพื่อสำรวจระดับความเป็นไปได้และทิศทางในการพัฒนางานออกแบบด้วย จากนั้นจึงนำงานออกแบบดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงต่อไป

เครดิตข้อมูล : กรมส่งเสริมการส่งออก

ภาพประกอบ: พลอย - ชวนพิศ


« Back to Result

  • Published Date: 2009-07-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี