Articles

« Back to Result | List

Ubud... มนต์เสน่ห์แห่งความลงตัว

แม้กาลเวลาจะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกสรรพสิ่ง แต่อูบุด (Ubud)  ก็อ้าแขนโอบกอดศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสง่างามด้วยการนำเสนอตนเองในรูปแบบเมืองเพื่อสุขภาพ ด้วยที่พักหลากหลายระดับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะทั้งสมัยเก่าและร่วมสมัย สตูดิโอโยคะ สปาเพื่อสุขภาพ ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ในบรรยากาศวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่ยึดมั่นในประเพณีและความเชื่ออันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อัญมณีเม็ดงามกลางมหาสมุทร
“บาหลี (Bali)” เกาะเล็กๆ ของอินโดนิเซียที่ทอดตัวท่ามกลางหมู่เกาะนับหมื่นในมหาสมุทรอินเดีย ได้รับการขนานนามให้เป็นเกาะสวรรค์ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์เย้ายวน ดึงดูดให้ผู้คนนับล้านหลั่งไหลกันเข้ามาชมความงามพิสุทธิ์จากฝีมือการรังสรรรค์ของธรรมชาติอย่างไม่ขาดสาย

ความงามอันเลื่องชื่อบนพื้นที่เกาะเล็กๆ เพียง 5,780 ตารางกิโลเมตรที่ได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย ส่วนหนึ่งมีที่มาจากพิกัดซึ่งห่างจากเส้นศูนย์สูตรไม่มากนัก ก่อให้เกิดสภาพอากาศแบบเมืองร้อน ผนวกเข้ากับภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย ทั้งยังมีภูเขาไฟกุหนุงอากุง (Gunung Agung) ซึ่งระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1963 ทำให้ผืนป่าของบาหลีอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟ จนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งแต่ทุ่งนาขั้นบันไดเขียวขจี ไปจนถึงต้นมะพร้าวบนหาดทรายขาวละเอียดริมชายฝั่งตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล

รากเหง้าแห่งเอกลักษณ์
ภายใต้มนต์สะกดแห่งความงามทางธรรมชาติที่ชวนให้หลงใหล บาหลียังอาบไล้ด้วยแสงแดดแห่งจิตวิญญาณของผู้คนที่ยึดมั่นในความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น

วิถีชีวิตของชาวบาหลีเป็นผลจากการตกผลึกทางความเชื่อดั้งเดิม ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ แต่เดิมคนพื้นถิ่นในหมู่เกาะอินโดนิเซียมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ในธรรมชาติ ต่อมาเมื่อกลุ่มพ่อค้าจากอินเดียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางเข้ามาค้าขายจึงได้นำเอาศาสนาฮินดูเข้ามาด้วย ลัทธิต่างๆ ของฮินดูจึงค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไป ตามมาด้วยศาสนาพุทธที่เข้ามาภายหลังยุครุ่งเรืองของอาณาจักรศรีวิชัย วัฒนธรรมฮินดูรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานในเกาะชวา สุมาตรา และบาหลีนี้มาถึงจุดพลิกผัน เมื่ออาณาจักรมัชปาหิตผู้ควบรวมอาณาจักรต่างๆ ในหมู่เกาะเป็นรัฐเดียวกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถูกรุกรานและพ่ายให้แก่อาณาจักรมะละกาซึ่งเข้ารีตศาสนาอิสลาม ในปี 1478 ทำให้กษัตริย์แห่งอาณาจักรมัชปาหิตซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บนเกาะชวาตะวันออก พร้อมด้วยเจ้านาย นักบวช ช่างศิลป์ และชาวฮินดูที่ไม่ต้องการเปลี่ยนศาสนาต้องหลบมาตั้งถิ่นฐานในเกาะบาหลีและเกาะลอมบอก (Lombok)ด้วยเหตุนี้ สถาปัตยกรรม วรรณคดี ดนตรี การร่ายรำ และวัฒนธรรมความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมของบรรพชนในหมู่เกาะอินโดนีเซียจึงยังหลงเหลือและงอกงามอยู่เพียงในบาหลีและลอมบอกเท่านั้น

ใจกลางอัญมณี เจิดจรัสด้วยงานศิลป์
บริเวณใจกลางของเกาะที่งามดั่งต้องมนต์แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอูบุด เมืองเล็กๆ ที่ส่องประกายความเป็นศูนย์กลางทางศิลปะมาอย่างยาวนาน

อูบุดเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติตั้งแต่ปี 1930 โดยมีศิลปินชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งรกรากและทำงานอยู่ในอูบุดโดยการเชื้อเชิญของกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอูบุดผู้เป็นทั้งกษัตริย์และศิลปิน เริ่มจากวอลเทอร์ ชปีส์ (Walter Spies) จิตรกรชาวเยอรมันเจ้าของผลงานภาพวาดทิวทัศน์บาหลีอันเลื่องชื่อ "Iseh im Morgenlicht 1938" ซึ่งเข้ามาตั้งรกรากในอูบุดเมื่อปี 1927 ตามมาด้วยรูดอล์ฟ บอนเน็ต(Rudolf Bonnet)วิลเล็ม ฮอฟเกอร์ (Willem Hofker) จิตรกรชาวดัตช์ และ ดอน อันโตนิโอ (Don Antonio) ชาวสเปนฯลฯ

เมื่อภูมิทัศน์ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวของบาหลีถูกถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันของเหล่าจิตรกร และคำร่ำลือในความงดงามแพร่กระจายออกไป อูบุดจึงได้มีโอกาสต้อนรับบุคคลสำคัญที่แวะเวียนกันเข้ามาชื่นชมดินแดนสวรรค์แห่งนี้ ทั้งนักแสดงชื่อดังอย่าง ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลส์ (Herbert George Wells) บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ และมาร์กาเร็ต มี้ด (Margaret Mead) นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมชาวอเมริกัน

ในปี 1936 กษัตริย์แห่งอูบุดวอลเทอร์ ชปีส์ รูดอล์ฟ บอนเน็ต และศิลปินท้องถิ่น ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เรียกว่า “ปิตา มาฮา (Pita Maha)” ซึ่งกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางงานศิลปะของบาหลีในเวลาต่อมา โดยรวบรวมศิลปินผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งเกาะให้มาถ่ายทอดศิลปะการวาดภาพ ดนตรีและการร่ายรำแก่คนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและพัฒนาทักษะด้านศิลปะ ทั้งยังสนับสนุนการนำงานศิลปะคุณภาพสูงโดยเฉพาะภาพวาดและงานแกะสลักไม้ออกขายในนิทรรศการแสดงผลงานในต่างแดนอีกด้วย การดำเนินงานของกลุ่มปิตา มาฮาดำเนินมาเป็นเวลาเกือบสิบปีก่อนที่จะหยุดชะงักลงเมื่อเงามืดแห่งสงครามโลกครั้งสองมาเยือนเกาะบาหลี

หลังสงครามสงบลง กษัตริย์อูบุดยังได้ริเริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแรกของเมืองคือ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะปูรี ลูกีซัน (Museum Puri Lukisan)” ในปี 1956 ซึ่งยังคงเปิดให้บริการจนถึงทุกวันนี้ โดยจัดแสดงงานศิลปะบาหลีชั้นเยี่ยมตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกจนถึงศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ อูบุดยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะและหอศิลป์จำนวนมากกระจายตัวอยู่ในทุกมุมของเมือง อาทิ พิพิธภัณฑ์อากุงไรหอศิลป์ชะนีวาตีของศิลปินสตรี พิพิธภัณฑ์นภา พิพิธภัณฑ์เนคา พิพิธภัณฑ์ดอน อันโตนิโอ บลังโก ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ อูบุดจึงเป็นเหมือนชีพจรทางวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงและเป็นศูนย์กลางของศิลปะบาหลีจวบจนทุกวันนี้ ทั้งในสายตาของชาวบาหลีและชาวต่างชาติ

อูบุด ที่สุดแห่งวิถีเพื่อสุขภาพ
ชื่อเมืองอูบุดนั้นมาจากคำว่า “Ubad” ในภาษาบาหลี ซึ่งหมายถึง “ยา” เนื่องจากในอดีตอูบุดเป็นที่กล่าวขานในฐานะแหล่งกำเนิดพืชสมุนไพรและยารักษาโรค มีหลักฐานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 ว่ามีการส่งตัวเชื้อพระวงศ์ที่มีอาการป่วยมารับการรักษาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ปัจจุบันอูบุดได้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักแรม เนื่องจากตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะ สามารถเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ได้โดยสะดวก และห่างจากสนามบินนานาชาติงูระห์ ไร (Ngurah Rai) เพียงหนึ่งชั่วโมง ภูมิประเทศของเมืองที่ตั้งอยู่บนเขาทำให้อากาศเย็นสบายบรรยากาศในตัวเมืองคลาคล่ำไปด้วยชาวต่างชาติและคนพื้นถิ่นที่สัญจรไปมา ริมถนนสายหลักทั้งสามเส้นเรียงรายไปด้วยร้านอาหารหลากสัญชาติ ร้านค้า สปา สตูดิโอโยคะ และที่พักหลากหลายระดับ ตั้งแต่เกสต์เฮ้าส์ บูติกโฮเต็ลเล็กๆ ไปจนถึงโรงแรมและรีสอร์ตระดับห้าดาว แต่เมื่อเดินลัดเลาะเข้าไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ก็จะพบทัศนียภาพสวยงามและเงียบสงบของวัดเก่าแก่ ภูเขา ป่าไม้ ทุ่งนาขั้นบันได และแม่น้ำสายเล็กๆ เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้เข้ากับความเป็นศูนย์กลางของศิลปะบาหลี อูบุดจึงเป็นเหมือนสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบในทุกด้านทุกวันนี้พลังแห่งการรักษาที่หลอมรวมจากความงามของธรรมชาติและความรุ่มรวยในศิลปวัฒนธรรม ก็ยังคงดึงดูดผู้คนที่ใฝ่หาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ใส่ใจสุขภาพ และโหยหาการบำบัดให้เดินทางเข้ามาที่นี่อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจบริการด้านสุขภาพในอูบุดนับเป็นกิจการที่สอดคล้องกับตัวตนของเมือง และตอบรับกระแสรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี หลายปีมานี้กิจการสตูดิโอโยคะและสปาได้รับความนิยมและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะอาหารออร์แกนิกและอาหารประเภทรอว์ฟู้ด (Raw Food) ก็เป็นอีกหนึ่งกิจการที่กำลังได้รับความนิยมมากในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงสูงนอกจากนี้ อูบุดยังมีตลาดออร์แกนิก Ubud Organic Market  ที่เกิดจากการร่วมทุนและบริหารงานแบบสหกรณ์ของกลุ่มสมาชิกผู้ผลิตผักผลไม้ออร์แกนิก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2006 ด้วยหวังว่าจะเป็นพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่สดสะอาด คุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสมทุกวันพุธและวันเสาร์ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะนำผลผลิตที่ปลูกด้วยความตั้งใจมาวางขาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จากผักผลไม้ออร์แกนิก แยม นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ขนมปัง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม

ภาพลักษณ์ความเป็นเมืองแห่งสุขภาพและศิลปะของอูบุดยังได้รับการตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นอีกในปี2008   เมื่อทีมผู้ก่อตั้งเทศกาลจิตวิญญาณแห่งบาหลี (Bali Spirit Festival) เทศกาลนานาชาติที่หลอมรวมองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นหัวใจของความเป็นบาหลีที่โลกรู้จักไว้ในงานเดียวกัน นั่นคือ โยคะ การเต้นรำ และดนตรีตัดสินใจเลือกอูบุดเป็นสถานที่จัดงาน โดยจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ในเทศกาลมีการอบรมโยคะ การแสดงดนตรีพื้นบ้านโดยรวบรวมท่วงทำนองพื้นถิ่นจากแอฟริกา อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และดนตรีร่วมสมัยจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของผู้เข้าร่วมงานที่มาจากทุกสารทิศ โดยมีเป้าหมายเพื่อปลุกพลังด้านบวกและสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้แก่ธรรมชาติและสังคมโลก

สายธารความยั่งยืนแห่งภูมิปัญญา
เป็นที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในทิวทัศน์เฉพาะตัวที่เป็นที่กล่าวขานของอูบุดคือ ทุ่งนาแบบขั้นบันไดสีเขียวชอุ่มและเหลืองทองในฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งแผ่อาณาเขตเต็มพื้นที่บนเนินเขาน้อยใหญ่ และด้วยข้อห้ามไม่ให้สร้างอาคารสูงเกินความสูงของต้นมะพร้าวหรือ 15 เมตร ปัจจุบันทัศนียภาพสวยงามเหล่านี้จึงไม่ถูกบดบัง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์ของผืนนาที่จับใจผู้คนนี้ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เพียงกฎหมายหรือข้อบังคับที่กำหนดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่เป็นประเพณีการทำชลประทานแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า ซูบัค (Subak)  ซึ่งปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานนับพันปี โดยเป็นระบบบริหารจัดการน้ำในลักษณะสหกรณ์ชาวบ้านที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง “อาวิก-อาวิก (Awig-Awig)” ซึ่งสมาชิกทุกคนจะเกี่ยวข้าวตามตารางการเพาะปลูกที่ตกลงร่วมกัน ช่วยกันรักษาระบบชลประทานที่ใช้ในการเพาะปลูกแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ร่วมกันไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสมาชิก และมีส่วนร่วมในการประกอบพิธีทางศาสนารวมทั้งงานสาธารณะอื่นๆ ของชุมชน

บาหลีเคยได้รับบทเรียนราคาแพงเรื่องการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในสมัยที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตดำรงตำแหน่งในปี 1968 ซึ่งตรงกับยุคการปฏิวัติเขียว รัฐบาลได้นำเข้าเทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่จากโลกตะวันตกเข้ามาให้เกษตรกรชาวบาหลีปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมให้เกษตรกรพยายามปลูกข้าวบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแต่ละปี โดยไม่ต้องคำนึงถึงตารางเวลาใช้น้ำของเกษตรกรเพื่อนบ้าน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาแมลงศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงปนเปื้อนในดินและน้ำ และปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรและนักสิ่งแวดล้อมชาวบาหลีจึงเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการบริหารจัดการตารางการเพาะปลูกและทรัพยากรน้ำสู่มือซูบัคอีกครั้ง กระทั่งได้รับชัยชนะในต้นทศวรรษ 1990


© photoburst.net

หลังจากบทเรียนดังกล่าว รัฐบาลบาหลีจึงได้ริเริ่มจัดทำแผนที่เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวบนเกาะบาหลีอย่างยั่งยืน มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม เพื่อให้การท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับศักยภาพด้านทรัพยากร พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนโดยเฉพาะ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ที่นอกจากจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนเกาะแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ชาวบ้านอีกด้วย

หลายปีที่ผ่านมานี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในบาหลีเริ่มตั้งเค้าและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ทรัพยากรน้ำจำนวนมหาศาลที่ใช้ในพื้นที่เกษตรถูกดึงไปป้อนให้ธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว ในปี 1987 บาหลีมีจำนวนห้องพักรับรองนักท่องเที่ยวเพียง 5,000 ห้อง และเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 ห้องในปี 2012 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงถึง 2.94 ล้านคนในปีเดียวกัน  จนเป็นผลให้ระบบซูบัคกำลังจะถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งในเรื่องการปันน้ำระหว่างเกษตรกรด้วยกัน โดยผู้ที่ได้รับเคราะห์เป็นกลุ่มแรกก็คือชาวบาหลีที่มีฐานะยากจนที่สุดซึ่งไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด

หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมาแสดงความกังวลใจเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวแบบมวลชนซึ่งใช้ทรัพยากรน้ำในปริมาณมากและการพัฒนาเกินขนาดของบาหลี ซึ่งอาจพรากตัวตนของเกาะสวรรค์แห่งนี้ไปตลอดกาล และแม้ขณะนี้จะมีความพยายามจากโรงแรมบางแห่งที่เริ่มสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพื่อหมุนเวียนนำน้ำกลับมาใช้อีกครั้ง แต่หลายฝ่ายก็เชื่อและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บาหลีจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมและกระแสที่เข้ามาเยือนได้อย่างลงตัวเช่นที่เคยเป็นมา

ในวันนี้ การเดินทางของบาหลีได้เดินมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้กลับมาใคร่ครวญกันให้ดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนนับล้านปรารถนาจะเข้ามาสัมผัสและพักพิงบนเกาะสวรค์แห่งนี้ แท้จริงแล้วคือธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และความเป็นอยู่เรียบง่ายที่กำลังถูกทำลายมิใช่หรอกหรือ 

ที่มา:
กรณีศึกษา การพัฒนาอย่างยั่งยืน”: เกาะบาหลี อินโดนีเซียโดยสฤณี อาชวานันทกุล ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 เมษายน 2551 จาก onopen.com
matichon.co.th
thebalitimes.com
thejakartapost.com
ubudpalace.com
wikipedia.org

« Back to Result

  • Published Date: 2013-03-19
  • Resource: www.creativethailand.org