Creative Knowledge

« Back to Result | List

จัณฑีครห์ (Chandigarh) เมื่ออดีตออกแบบอนาคต

ในดินแดนห่างไกลทางตอนเหนือของอินเดีย สายตาแหลมคมจากผู้บริหารสูงสุดของประเทศได้หลอมรวมเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านการ ออกแบบของสถาปนิกต่างชาติ ก่อเกิดรากฐานแห่งการพัฒนาที่น่าอัศจรรย์ จัณฑีครห์ (Chandigarh) คือ เมืองหลวงแห่งรัฐปัญจาบ ที่ถูกวาดหวังให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเดินทางสู่อนาคต และความอิสระจากความเชื่อบนขนบดั้งเดิมของอินเดีย เมื่อผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ จัณฑีครห์พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทันสมัยที่มาก่อนเวลาเมื่อครั้งนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาว เมืองทุกวันนี้ 

เครื่องมือแห่งการปลดปล่อย
จัณฑีครห์ ไม่ใช่เมืองที่เติบโตอย่างงดงามจากประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของอินเดีย หรือรายล้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างที่มาจากความเคารพบูชาของผู้คน แต่เมืองแห่งนี้ผ่านการพินิจพิเคราะห์และไตร่ตรองเพื่อหาคำตอบของคำว่า “ชีวิตสมัยใหม่” และไม่มีใครกระหายที่จะแสดงพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงและรสชาติของอิสรภาพเท่า กับ ชวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียอีกแล้ว

                หลังได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในปี 1947 ดินแดนของอินเดียส่วนหนึ่งถูกแบ่งแยกออกเป็นประเทศปากีสถาน หนึ่งในนั้นเป็นรัฐปัญจาบที่ต้องสูญเสียเมืองหลวงลาฮอร์ไป รัฐบาลของเนห์รูจึงมีนโยบายที่จะสร้างสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ และเมืองจัณฑีครห์ก็ถูกเลือกขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของรัฐปัญจาบ ที่ไม่ใช่เพียงการสถาปนาแต่ในนาม เพราะเนห์รูเคยกล่าวว่าสิ่งนี้จะต้องเป็นเหมือน “การปลดปล่อยจากโซ่ตรวนของอดีต” อย่างไรก็ตาม หนทางไปสู่สัญลักษณ์ที่วาดหวังนั้นก็ช่างยากเย็น เพราะสภาพประเทศหลังได้รับอิสรภาพไม่ได้แจ่มใสอย่างที่คาดฝัน เมื่อสถานการณ์การเมืองโลกเริ่มถูกเขม็งเกลียวด้วยภาวะสงครามเย็น ส่วนภายในประเทศ อินเดียต้องประสบกับปัญหาการแบ่งแยกดินแดนกับปากีสถาน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างศาสนาอิสลามและฮินดู ตลอดจนเรื่องปากท้องของประชากรที่ต้องดูแล ดังนั้น การวาดภาพคุณภาพชีวิตที่ดีเลิศด้วยการสร้างเมืองใหม่ในอุดมคติ จึงแทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน  

                แต่เพื่อเรื่องเพ้อฝันนั้น รัฐบาลได้ติดต่อทีมสถาปนิกชาวอเมริกัน อัลเบิร์ต เมเยอร์ (Albert  Mayer) และ แมทธิว โนวิคกิ (Matthew Nowicki) เพื่อออกแบบเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่โชคร้ายที่โนวิคกิประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกเสียก่อน และเมเยอร์ก็ตัดสินใจที่จะไม่สานต่องานดังกล่าว ดังนั้น ในปี 1950 เลอ คอร์บูซิเยร์ (Le Corbusier) สถาปนิกวัย 62 ปี จึงได้รับเชิญให้มาสานต่อโครงการการออกแบบเมืองหลวงสำหรับประชาชนห้าแสนคนบน ที่ราบสูงกว้างใหญ่ของรัฐบาลเนห์รู  ซึ่งเขาและญาติผู้น้อง ปิแอร์ ฌองเนอเครต์ (Pierre Jeannenet) ก็พร้อมรับโอกาสอันยอดเยี่ยมนี้ไว้ หลังจากที่เขาเคยพลาดโอกาสใหญ่ในการออกแบบเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์มและปารีส มาก่อนหน้านี้  

                เลอ คอร์บูซิเยร์ได้เข้ามาตั้งสำนักงานในอินเดียในปี 1951 และได้เปิดฉากช่วงสำคัญในชีวิตของอดีตทหารสวิสของตนด้วยผลงานต่างๆ ที่แสดงถึงการทดลองแนวคิดในการออกแบบสมัยใหม่  ตั้งแต่การวางผังเมืองทั้งหมดที่แบ่งแยกพื้นที่สาธารณะออกจากพื้นที่ราชการ และบ้านพักอาศัย แต่เชื่อมต่อถึงกันด้วยการวางเส้นทางถนนเพื่อการสัญจร ทั้งหมดนี้ ยืนอยู่บนเงื่อนไขการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นสำคัญ เพราะจากโซนที่ไกลที่สุดของเมืองใหม่ก็ยังสามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง ด้วยระยะห่างเพียง 9 กิโลเมตรเท่านั้น โดยภาพรวมของการพัฒนาเมือง รัฐบาลและเลอ คอร์บูซิเยร์ได้จัดทำแผนแม่บทเป็น 2 ระยะ ขึ้นกับอัตราการเติบโตของเมือง โดยระยะแรกเมืองอยู่บนพื้นที่ 9,000 เอเคอร์ หรือเซกเตอร์ 1-30 สำหรับการรองรับประชากร 1.5 ล้านคน ส่วนในระยะที่สอง พื้นที่จะขยายออกไปอีก 6,000 เอเคอร์ ในเซกเตอร์ 31-47 เพื่อประชากรอีก 3.5 ล้านคน 

                นอกเหนือจากการสร้างชีวิตให้เมืองใหม่แล้ว การส่งมอบสัญลักษณ์สู่อนาคตก็เป็นความหมายของการสร้างเมืองแห่งนี้   ดังนั้น เลอ คอร์บูซิเยร์จึงตั้งใจให้อนุสาวรีย์รูปมือ (OpenHand Monument) แสดงออกถึงความเป็นอิสระและหลุดพ้นจากพันธนาการ และอนุสาวรีย์ Martyrs' Memorial เป็นเสมือนอนุสาวรีย์ที่สภานิติบัญญัติใช้เพื่อตอกย้ำภาพความพ่ายแพ้ของยุค จักรวรรดินิยม แต่ลึกๆ ลงไปบนหน้าประวัติศาสตร์แล้ว สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของอินเดียก็ยังคงปรากฏความเชื่อของชาวอินเดียดั้งเดิม อยู่ดังเช่น อาคาร The Tower of Shadow ที่แสดงความเคารพต่อดวงอาทิตย์ของคนในรัฐปัญจาบ ผ่านการออกแบบอาคารที่เปิดให้แสงจากภายนอกลัดเลาะและฉายอาบเข้ามาภายในตัว อาคารโดยไม่ปิดกั้นใดๆ และด้วยเหตุนี้ ความเชื่อ การเมือง และการออกแบบ จึงเกิดเป็นบทสนทนาของผู้คนในจัณฑีครห์

The City Beautiful
ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ (Modernism) ที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยี บวกกับการแสวงหาความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน และมองไกลออกไปถึงวันที่เมืองจะต้องขยายตัวในอนาคต เลอ คอร์บูซิเยร์เปรียบเมืองเหมือนร่างกายมนุษย์ที่มีสมอง หัวใจ ปอด และเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ดังนั้น ภูมิทัศน์ของเมืองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต การเรียน การทำงาน และเชื่อมต่อกับธรรมชาติอันงดงาม จนเมืองได้รับการเรียกขานว่า The City Beautiful


ที่มา: chandigarh.gov.in.

การวางผังเมือง แบ่งแยกพื้นที่การใช้งานตามการทำงาน การอยู่อาศัย และการสันทนาการ โดยในส่วนของการทำงาน ซึ่งถือเป็นภาระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แบ่งเป็น 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ The Capitol Complex ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือ The Educational Institutes ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ The City Centre ใจกลางเมือง และเขตพื้นที่อุตสาหกรรมในเขตตะวันออกเฉียงใต้



เลอ คอร์บูซิเยร์จัดใช้ถนนเป็นเส้นเลือดถ่ายเทความสะดวกของผู้คน เพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิต โดยแบ่งเป็น
V1 Arterial Roads ถนนเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อจัณฑีครห์กับเมืองอื่นๆ

V2 Major Boulevards ถนนสายรองจาก V1 

V3 Sector Definers ถนนที่เป็นเส้นแบ่งส่วนต่างๆ (Sector) ของเมือง
V4 Shopping Streets ถนนย่านช้อปปิ้ง
V5 Neighborhood Streets ถนนระดับชุมชน
V6 Access Lanes ถนนที่ตัดเข้าไปสู่ที่ต่างๆ เช่น ถนนเข้าบ้าน เป็นต้น

V7 Pedestrian Paths ทางคนเดิน
V8 Cycle Tracks ทางรถจักรยาน
· กลุ่มอาคารที่เรียกว่า Capital Complex
· อาคารศาลสูง High Court
· Secretariat Building
· สภานิติบัญญัติ Assembly Building
· อาคาร Gandhi Bhawan ในมหาวิทยาลัยปัญจาบ ส่วนหนึ่งของพื้นที่การศึกษาที่มี ปิแอร์ ฌองเนอเครต์ เป็นผู้ออกแบบ
· กลุ่มงานประติมากรรม เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของเมือง
· Martyrs’ Memorial Chandigarh ที่สภานิติบัญญัติ
· The Tower of Shadow อาคารที่แสดงความเคารพต่อดวงอาทิตย์ของชาวปัญจาบ

ชีวิตที่ถูกออกแบบ
ราวปี 1960 จัณฑีครห์ก็ได้สัมผัสกับโครงข่ายแห่งความร่วมสมัย ทั้งศาลากลางของเมืองเสร็จสมบูรณ์ สภานิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการของรัฐ องค์ประกอบทางภูมิทัศน์อื่นๆ รวมถึงสวนสาธารณะที่มอบสีเขียวสดและทะเลสาบจำลองที่เติมความชุ่มชื้นให้กับ เมือง แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกตั้งคำถามอย่างท้าทายว่า นี่อาจเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองของพรรครัฐบาล และนี่คือสิ่งที่ชาวอินเดียต้องการมากกว่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการจ้างงาน จริงหรือ

แต่นายกรัฐมนตรีเนห์รูไม่สะทกสะท้านกับแนวคิดต่อต้านนั้น และกล่าวอย่างมุ่งมั่นในปี 1959 ว่า “ผมยินดีอย่างมากที่จะทดลองเพื่อสร้างอิสระตามประเพณี แต่แสดงสัญลักษณ์ความศรัทธาของประเทศในอนาคต” ด้วยการสนับสนุนด้านนโยบายอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง การพัฒนาเมืองหลวงจึงยังเดินหน้าต่อ แม้เลอ คอร์บูซิเยร์จะเสียชีวิตลงในปี 1965 และปิแอร์ ฌองเนอเครต์ จะเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา แต่สถาปนิกรุ่นใหม่ของอินเดียที่ได้ร่วมงานกับทั้งสองอย่าง Manmohan Nath Sharma ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเลอ คอร์บูซิเยร์ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าสถาปนิกของเมืองจัณฑีครห์และสานงานต่อ หรือ Balkrishna Vithaldas Doshi นักศึกษาจาก Sir J.J College of Architecture ในมุมไบก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์เมืองเช่นกัน ปัจจุบันทั้ง Sharma และ BV Doshi ถือเป็นปูชนียบุคคลด้านสถาปัตยกรรมยุคใหม่ของอินเดีย ผลงานของพวกเขาถือเป็นการขยายรากฐานการใช้ภูมิสถาปัตยกรรมเพื่อออกแบบคุณภาพ ชีวิตบนความเชื่อที่ว่า บทบาทที่แท้จริงของงานสถาปัตยกรรมคือการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น



ปัจจุบัน เมืองจัณฑีครห์ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีรายได้สูงสุดใน ประเทศ ประชากรหนึ่งในสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าและการท่องเที่ยว (ซึ่งคิดเป็นมูลค่าร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมือง) ตามด้วยการเงินและธุรกิจประกันภัย นอกจากนี้ ในปี 2011 จัณฑีครห์ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และสะอาดที่สุดใน ประเทศซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับคำชื่นชมมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการจัดการสภาพแวดล้อมของเมืองที่เป็นระเบียบ การแยกทางเดินของคน รถจักรยาน และรถยนต์ออกจากกัน เพื่อทำให้การจราจรไม่ติดขัด  ขณะที่การกำหนดเขตธุรกิจ ราชการ อุตสาหกรรม และที่พักอาศัยอย่างชัดเจน ก็ช่วยกระจายความแออัดของเมือง รวมทั้งการสร้างพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งก็ยังสอดคล้องกับชีวิตคนอินเดีย ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ และความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันของสังคมก็ได้รับการแก้ไขด้วยการออกแบบ พื้นที่ให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ด้านการบริหารเมือง มีความพยายามที่จะดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมไอที อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ และการท่องเที่ยว ซึ่งให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก เช่น กระดาษ หรือผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ก่อให้เกิดมลพิษ

                ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองใหม่ได้อย่างไม่ขัดเขิน จนเมืองมีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วทั้งในด้านเศรษฐกิจและประชากร ผังเมืองที่เคยคิดว่าจะรองรับผู้คนได้มากถึง 3.5 ล้านคน กลายเป็นคับแคบไปทันใด เมื่อเทียบกับ 10 ล้านคนในปัจจุบัน  นอกจากนั้น  เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานกว่า 60 ปี หลังการพัฒนา ก็นำได้ความเพิกเฉยและละเลยเข้ามาสู่เมือง อาคารสำคัญในเมืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตถูกทิ้งร้างและทรุดโทรม ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ชิ้นงานต่างๆ ถูกนำไปขายให้แก่บริษัทประมูลต่างชาติอย่างเอิกเกริก เมื่อปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียนของอังกฤษตีพิมพ์ข่าวการประมูลในกรุง ปารีส เพื่อแย่งชิงผลงานออกแบบฝาท่อระบายน้ำของเลอ คอร์บูซิเยร์ในจัณฑีครห์ ด้วยราคาสูงกว่า 1.5 หมื่นปอนด์ ขณะที่เก้าอี้ในอาคารสภานิติบัญญัติก็มีการประมูลซื้อขายในตลาดประมูลของ ลอนดอน  นี่จึงแสดงให้เห็นว่า มีข้าวของจำนวนมากที่ถูกปล้นสะดมไปจากเมืองนี้ ศาสตราจารย์ Rajnish Wattas อดีตอาจารย์ใหญ่ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของวิทยาลัยจัณฑีครห์  จึงได้เป็นตัวแทนเพื่อเรียกร้องให้มีการแทรกแซงระหว่างประเทศ "เราต้องตะลึงเมื่อได้ยินราคาสำหรับฝาท่ออันเดียว สิ่งนี้กระตุกจิตสำนึกของเรา และเราจะปล่อยให้เมืองจมลงไปเช่นนี้ไม่ได้" ดังนั้น กลุ่มสถาปนิก นักวิชาการ และประชาชนในเมืองจึงกลับมาให้ความสนใจและตื่นตัวกับเมืองอีกครั้ง โดยร่วมกันกระตุ้นให้รัฐบาลได้แสดงท่าทีเอาจริงเอาจังกับการฟื้นฟูบูรณะ เมืองให้กลับมามีความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น

                การต่อสู้ของจัณฑีครห์จะยังดำเนินต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่ได้ครอบครองสินทรัพย์ของเมืองเห็นใจต่อการร้องขอ  และจำนนต่อความมุ่งมั่นของผู้บริหารเมือง เพื่อที่จะปล่อยให้ผลงานออกแบบอันยอดเยี่ยมได้กลับมาอยู่ในสายตาของสาธารณะ ขณะเดียวกัน เมืองก็ต้องพิสูจน์ว่าการลงทุนเมื่อ 60 ปีก่อนคุ้มค่ากับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง เพราะอาจจะเป็นการกล่าวเกินจริงถ้าจะสรุปว่า การออกแบบได้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาต่างๆ ของเมืองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด กระบวนการบริหารจัดการเมืองผ่านตรรกะด้านการออกแบบ ก็ได้นำเสนอรูปแบบใหม่ๆ ในการวางบรรทัดฐานคุณภาพชีวิต ซึ่งจัณฑีครห์ได้น้อมรับสิ่งนั้นไว้แล้ว

ที่มา :
บทความ “Bid to stop art dealers selling off Le Corbusier's iconic Indian urban project”(March 8, 2011) โดยDaily Mail Reporterจาก www.dailymail.co.uk
บทความ “Le Corbusier's Chandigarh” (April 25, 1982) โดย Barbara Crossette จาก www.nytimes.com
บท ความ “Le Corbusier's Indian masterpiece Chandigarh is stripped for parts” (March 7, 2011) โดย Jason Burke จาก www.guardian.co.uk
chandigarh.gov.in
changeobserver.designobserver.com

เรื่อง ศิริอร หริ่มปราณี

« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-11
  • Resource: www.creativethailand.org
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง