Articles

« Back to Result | List

เชียงราย การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

เชียงราย การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

เรื่อง: ศิริอร หริ่มปราณี

งดงาม สงบ และหนาวเย็น คือเหตุผลที่ทำให้เชียงรายเป็นเมืองที่จับใจผู้คนมาเนิ่นนาน แต่เมืองที่มีอายุเก่าแก่กว่า 750 ปีนี้ ย่อมมีแรงดึงดูดได้มากกว่าการท่องเที่ยวตามฤดูกาล เพราะเชียงรายถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นตัวแทนของความชิดใกล้กับเพื่อนบ้านทั้งด้านภาษา ศิลปะ ไปจนถึงอาหารการกิน หากแต่บนวิถีชีวิตที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันนั้น กำลังถูกสั่นสะเทือนด้วยคลื่นความถี่ทางเศรษฐกิจจากฝั่งพม่า ที่มาพร้อมกับความรุ่งเรืองและมั่งคั่งของจีน และผลลัพธ์จากโอกาสที่จะสูบฉีดไปทั่วเมืองนั้น อาจกลายเป็นพิมพ์เขียวใหม่ของเมืองอันน่าหลงใหลแห่งนี้

ดินแดนแห่งความอิ่มเอม
ทิวเขาที่ทอดตัวเป็นทิวทัศน์สลับซับซ้อน นอกจากจะแสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ยังเป็นเหมือนเกราะกำบังให้ผู้คนเอื้อมมือถึงเชียงรายได้ยากขึ้น แม้เชียงรายจะเดินทางเข้าถึงได้ทั้งทางเครื่องบิน ถนน และการล่องเรือทางแม่น้ำโขง แต่อุปสรรคทางการสัญจรจากเส้นทางรถไฟที่ลากมาหยุดอยู่แค่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้กลายเป็นส่วนที่ช่วยชะลอความสูญเสียของธรรมชาติในดินแดนแห่งนี้ได้บ้าง เมืองที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทยนี้จึงเต็มเปี่ยมด้วยความน่าพิสมัย และเมื่อการดั้นด้นยิ่งสร้างแรงปรารถนา ณ เวลาที่ผู้คนได้เดินทางผ่านป่าเขาอันเลี้ยวลด กระทั่งได้ไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวสุดพิเศษของที่นี่  จึงเป็นห้วงเวลาที่หลายคนได้เข้าใจความหมายของคำว่า “งามจนลืมหายใจ” 

ความสมบูรณ์แบบของเชียงรายเกิดจากภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งได้สะท้อนผ่านอาหาร การแต่งกาย พืชพรรณในตลาดสด ขณะที่การเดินไปรอบๆ เมืองจะเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความเป็นพื้นเมืองที่เป็นเสน่ห์ของเชียงราย โดยในตัวเมืองยังได้รับอิทธิพลตะวันตกจากการที่กลุ่มมิชชันนารีได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาและวิทยาการต่างๆ ตั้งแต่เมื่อต้นทศวรรษ 1900 โดยเฉพาะการวางผังเมือง การออกแบบศาลากลางจังหวัด  เรือนจำ โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค โรงเรียนบริกส์อนุสรณ์ (เชียงรายวิทยาคมในปัจจุบัน) และโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงรายกับรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) [1]   

การเปิดกว้างทางจิตใจที่เปิดรับความเชื่อ ค่านิยมใหม่ บนรากฐานของวัฒนธรรมอันเก่าแก่ได้นำไปสู่สังคมที่สร้างสรรค์ด้วยงานศิลปะหลากหลายแขนง ที่นี่จึงเป็นทั้งบ้านเกิดและที่พำนักของศิลปินระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมากกว่า 200 ชีวิต ซึ่งปัจจุบันภาครัฐและส่วนท้องถิ่นได้จับมือกันอย่างแน่นแฟ้นกับเครือข่ายศิลปินพื้นเมืองโดยการจัดโครงการเปิดบ้านศิลปินซึ่งมีมากกว่า10 แห่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คน

ได้เยี่ยมเยือนและซึมซับผลงานศิลปะ รวมถึงความอุตสาหะของศิลปิน เช่น บ้านดำของถวัลย์ ดัชนี  หอศิลป์ไตยวนของฉลอง พินิจสุวรรณ  สตูดิโอดอยดินแดงของสมลักษณ์ ปันติบุญ รวมถึงศิลปินอย่างอภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ และเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เป็นต้น ซึ่งทางจังหวัดได้ให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ และศิลปินรุ่นใหม่ เพื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า พวกเขาจะได้เติบโตเป็นศิลปินผู้เปี่ยมทักษะต่อไป

นอกเหนือจากความอิ่มเอมทางใจและทางปัญญา เชียงรายยังเป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สร้างความอิ่มท้องอีกด้วย โดยความอุดมสมบูรณ์บนที่ราบสูงนี้มาพร้อมกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์แมคคาเดเมียหรือกาแฟอาราบิกาจากดอยวาวี ดอยช้าง และดอยตุง รวมถึงฟาร์มดอกไม้เมืองหนาว และยังเพิ่มชั้นเชิงของราคาด้วยการเป็นแหล่งผลิตเกษตรออร์แกนิกให้แก่ข้าวหอมมะลิและสมุนไพรนานาชนิด นอกจากนั้นโครงการพัฒนาชาวเขาบนพื้นที่ราบสูงที่ห่างไกลหลายโครงการยังได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ให้คนชายขอบเหล่านี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพัวพันกับการปลูกฝิ่น ให้สามารถลบล้างภาพจำเก่าๆ จากดินแดนที่ได้รับการเรียกขานว่าสามเหลี่ยมทองคำ ให้กลายเป็นประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จะได้มองเห็นจุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ทั้งยังสามารถล่องแม่น้ำโขงลัดเลาะไปทางตอนใต้ของประเทศจีนเพื่อไปยังสิบสองปันนาและคุนหมิงได้อีกด้วย

[1]ปัจจุบัน "โบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงราย"กำลังอยู่ท่ามกลางกรณีความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการโบสถ์คริสต์ที่เชียงรายบางส่วนที่มีความประสงค์จะสร้างโบสถ์หลังใหม่แทนที่อาคารเดิม กับกระแสการคัดค้านของนักอนุรักษ์ที่มีมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2009

ขอบคุณผืนดินที่เชียงราย

·        Coffee Route  มีการนำกาแฟพันธุ์อาราบิกา (Arabica) มาปลูกในเชียงรายตั้งแต่ปี 2516 โดยโครงการปลูกพืชทดแทนและพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขา ไทย/สหประชาชาติ เพื่อจูงใจให้ชาวเขาปลูกพืชชนิดใหม่ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยมีการทดลองปลูก ณ พื้นที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง สถานีทดลองเกษตรที่สูงจังหวัดเชียงราย ต่อมาจึงได้แจกจ่ายไปสู่เกษตรกรและชาวไทยภูเขา ซึ่งสามารถปลูกได้ผลผลิตดี เกษตรกรจึงสนใจมาปลูกกาแฟเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันกาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด เพราะสามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่สูงที่มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ปัจจุบันเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมด 39,391 ไร่ ใน 8 อำเภอ สร้างผลผลิตประมาณ 3,500 ตันต่อปีเช่น กาแฟจากดอยช้าง ดอยวาวี อำเภอแม่สรวย, บ้านพนาสวรรค์ อำเภอแม่ฟ้าหลวง,บ้านปางขอน ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง,บ้านผาฮี้ ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้จากการเพาะปลูกแล้ว ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปี ดอกกาแฟที่บนดอยเชียงรายจะบานสะพรั่งและกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่หอมกรุ่นดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

·        Tea Time  ที่อำเภอแม่ลาวเป็นไร่ชาบนที่ราบแห่งแรกของประเทศไทย ซ้ำยังเป็นไร่ชาออร์แกนิก 100เปอร์เซ็นต์ ที่กำลังรอคำรับรองตามมาตรฐานออร์แกนิกส์ของสหรัฐอเมริกา (USDA) ในเร็ววัน ในอดีตห้างหุ้นส่วนจำกัดสุวิรุฬ ชาไทย มีไร่ชาอยู่บนดอยวาวีและดอยแม่สลองอยู่ก่อนแล้วซึ่งเป็นพื้นที่เนินเขา จนกระทั่งได้องค์ความรู้ใหม่จากนักวิจัยชาวไต้หวัน จึงทำให้ทดลองปลูกชาบนที่ราบในอำเภอแม่ลาวเกิดขึ้น ซึ่งความแตกต่างระหว่างการปลูกชาบนที่เนินและที่ราบก็คือ ชาบนที่ราบจะเติบโตดีได้ดีกว่าชาบนดอย เพราะบนที่ราบจะใช้ต้นกล้าเพียง 800 ต้นต่อไร่ ขณะที่บนดอยต้องใช้ต้นกล้าถึง 1,200 ต้นต่อไร่ แต่สามารถให้ผลผลิตต่อไร่เท่ากัน นอกจากนี้ ชาบนดอยยังปลูกขึ้นหน้าเดียวเพราะไม่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ต่างจากไร่ชาบนพื้นราบที่ได้รับแสงแดดตลอดวัน รวมทั้งยังได้ลมเช้าและลมเย็นสม่ำเสมอ จากการทดลองปลูกชาเพียง 5 ไร่กับงบลงทุน 2 ล้านบาท ปัจจุบันไร่ชาดังกล่าวมีพื้นที่ขยายออกไปกว่า 240 ไร่ และมีโรงงานแปรรูปชาในพื้นที่เดียวกัน โดยผลผลิตครึ่งหนึ่งส่งออกยังต่างประเทศ

·        Pineapple Sherbet  ต้องขอบคุณความสร้างสรรค์ของ เอนก ประทีป ณ ถลาง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งได้นำพันธุ์สับปะรดมาจากจังหวัดภูเก็ตเพื่อมาปลูกในตำบลนางแล และได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จนได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่าพันธุ์ “ภูแล”โดยเป็นการผสมชื่อระหว่างตำบลนางแล กับสับปะรดพันธุ์ภูเก็ต ไม่ใช่มาจากพันธุ์ภูเก็ตผสมกับพันธุ์นางแลตามที่เข้าใจกัน ด้วยรสชาติ สีสัน และขนาดที่น่าเอ็นดู ทำให้สับปะรดภูแล  ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวรวมถึงยังกลายเป็นเชอร์เบตยอดนิยมของร้านฟาร์ม ทู เทเบิล ออร์แกนิก (Farm to Table Organic) ที่ส่งไปขายถึงกรุงเทพฯ ด้วย

·        The best rice and the best price เมื่อปี 2534 บริษัทนครหลวงค้าข้าว โรงสีเชียงใหม่ไชยวิวัฒน์ และบริษัทริเซเรีย มอนเฟอร์ราโต (Riseria Monferrato) ประเทศอิตาลี ได้ร่วมมือกันวางแผนผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้โครงการ “ข้าวอินทรีย์ทุ่งลอ” โดยทุ่งลอเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเชียงรายและพะเยา ทิวเขาที่ห้อมล้อมพื้นที่ทุ่งลอทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นทำเลทองที่ห่างไกลจากมลพิษใดๆ การเพาะปลูกข้าวหอมมะลิออร์แกนิกดำเนินไปอย่างจริงจัง โดยพื้นที่ต้องผ่านมาตรฐาน IFORM (International Federation
of Organic Agriculture Movements) และตลอดการเพาะปลูกจะมีบริษัทตรวจสอบรับรองระบบเกษตรอินทรีย์เข้าไปติดตามตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูป ไปถึงการส่งออก สำหรับในแปลงเพาะปลูก เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเกษตรกรเพาะปลูกข้าวได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ รวมทั้งประเมินสภาพแวดล้อมรอบแปลงเพาะปลูกด้วย และเมื่อข้าวเปลือกถูกส่งเข้าไปเก็บเพื่อรอการแปรรูปในโรงสี ก็จะถูกตรวจสอบว่ามีการเก็บข้าวอินทรีย์ถูกต้องตามระบบหรือไม่ รวมทั้งติดตามไปตรวจสอบขั้นตอนการเก็บรักษาข้าวในโกดังก่อนการส่งออกด้วยเช่นกัน หลัง 20 ปีผ่านไป มีเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งลอสนใจเข้าร่วมการปลูกข้าวออร์แกนิกนี้จำนวน 4 กลุ่ม รวมประมาณ 200 ครอบครัว บนเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด 6,000 ไร่รวมผลผลิตข้าวเปลือกป้อนตลาดได้เกือบ 3,000 ตันต่อปี สร้างเม็ดเงินกลับสู่พื้นถิ่นได้ถึง 40 ล้านบาท

ปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้า

การมีความสัมพันธ์กับชายแดนที่ดีเยี่ยมได้เป็นสะพานเชื่อมต่อโอกาสที่จะสร้างความกระตือรือร้นใหม่ให้กับเมือง และอาจนำความเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วมาสู่เชียงราย

ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาอัตราเศรษฐกิจของเชียงรายเติบโตสูงเป็น 6 เท่า โดยปี 2554 มีปริมาณการค้าชายแดนสูงถึง 29,771.51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.25จากปีก่อน โดยเป็นมูลค่านำเข้าราว 3,600 ล้านบาท และมูลค่าส่งออกกว่า 26,000 ล้านบาท จึงทำให้เชียงรายได้ดุลการค้าจากการค้าขายผ่านชายแดนที่ด่านถาวร 4 จุดใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงแสน และเชียงของตรงข้ามกับฝั่งลาว และอำเภอแม่สายตรงกับอำเภอท่าขี้เหล็กของพม่า นอกจากนี้ยังมีจุดผ่อนปรนอีก 10แห่ง รวมถึงธุรกิจและธุรกรรมกับ 3 ประเทศ คือ พม่า จีน และลาวนั้นก็คึกคักและเต็มไปด้วยขบวนรถบรรทุกสินค้าที่แล่นผ่านด่านแบบล้นคัน ซึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่ต้องการอย่างสูงในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เพราะได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นสินค้าคุณภาพดี แม้จะมีราคาสูง ขณะที่สินค้านำเข้าผ่านชายแดนส่วนใหญ่คือพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้และดอกไม้จากจีนที่คิดเป็นปริมาณกว่าร้อยละ 80ของสินค้าทั้งหมดทีเดียว ปัจจุบันเชียงรายกำลังเพิ่มความคล่องตัวของระบบขนส่งและโลจิกติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะรัฐบาลไทยและลาวกำลังดำเนินโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เพื่อข้ามแม่น้ำโขง บริเวณเชียงของ-ห้วยทราย ซึ่งจะทำให้ปัญหาความยุ่งยากจากการขนส่งบนแพขนานยนต์ถูกกำจัดออกไป

อานิสงส์ของความร่วมมือในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือข้อตกลงทางการค้า FTAของไทยและจีน รวมถึงการผลักดันให้เชียงรายเป็นประตูสู่การค้าของกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS(จีนยูนนาน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย) และ กลุ่มBIMSTEC (อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล ไทย)  ส่งผลให้เชียงรายที่เคยสงบเงียบต้องลุกขึ้นมารับมือกับความพลุกพล่านที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่เติบโตจะสร้างบรรยากาศที่คึกคักให้กับเมือง การหลั่งไหลของแรงงานต่างชาติ และต่างเมืองก็จะนำมาซึ่งสีสันใหม่ที่ส่งพลังงานทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น ปัญหาความแออัด อาชญากรรม หรือกระทั่งการจราจรที่คับคั่ง และนอกเหนือจากการค้าและการลงทุนแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการยังเป็นที่น่าจับตา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแผนเปิดตลาดการท่องเที่ยวของเชียงรายเพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบการท่องเที่ยวรับ AEC เพราะเชียงรายมีจุดเชื่อมโยงกับสิบสองปันนา ฝั่งโขง พม่า รวมถึงการผลักดันสายการบินต่างประเทศให้บินตรงจากประเทศต่างๆ มาสู่เชียงรายให้มากขึ้น อาทิ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยปัจจุบัน เชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท  ซึ่งหากมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว การปรับปรุงมาตรฐานและรูปแบบสินค้าให้มีความเป็นนานาชาติมากขึ้น ควบคู่กับรักษาความเป็นพื้นเมือง การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก การปรับปรุงเรื่องสุขอนามัยและความสะอาด ก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้จากการทอ่งเที่ยวเป็น 1 แสนล้านบาท และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้ได้เฉลี่ย 2 ล้านคนต่อปีภายในปี 2558   

เชียงรายคุ้นเคยกับการเป็นเจ้าบ้านที่ดีมายาวนาน ทั้งการเปิดรับคำสอนทางศาสนาจากเหล่ามิชชันนารีเมื่อร้อยกว่าปีก่อน การสร้างสรรค์ศิลปะแบบร่วมสมัยบนวัฒนธรรมแบบล้านนา หรือแม้แต่การขับกล่อมนักท่องเที่ยวให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอันสมบูรณ์แบบ แต่สถานะเช่นนี้จะยังต้านทานต่อแรงสั่นไหวได้มากน้อยแค่ไหน หากแรงกระตุ้นของสิ่งเร้ารอบตัวได้ดำเนินไป เพราะที่สุดแล้ว ผู้คนที่ตกหลุมรักเมืองแห่งนี้ก็คือผู้ที่จะต้องเร่งพิสูจน์ความแข็งแกร่งในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอนาคต เพื่อว่าเชียงรายจะยังคงกอดเก็บเสน่ห์ของแรงดึงดูดให้คงอยู่ร่วมกับโอกาสที่หลั่งไหลเข้ามาได้อย่างสมดุลและน่าประทับใจเสมอไป

ที่มา :
www.chiangrai.net
www.kasetdoichang.com
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 4 ตุลาคม 2555
เอกสารการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
เอกสารแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ.2553-2556 โดยสำนักงานจังหวัดเชียงราย

« Back to Result

  • Published Date: 2012-11-06
  • Resource: www.creativethailand.org