Creative Knowledge

« Back to Result | List

Marlborough บ่มมูลค่าเมืองในขวดไวน์

"โซวีญยองบล็องทำให้มาร์ลโบโรห์ประสบความสำเร็จ และมาร์ลโบโรห์ก็ทำให้โซวีญยองบล็องประสบความสำเร็จเช่นกัน" - บ็อบ แคมป์เบลล์

หากกล่าวถึงความนิยมในไวน์แห่งโลกใหม่อย่างนิวซีแลนด์ พันธุ์องุ่นที่สร้างชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ในตลาดโลกซึ่งบ็อบ แคมป์เบลล์ (Bob Campbell) กูรูด้านไวน์ถึงกับยกให้เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของประเทศแทนผลไม้เลื่องชื่ออย่างกีวีก็คือ องุ่นขาวพันธุ์โซวีญยองบล็อง (Sauvignon Blanc) ซึ่งมีการเพาะปลูกมากถึงร้อยละ 57 ของจำนวนไร่องุ่นทั่วทั้งประเทศ และถูกนำมาผลิตเป็นไวน์ถึงร้อยละ 69 โดยร้อยละ 89 ของไร่องุ่นพันธุ์นี้ล้วนตั้งอยู่ที่แคว้นทางเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์อย่าง "มาร์ลโบโรห์ (Marlborough)"


© Tim Clayton

แม้จะมีอายุเพียง 40 ปี แต่องุ่นขาวพันธุ์โซวีญยองบล็องจากไร่ในมาร์ลโบโรห์ก็สามารถตีตลาดไวน์แห่งโลกเก่าอย่างฝรั่งเศสได้อย่างไม่ไว้หน้า ทั้งยังได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของมาร์ลโบโรห์จากเดิมที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะดินแดนแห่งความสมบูรณ์ของแสงแดดและการผลิตข้าวบาร์เลย์ ไปสู่ศูนย์กลางแห่งการผลิตไวน์ชั้นเยี่ยม ซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่องุ่นขาวพันธุ์โซวีญยองบล็องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาร์ดอเนย์ (Chardonnay) รีเอสลิง (Riesling) ปิโนต์กรีส์ (Pinot Gris) และองุ่นแดงพันธุ์ปิโนต์นัวร์ (Pinot Noir) ที่ได้รับการยอมรับและการันตีจากเวทีประกวดไวน์ระดับโลก

                การกระโจนเข้าสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็วอันเป็นผลมาจากองค์ประกอบทางด้านสภาพแวดล้อมที่เป็นใจ และความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของกลุ่มอุตสาหกรรมไวน์ที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเล็งเห็นและให้การสนับสนุน ตลอดจนการให้ความสำคัญในการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการวิจัยและการค้นคว้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อยู่ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้ไวน์ของมาร์ลโบโรห์ได้รับความนิยมจนถึงขีดสุด และยังจะคุมบังเหียนในการเป็นผู้นำการผลิตไวน์ในสายพันธุ์อื่นๆ อีกในอนาคต

Wine Industry

ไวน์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็วของนิวซีแลนด์ ซึ่งมีมูลค่าถึง 28.3 พันล้านบาทในปี 2011 เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่า 15,167 ล้านบาทในปี 2006 โดยเกือบร้อยละ 80 ของจำนวนการส่งออกทั้งหมดถูกส่งไปยังประเทศที่เป็นผู้นำด้านการส่งออกไวน์ อาทิ ออสเตรเลีย ร้อยละ 31 สหราชอาณาจักร ร้อยละ 26 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 21 ทั้งนี้ภูมิภาคที่ผลิตไวน์รายใหญ่ซึ่งคอไวน์คุ้นหูกันดีในนิวซีแลนด์ก็ได้แก่ โอ๊กแลนด์ (Auckland) กิสบอร์น (Gisborne) ไวราราปา (Wairarapa) มาร์ตินโบโรห์ (Martinborough) ฮอว์กสเบย์ (Hawke’s Bay) เซ็นทรัล โอทาโก (Central Otago) แคนเทอร์เบอรี่ (Canterbury) และมาร์ลโบโรห์ (Marlborough) โดยปัจจุบันที่มาร์ลโบโรห์แห่งเดียวมีพื้นที่ปลูกไวน์กว่า 23,600 เอเคอร์

A Land Like No Other

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีไวน์ที่ไหนในโลกที่มีรสชาติเหมือนไวน์ที่บ่มจากองุ่นแห่งมาร์ลโบโรห์ ด้วยลักษณะพิเศษที่สามารถรักษาความบริสุทธิ์ของรสสัมผัสให้สมดุลกับรสชาติอันเข้มข้นและกลิ่นที่น่าประทับใจ และหากดิน น้ำ และแสงแดด คือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการฟูมฟักเมล็ดองุ่นให้เจริญงอกงาม แต่ประวัติความเป็นมาของการปลูกพันธุ์องุ่นนำเข้าและผลิตไวน์ในมาร์ลโบโรห์ในช่วงเริ่มต้นนั้น กลับมาจากความจำเป็นในฐานะเครื่องดื่มทางสังคมและเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มากกว่าที่จะรู้ว่าดินแดนแห่งนี้มีศักยภาพที่ดีพร้อมสำหรับการเจริญเติบโตขององุ่น ซึ่งเป็นผลผลิตตั้งต้นในการผลิตไวน์ 

                ในปี 1973 ขณะที่ผู้ผลิตไวน์รายใหญ่จากโอ๊กแลนด์อย่างมอนแทนา (Montana) กำลังมองหาที่ทางในการขยับขยายกิจการไวน์ของตนจากการผลิตเพื่อบริโภคภายในเป็นการส่งออก การสำรวจพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติมทางเกาะใต้ซึ่งยังมีราคาถูกกว่าเกาะเหนือ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อำนวย คือ มีแสงแดดปริมาณมากพอ มีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างต่ำ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ระบายน้ำได้ดี และปราศจากน้ำค้างแข็งตามฤดูกาล จึงทำให้มอนแทนาตัดสินใจซื้อที่ดินในมาร์ลโบโรห์และเริ่มการปลูกองุ่นเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการจับจองผืนดินจากผู้ผลิตรายอื่นในเวลาต่อมา ซึ่งรวมถึงจิเซ็น (Giesen) ครอบครัวเชื้อสายเยอรมันอย่าง ที่ย้ายรกรากมายังนิวซีแลนด์ และเพิ่งเริ่มเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ที่มาร์ลโบโรห์ในปี 1981 แต่สามารถผลิตไวน์ออร์แกนิกคุณภาพรางวัลเหรียญทองที่มีโรเบิร์ต ปาร์กเกอร์ (Robert Parker) การันตีความโดดเด่น (Outstanding) อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


© facebook.com/marlboroughwinefestival

                ลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างของมาร์ลโบโรห์ในแต่ละพื้นที่ ยังอำนวยให้ไวน์ที่ปลูกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยพื้นที่ที่มีเทือกเขาไคคูรา (Kaikoura) ปกคลุมทางภาคตะวันตกของเกาะใต้ คั่นกลางด้วยแม่น้ำไวราว (Wairau) ซึ่งเป็นบริเวณลุ่มแม่น้ำที่มีดินชนิดพิเศษที่เรียกว่า “Bony Soil” อยู่ทางตอนเหนือของถนนนิว เรนวิก (New Renwick) จึงทำให้เมล็ดองุ่นมีรสชาติดีและกลิ่นหอมละมุน ขณะที่ดินโคลนทางด้านใต้ของลุ่มแม่น้ำไวราวจะให้รสชาติที่เข้มข้น มีกลิ่นอายของเสาวรส เคพกูสเบอร์รี่ และผลไม้เมืองร้อนซ่อนอยู่ ส่วนองุ่นขาวพันธุ์โซวีญยองบล็องที่ปลูกในบริเวณลุ่มแม่น้ำอวาทีรี (Awatere) ที่มีสภาพภูมิอากาศพิเศษ โดยมีอุณหภูมิที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างตอนกลางวันที่จะมีอากาศร้อนจัดและจะเย็นลงอย่างมากในตอนกลางคืน ซึ่งภูมิอากาศเช่นนี้จะช่วยยืดเวลาการสุกงอมของเมล็ดองุ่น และส่งผลให้มีกลิ่นอายของหญ้าตลอดจนได้รสชาติขององุ่นที่เข้มข้นกว่าปกติ

เทศบาลที่แข็งแกร่ง
ส่วนหนึ่งของการรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ชั้นเลิศของภูมิภาคใหญ่อย่างมาร์ลโบโรห์นั้น มาจากรูปแบบการบริหารงานของเทศบาล การจัดตั้งองค์กรเพื่อดูแลสมาชิกผู้ผลิต และการจัดตั้งศูนย์พัฒนาข้อมูลอย่างอย่างจริง ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและต่างก็มองเห็นโอกาสการงอกเงยของเมล็ดพันธุ์องุ่นที่จะผลิดอกออกผลเป็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง

                นิวซีแลนด์ประกอบขึ้นด้วย 2 เกาะใหญ่ๆ คือเกาะเหนือและเกาะใต้ โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 5 เขตเทศบาล แต่ละพื้นที่มีอิสระที่จะดูแลปกครองและออกนโยบายภายในเขตของตนเองโดยไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลกลาง แต่ถึงกระนั้น เทศบาลเขตมาร์ลโบโรห์ที่อยู่บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ก็ยังจำเป็นต้องกำหนดให้มีการจัดทำแผนและนโยบายของเทศบาล รวมไปถึงการวางกฎระเบียบการบริหารเพื่อจัดการกับปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้ขอบเขตของร่มบทบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปี 1991 (Resource Management Act 1991)

                จากข้อกำหนดดังกล่าวจึงส่งผลให้ขอบข่ายงานด้านการจัดการบริหารแผนเทศบาลมาร์ลโบโรห์ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 แผนใหญ่ๆ คือ 1) ถ้อยแถลงนโยบายภูมิภาคเทศบาลมาร์ลโบโรห์  (Marlborough Regional Policy Statement) แผนปฏิบัติการนโยบายส่วนภูมิภาคที่นำมาบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางกายภาพ  2) แผนบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีของมาร์ลโบโรห์  (Marlborough Sounds Resource Management Plan) เป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นทั้งของภูมิภาค และยังถูกนำไปปฏิบัติในแถบชายฝั่งและเขตเทศบาลเมืองมาร์ลโบโรห์ โดยจะเน้นการส่งเสริมการบริหารจัดการที่ยั่งยืนของทรัพยากรทางกายภาพของภูมิภาคทั้งหมด แผนนี้จึงจะครอบคลุมนโยบาย กระบวนการต่างๆ และกฎระเบียบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และ 3) แผนบริหารจัดการทรัพยากรของแม่น้ำไวราวและแม่น้ำอวาทีรี ซึ่งเป็นแผนงานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนของลุ่มแม่น้ำทั้งสอง

Yealands Estate Wines

นอกจากเรื่องของรสชาติแล้ว สิ่งที่น่าสนใจของไวน์จากไร่องุ่นในมาร์ลโบโรห์คือการนำการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมาเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมไวน์ภายใต้การนำของปีเตอร์ เยียแลนด์ส (Peter Yealands) 


© vitalia.cz

                Yealands Estate Wines ถือว่าเป็นโรงกลั่นไวน์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสิงหาคม ปี 2008 แต่ต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ผลิตไวน์ชั้นนำระดับโลกในด้านการดำเนินงานที่ยั่งยืนในทุกขั้นตอนของการผลิต เช่น รถแท็กเตอร์ใช้น้ำมันไบโอ ความร้อนของน้ำในการทำไวน์ได้มาจากการตัดกิ่งของต้นองุ่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ทำจากกากขององุ่น และที่น่าตื่นตาตื่นใจคือการใช้แกะ Babydoll ถอนหญ้าในไร่องุ่น ส่งผลให้ช่วยกำจัดแมลงรบกวนต้นองุ่นได้โดยปริยาย ซึ่งโรงกลั่นไวน์แห่งนี้ไม่เพียงได้รับการรับรองจาก Sustainable Winegrowing New Zealand แต่ยังได้รับประกาศนียบัตรจาก carboNZero และ ISO14001 ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์แสวงหาสิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้ Yealands Estate Wine ได้รับรางวัลประเภท “Business Innovation” ของ Marlborough Environment Award เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2013 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองมาร์ลโบโรล์เพื่อยกย่องธุรกิจที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ดี

