Articles

« Back to Result | List

PENANG | Prince of Wales... Prince of Wealth

อากาศร้อนชื้นกับลมมรสุมได้นำทาง กองทัพเรือจากชาติมหาอำนาจยุโรปมาขึ้นฝั่งบนเกาะแห่งนี้ และหลังจากเวลากว่าร้อยปีของการผสมผสานความรู้สมัยใหม่เข้ากับความเจ็บปวด ของการเป็นเมืองขึ้น ปีนัง (Penang) หรือ ปริ๊นซ์ ออฟ เวลล์ (Prince of Wealth)ที่อังกฤษเรียกขาน ก็เดินหน้าสู่การปฏิรูปเมืองใหม่ บนรากฐานของเชื้อชาติและความเชื่อที่แตกต่าง สถาปัตยกรรมที่น่าหลงใหลกับระบบการศึกษาที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับเมืองท่าที่ร่ำรวยจากการเป็นศูนย์กลางการค้าเครื่องเทศในยุคอาณานิคม เมื่อครั้งนั้น ในวันนี้ เมืองของเจ้าชายได้สร้างความมั่งคั่งอีกครั้ง ด้วยตำแหน่งเมืองท่าแห่งการศึกษาและเศรษฐกิจของภูมิภาคที่น่าไว้วางใจ

แด่ความรุ่งเรืองของลูกหลาน
ปีนัง เป็นหนึ่งในสิบสามรัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย และเป็นเมืองที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นที่มั่นทางการค้าของอังกฤษเมืองแรกใน ภูมิภาคตะวันออกไกลเมื่อปี 1786 อาณาเขตของรัฐปีนัง ประกอบด้วยเกาะปีนัง และส่วนแผ่นดินที่เรียกว่า เซบารัง เพไร (Seberang Parai) (ในอดีตคือจังหวัดเวลเลสลี่ (Wellesley)) โดยมีสะพานปีนังซึ่งมีความยาว 13.5 กิโลเมตรเชื่อมโยงพื้นที่สองส่วนไว้ด้วยกัน ขณะที่บนเกาะปีนัง มี จอร์จ ทาวน์ (Georgetown)เป็นเมืองหลวงและเป็นจุดศูนย์กลางอันร่ำรวยด้วยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ปัจจุบัน รัฐปีนังเป็นเขตการปกครองเพียงแห่งเดียวของมาเลเซียที่มีประชากรเชื้อสายจีน อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากใกล้เคียงกับชาวมาเลย์ โดยในปี 2010 อัตราส่วนของประชากรเชื้อสายจีนมีอยู่ราว 623,000 คน หรือร้อยละ 41 ขณะที่มีชาวมาเลย์อยู่ 653,000 คน หรือร้อยละ 43 นอกจากนี้ ยังมีชาวอินเดียอีกราวร้อยละ 10 เชื้อสายอื่นๆ อีกร้อยละ 5.5 และชาวต่างชาติที่อาศัยในปีนังประมาณร้อยละ 0.5

การลงหลักปักฐานของชาวจีนที่มีอยู่มากเกือบครึ่งหนึ่งนั้น เกิดขึ้นจากการหมายมั่นปั้นมือของอังกฤษ ประเทศผู้ครองอาณานิคมในอดีต ที่ตั้งใจส่งให้ปีนังเป็นเมืองท่าของภูมิภาค โดยให้พ่อค้าชาวจีนได้ใช้เป็นฐานในการทำมาค้าขายและสร้างเนื้อสร้างตัว อาคารตึกแถวและบ้านของเศรษฐีจีนจึงเกิดขึ้นเป็นทิวแถว พร้อมๆ กับการที่พวกเขายังได้ทุ่มเทสร้างระบบการศึกษาสำหรับลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล ทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น และเมื่อสอดรับกับเมล็ดพันธุ์ระบบการศึกษาที่อังกฤษได้หว่านไว้ ก็ยิ่งส่งให้ปีนังเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ชนชั้นกลางผู้ร่ำรวยของจีน ปรารถนาจะส่งลูกหลานมาเรียนวิชาความรู้ที่นี่ ปีนัง ฟรี สกูล (PenangFree School) ซึ่งก่อตั้งในปี 1816 และถือเป็นโรงเรียนระบบอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่อยู่นอกประเทศ อังกฤษจึงเต็มไปด้วยลูกหลานชาวจีนผู้มั่งคั่งทั้งที่เดินทางมาจากจีน ฮ่องกง และไทย ส่งผลให้ความคึกคักและความเจริญของปีนังก่อนยุคสงครามโลกแซงหน้าเมืองอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะในยุคนั้นยังไม่มีการสถาปนาสิงคโปร์ขึ้นเป็นประเทศ ขณะที่เกาะฮ่องกงก็ยังคงเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส

อย่างไรก็ดี ความรุ่งเรืองของปีนังในยุคนั้นก็ดูเหมือนจะกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มพ่อค้า ชาวจีนกับนักธุรกิจและผู้ปกครองชาวอังกฤษ โดยไม่ได้กระจายไปยังชาวมาเลย์แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อมาเลเซียได้รับอิสรภาพในปี 1957กระแสชาตินิยมก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนปะทุเป็นการจลาจลในปี 1969 ทำให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และเปลี่ยนมาใช้ภาษามลายูแทน หลังจากนั้นโรงเรียนทุกโรงเรียนจึงเน้นการเรียนการสอนด้วยภาษามาเลย์ และลดความสำคัญของภาษาอังกฤษให้กลายเป็นวิชาหนึ่งเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวด้านการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ ซึ่งนอกจากที่การศึกษาของปีนังจะมีอาการเสมือนถูกแช่แข็งแล้ว การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจไปอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ และการต่อต้านชาวจีนที่ยิ่งทวีความรุนแรงจนถึงการขั้นนองเลือด ก็ล้วนเป็นเหตุให้ปีนังเกิดอาการช็อก เพราะขณะที่เงินทุนใหม่ย้ายฐานไปที่เมืองหลวงของประเทศ ทุนเก่าของชาวจีนก็เริ่มทยอยไหลออกจากปีนังด้วยความหวาดกลัว ตามมาด้วยการปิดกิจการ อาคารสำนักงานถูกทิ้งร้าง และชีวิตชีวาก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากปีนัง

 

จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1990 ผลพวงของการเดินหน้าสู่การเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจของเอเชียของนายกรัฐมน ตรีมหาธีร์ มูฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) ก็ทำให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจและโดดเด่นขึ้นในภูมิภาค ปีนัง ผู้มีต้นทุนสูงจึงหวนกลับมาสู่แสงไฟอีกครั้ง และเมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเชื้อชาติและศาสนาได้กลับคืนมาสู่ปีนัง ความสงบนี้จึงเป็นฐานสำคัญสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เพราะผู้คนสามารถอิ่มเอมกับรสชาติอาหารที่หลากหลายได้อีกครั้ง ทั้งจีนฮกเกี้ยน เครื่องเทศร้อนแรงแบบมาเลย์ หรือสไตล์ตะวันตก ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาของรัฐก็ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้เข้มงวด ทันสมัย และเปิดกว้างสำหรับหลักสูตรภาษาจีน ภาษามาเลย์ และภาษาอังกฤษ  

ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ปีนังได้ก่อตั้ง Penang Skills Development Center (PSDC)ขึ้นในปี 1989 เพื่อเป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีหลักสูตรอบรมและฝึกฝนด้านเทคนิควิชาชีพในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคการผลิตในปีนังอย่างครบถ้วน เพื่อเป็นการผลิตบุคลากรป้อนสู่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรัฐปีนังและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนต่างให้การสนับสนุนกิจการของ สถาบันอย่างเต็มที่ทั้งในด้านเงินสนับสนุนและความรู้ความชำนาญ อีกทั้งรัฐยังได้ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและสถาบันเพื่อการศึกษาวิจัย และพัฒนาต่างๆ ในรัฐปีนัง เช่น MARA University of Technology และ Japan-Malaysia Technical Institute เพื่อร่วมกันจัดหลักสูตรและโครงการวิจัยที่มีเนื้อหาความรู้ที่ส่งเสริมและรองรับต่อความต้องการในตลาดแรงงาน เพื่อให้นักศึกษาที่จบการศึกษามีงานรองรับทันที ดังนั้นอัตราการว่างงานในปีนังจึงมีอัตราต่ำกว่ารัฐอื่นๆ ในประเทศ

ความมีชีวิตชีวาดูเหมือนจะคืนกลับมาสู่ปีนังอีกครั้ง เช่นเดียวกับลูกหลานชาวปีนังรุ่นใหม่ที่เติบโตอยู่ในต่างประเทศก็กลับมาตั้งรกรากที่ปีนัง ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปีนังได้พลิกฟื้นย่านเก่าให้ตื่นจากหลับใหล โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงจอร์จทาวน์ ในย่านถนนมันทรี (Muntri) หรือถนนชูเลีย (Chulia) ซึ่งจะมีคนหนุ่มสาวยัปปี้รุ่นใหม่มาทำธุรกิจประเภทแกลเลอรี่งานศิลปะ ร้านกาแฟ และบูติกโฮเต็ลกันมากขึ้น และเมื่อยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองจอร์จทาวน์ เป็นมรดกโลกในปี 2008 พละกำลังของเมืองก็ถูกเสริมทัพด้วยลูกหลานชาวปีนังที่ต้องการหวนกลับบ้าน เช่น คริสโตเฟอร์ ออง (Christopher Ong) ซึ่งไปใช้ชีวิตเป็นนายแบงก์ในออสเตรเลียก่อนจะกลับมาฟื้นฟูอาคารเก่าแก่ให้ เป็นโรงแรมโคลฟ ฮอลล์ (Clove Hall) บูติกโฮเต็ลขนาด 9 ห้องในปี 2009 และยังขยายไปสู่โปรเจ็กต์ใหม่ๆ ซึ่งเกี่ยวกับแนวคิดในการบูรณะสินทรัพย์เก่ามาสู่การสร้างรายได้ใหม่ในย่าน อื่นๆ เช่น ภัตตาคารเซเว่น เทอเรสต์ส (Seven Terraces) ในสจ๊วต เลน (Stewart Lane) ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และจากโอกาสที่จอร์จ ทาวน์และปีนังน้อมรับไว้ในฐานะของเมืองมรดกโลก เมืองแห่งนี้จึงได้สานต่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ จอร์จ ทาวน์ เฟสติวัล และ ปีนัง แจ๊ส เฟสติวัล ซึ่งในแต่ละเทศกาลจะมีการเชื้อเชิญศิลปินต่างชาติมาร่วมแสดงผลงาน เช่น Ernest Zacharevic ศิลปินชาวลิธัวเนียกับผลงานการวาดภาพสีน้ำบนผนังตามสถานที่ต่างๆ ทั่วปีนัง ซึ่งการตอบรับที่ดียิ่งทั้งจากชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่อผลงานเหล่านี้จึง เป็นเหมือนพลุสัญญานที่ส่องสว่างไปสู่การเกิดใหม่อีกครั้งของเมือง

สร้างคน เพื่อ สร้างงาน
ตุลาคม ปีที่แล้ว รัฐบาลมาเลเซียประกาศงบประมาณใหม่ของปี 2012 และนั่นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาประเทศ อย่างแท้จริง เมื่องบประมาณจำนวนมากได้ทุ่มเทไปที่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและภาค อุตสาหกรรม โดยสาระสำคัญคือการปรับปรุงระบบภาษีในภาคการศึกษา รวมทั้งนวัตกรรมในภาคเศรษฐกิจเสียใหม่ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมและธุรกิจของประเทศให้ดีขึ้น และสามารถดึงดูดชาวมาเลเซียที่มีความสามารถ ตลอดจนเพื่อดึงดูดนักเรียนต่างชาติให้เข้ามาเรียนและทำงานในมาเลเซียเพิ่ม ขึ้นด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

·        การลดภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายลงสองเท่า สำหรับบริษัทที่มีการรับนักเรียนระดับปริญญาตรีเข้าฝึกงานอย่างน้อย 10 สัปดาห์ พร้อมกับเงินค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 500 ริงกิตมาเลเซีย

·        การลดทุนการศึกษาลงสองเท่า สำหรับนักเรียนชาวมาเลเซียที่ได้รับทุนการศึกษาจากบริษัทเอกชน ไปจนถึงปี 2016

·        การลดภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านต่างประเทศลงสองเท่า สำหรับโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ เพื่อดึงดูดนักเรียนต่างชาติให้เข้ามาเรียนที่มาเลเซียมากขึ้น

·        ยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละ 70 สำหรับผู้จัดหาต้นทุนทางการผลิตในอุตสาหกรรมการบริการ เพื่อพัฒนานักคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมนี้

นายกรัฐมนตรี มาเลเซียกล่าวอย่างยิ่งใหญ่ว่า “ความรู้คือเสาหลักของอารยธรรมและรากฐานของความสำเร็จ ดังนั้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและพัฒนาแล้ว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงงานที่มีความสามารถ ทักษะสูง มีความสร้างสรรค์ และรักความก้าวหน้า”มาตรการดังกล่าว ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากทั้งสถานศึกษาและธุรกิจต่างๆ เพื่อร่วมกันก้าวไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น โดยนอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว รัฐบาลมาเลเซียยังปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสร้างความสุขในบรรยากาศการศึกษาที่ เปิดกว้างมากขึ้นและกระตือรือร้นมากขึ้น พร้อมทั้งการสร้างระบบส่งต่อและอำนวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมาเลเซีย

ต่อเติมความรุ่งโรจน์
ปีนัง ถูกบดบังรัศมี เมื่อรัฐบาลกลางได้หันไปทุ่มเทให้กับกัวลาลัมเปอร์ และสร้างเมืองราชการใหม่อย่างปุตราจายา (Putrajaya) จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี (Abdullah Ahmad Badawi)แห่งมาเลเซีย ได้ใช้นโยบายการคืนความเจริญสู่เขตมาเลเซียตอนเหนือ หรือแผนพัฒนา "ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ" (Northern Corridor Economic Region-NCER) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนราว 4.2 ล้านคนในพื้นที่ตอนเหนือใน 4 รัฐ ได้แก่ เคดาห์ เประ ปะลิส และปีนัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนยากจนในชนบทกับคนร่ำรวยในเมือง โดยนโยบายดังกล่าวถูกประกาศขึ้นและถือเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีบาดาวี ใช้รณรงค์หาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางปี 2008 เพื่อเน้นหาเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนในชนบทอันจะเป็นการรักษาที่นั่งในสภาให้ ได้มากที่สุด

ซึ่งหลังจากได้รับชัยชนะ จากการเลือกตั้ง แผนพัฒนาภาคเหนือก็ได้ถูกขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายจะใช้เม็ดเงินทั้งหมด ประมาณ 50 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างงานใหม่ได้ราวหนึ่งล้านตำแหน่งภายในปี 2020 เพื่อทำให้แรงงานรุ่นใหม่ๆ สามารถทำงานอยู่ในบ้านเกิดได้โดยไม่ต้องออกไปหางานในเขตเมืองซึ่งรัฐบาลได้ วางแผนปฏิรูปด้านการเกษตรเพื่อยกระดับการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การปรับปรุงเทคนิคการผลิต การหาตลาดสินค้า การสร้างความแข็งแกร่งในภาคการผลิตด้วยนวัตกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อเตรียมยกระดับทักษะแรงงานในท้องถิ่นให้สามารถผลิตสินค้าที่ใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนจะสร้างโรงแรมใหม่ๆ และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านการขนส่งที่ดีขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ 4 รัฐภาคเหนือมากถึง 4.8 ล้านคน แต่ร้อยละ 85 ของทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเองที่มีรายได้น้อย โดยแผนพัฒนาทั้งหมดนี้  รัฐปีนังจะถูกยกความสำคัญขึ้นในฐานะ "เกตเวย์" ที่เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือเข้ากับภูมิภาคในประเทศและต่างประเทศ


โครงการ "โกลบอล ซิตี้ เซนเตอร์" ชุมชนต้นแบบการจัดการมลพิษ

ปีนัง จึงเต็มไปด้วยความทุ่มเทจากรัฐบาลกลางเพื่อให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ โดดเด่น ทั้งการสร้างศูนย์กลางการขนส่งที่เมืองบัตเตอร์เวอร์ธดัวยงบประมาณราว 588 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขยายท่าเรือและสนามบินปีนัง ตลอดจนการสร้างสาธารณูปโภคใหม่เพื่อเชื่อมโยงทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางรถไฟเข้าด้วยกันให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 15 ปีหลังจากชนะเลือกตั้งในปี 2008และเพื่อลดสภาพการจราจรที่แออัดบนเกาะปีนัง รัฐบาลเมืองจึงสร้างรถรางเดียวที่จะวิ่งผ่านย่านกลางเมือง โดยใช้รถโดยสารที่เรียกว่า Rapid Penang จำนวน 150 คัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบรถโดยสารสาธารณะให้สะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐยังมีแผนที่จะสร้าง "ปีนัง โกลบอล ซิตี้ เซ็นเตอร์" ขึ้นเป็นชุมชนต้นแบบในเรื่องของมลพิษ ดำเนินการโดยอีไควน์ แคปิตอล บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของมาเลเซีย และได้สถาปนิกชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญมาดูแลในส่วนของการออกแบบให้เป็นมิตร กับธรรมชาติ ซึ่งในโครงการนี้จะมีช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ โรงละคร และสวนพฤกษชาติอีกด้วย ขณะที่ในส่วนของการผลักดันภาคการผลิต รัฐบาลยังมีแผนจะสร้าง "ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์" ที่จะช่วยฝึกอบรมแก่คนในปีนังและเอื้อให้เกิดการวิจัยทางด้านนี้มากขึ้น เพื่อให้ศูนย์นี้ช่วยขยายภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าไปพร้อมๆ กับการพัฒนาแรงงานท้องถิ่นให้สามารถผลิตสินค้าไฮเทคที่มีมูลค่าเพิ่มได้
            เมื่อปีผ่านมา ปีนังยังได้รับโอกาสงามจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและน้ำท่วมใหญ่ของไทย โดยหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงาน ว่า ผู้ผลิตระดับโลกหลายรายเริ่มมองหาพื้นที่สำรอง ซึ่งเมืองปีนังของมาเลเซียเป็นหนึ่งในนั้น เพื่อกระจายความเสี่ยงในฐานการผลิตของธุรกิจ ตั้งแต่อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงฮาร์ดดิสก์ซึ่งทำให้ นายลิม กวน เอง มุขมนตรีรัฐปีนัง ได้ส่งเสริมให้ปี 2012 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยเริ่มจากการกำจัดระเบียบซับซ้อนทางราชการ และสนับสนุนการก่อสร้างสวนอุตสาหกรรมแห่งใหม่เพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศได้ง่ายขึ้น

           จะด้วยโชคเข้าข้างหรือการเห็นการณ์ไกล ในวันนี้ ปีนังได้สร้างสะพานเชื่อมต่อตัวเองกับอนาคตไว้อย่างแน่นหนาแล้ว เป็นสะพานซึ่งได้วางอยู่บนรากฐานขององค์ความรู้และระบบการศึกษาสมัยใหม่ การหลอมรวมวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างและระบบการบริหารจัดการของภาครัฐที่ เฉียบคม คงเหลือแต่เฝ้ารอให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากความบากบั่นของ พวกเขานั่นเอง

ที่มา:
นโยบายการพัฒนารัฐปีนังและเกาะลังกาวีเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนวิสัยทัศน์2020 ค.ศ. 1991 - 2009(ธันวาคม 2552) โดย ศุภการ สิริไพศาล
George Town: Rebirth of an Old Town(01 June 2012) โดย AUSTIN BUSH จาก silverkris.com
logisticsdigest.com
projectpenang.my
smashinghub.com
tri.chula.ac.th

« Back to Result

  • Published Date: 2012-12-26
  • Resource: www.creativethailand.org