นอกจากนี้ ทางเทศบาลมาร์ลโบโรห์ยังได้ร่วมมือกับชุมชนในการวางกรอบวิสัยทัศน์เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่าเราอยากเห็นอะไรในมาร์ลโบโรห์ในอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อจะได้เห็นมาร์ลโบโรห์เป็นเมืองที่พัฒนาเชื่อมต่อกับทั่วโลก มีอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ทั้งนี้จุดประสงค์หลักของการสร้างวิสัยทัศน์ดังกล่าวก็เพื่อสร้างให้มาร์ลโบโรห์กลายเป็นภูมิภาคที่ทั้งฉลาดและมีการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์ (Marlborough Smart and Connected) โดยมีการส่งเสริมให้ชุมชนคิดอย่างมีกลยุทธ์ สามารถแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส การเกิดขึ้นของ Smart Business Marlborough ยังนับเป็นบริการอีกประเภทหนึ่งที่เทศบาลได้จัดเตรียมไว้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านเศรษฐกิจ โดยให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษา หรือค้นหาข้อมูลด้านการลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเรื่องแผนบริหารจัดการต่างๆ การขออนุญาตสร้างอาคาร ข้อมูลสาธารณูปโภค การจัดหาที่ดิน แรงงาน ครอบคลุมไปจนถึงกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรฐกิจของเทศบาลมาร์ลโบโรห์เอง  


© Tim Clayton/ CORBIS

                ศูนย์วิจัยไวน์แห่งมาร์ลโบโรห์ (The Marlborough Wine Research Center) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 1984 จากการรวมกลุ่มเกษตรกร ชาวนา และนักการเมืองผู้มองการณ์ไกลซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีระบบการบริหารจัดการแบบทรัสต์เพื่อการกุศล (Charitable Trust) ยังมีส่วนช่วยผลักดันเรื่องการพัฒนาด้านเกษตรกรรม พืชสวน และการทำไร่องุ่นโดยเฉพาะ องค์กรนี้ทำงานร่วมกับเทศบาลมาร์ลโบโรห์ เพื่อให้ความรู้ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดองุ่นที่สุกพอเหมาะสำหรับการบ่ม ไปจนถึงความสำคัญของไนโตรเจนในกระบวนการผลิตไวน์ ในขณะที่สถาบันวิจัยคราวน์ (Crown Research Institute) นั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตขั้นปฐมภูมิและกลุ่มนักธุรกิจ เพื่อทำผลงานวิจัยที่เจาะเรื่องเมล็ดพันธุ์ของโซวีญยองบล็อง อันเป็นการรักษาคุณภาพของพันธุ์องุ่นให้โด่งดังไปทั่วโลกและรักษามาตรฐานในตลาดระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจรสละมุน

"เราเลือกโปรแกรมทัวร์ไร่องุ่นในมาร์ลโบโรห์จากคำบอกเล่า และเราก็ไม่ผิดหวังเลย" นักท่องเที่ยววัยปลดเกษียณชาวอังกฤษผู้มีโอกาสได้เดินทางไปมาร์ลโบโรห์ครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมากล่าว

ไวน์ไม่เพียงเป็นทรัพยากรทางด้านเศรษฐกิจของมาร์โบโรห์และนิวซีแลนด์ แต่ยังเป็นตัวแปรทางด้านวัฒนธรรมในการกินดื่มของประเทศ ซึ่งนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมภาคอื่นๆ ด้วย เช่น การท่องเที่ยว และการบริการ โดยเห็นได้จากการจัดเทศกาลต่างๆ ในแต่ละเมืองที่ผลิตไวน์ สำหรับมาร์ลโบโรห์ เทศกาลอาหารและไวน์ (Marlborough Wine and Food Festival) จะจัดขึ้นครบรอบ 30 ปี ในปี 2014 โดยผู้เข้าร่วมเทศกาลจะสามารถลองลิ้มรสชาติของไวน์ชั้นนำและอาหารรสเลิศ อีกทั้งยังสามารถบำรุงสมองด้วยการเข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับไวน์จากผู้ผลิตไวน์ชั้นนำ และเข้าชมห้องจัดแสดงวัตถุดิบอันเลิศรสสำหรับคนรักอาหาร พร้อมการสาธิตวิธีทำอาหารจากมาสเตอร์เชฟของนิวซีแลนด์ และเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีของนักร้องนำประจำท้องถิ่น เป็นต้น รูปแบบการจัดงานเทศกาลดังกล่าวจึงนับว่าเป็นการทำตลาดเพื่อการท่องเที่ยวของเมืองและประเทศอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ CT
ที่มา :
bobcampbell.co.nz
marlborough.govt.nz
mrc.org.nz
marlboroughwinefestival.co.nz
tripadvisor.com
เรื่อง รัตมา พงษ์นพรัตน์

« Back to Result

  • Published Date: 2013-04-22
  • Resource: www.creativethailand.org
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี