Creative Knowledge

« Back to Result | List

LAS VEGAS: Where the Sign Rules

เมืองแห่งสีสันและแสงไฟที่ได้รับสมญานามว่า “มหานครแห่งความบันเทิงของโลก” ที่มาของภาพจำป้ายไฟนีออนสีสันสดใสที่แข่งกันหยอกล้อผู้คนสองข้างถนนในยามค่ำคืน และบรรยากาศเกมการพนันที่เดิมพันด้วยโชคชะตาในคาสิโนหรู ลาส เวกัส (Las Vegas) คือเมืองที่ก้าวข้ามความโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

Dessert on the Desert
คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะให้จินตนาการภาพของลาส เวกัสเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วซึ่งยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าเล็กๆ กลางทะเลทรายที่ความเจริญยังก้าวข้ามมาไม่ถึง ในขณะนั้น พื้นที่บริเวณหุบเขาลาส เวกัสของรัฐเนวาดาซึ่งอยู่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐยูทาห์แห่งนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการเป็นจุดพักเพื่อเติมน้ำและเสบียงของคาราวานนักเดินทางตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งในปี 1905 ลาส เวกัสได้ยกระดับความสำคัญขึ้นเป็นจุดพักของระบบเส้นทางรถไฟ “Los Angeles - Salt Lake Railroad” ที่เชื่อมต่อซอล์ท เลค ซิตี้ ชุมชนขนาดใหญ่ในทะเลทรายเกรท เบซิน (Great Basin) เข้ากับลอส แองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เขตมหานครที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ก่อนจะตามมาด้วยการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองลาส เวกัสในปี 1911 ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 800 คน

การรองรับผู้โดยสารที่ต้องมาหยุดพักเพื่อต่อรถไฟตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลาส เวกัสเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลตั้งแต่แรกเริ่ม จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับร้านขายเหล้าและบ่อนการพนัน จนทางการต้องจำกัดบริเวณให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เพียงในบล็อกที่ 16 (Block 16) ของเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งรวมความบันเทิงที่มีทั้งบาร์เหล้า บ่อนการพนัน และแหล่งขายบริการ ภายใต้แสงไฟสีแดงในบรรยากาศคึกคักคละคลุ้งด้วยสิ่งมึนเมา ร้านรวงในบล็อกที่ 16 จึงถูกเรียกว่า “ย่านโคมแดง (Red-light district)” หรือ “แหล่งเที่ยวกลางคืน” แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองเป็นเวลานับสิบปี ซึ่งแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้เล่นการพนันตั้งแต่ปี 1910 แต่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างหละหลวมในรัฐเนวาดา บ่อนการพนันจำนวนไม่น้อยก็ยังปรากฏอยู่ในลาส เวกัส

อย่างไรก็ตาม โอกาสแห่งโชคชะตาครั้งสำคัญของลาส เวกัส เกิดขึ้นเมื่อรัฐเนวาดาเผชิญกับความตกต่ำถึงขีดสุดของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เกษตรกรรมและการค้า ที่ตามมาด้วยวิกฤติว่างงานจากมหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 1929 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง สภาคองเกรสได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับโครงการด้านวิศวกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือการสร้าง”เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam)” เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อใช้ป้องกันอุทกภัยและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ในบริเวณหุบเขาแบล็คแคนยอนซึ่งห่างจากลาส เวกัสออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพียง 48 กิโลเมตรชาวอเมริกันหลายพันคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้องจึงต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในโครงการสร้างเขื่อนขนาดมหึมานี้ และในขณะเดียวกันกระแสของฝูงชนที่ยอมข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาชมเขื่อนที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์แห่งที่ 8 ของโลก”  ก็มีจำนวนถึง 250,000 คนต่อปี แม้ว่าสาธารณูปโภคในบริเวณนั้นจะไม่เอื้ออำนวยสำหรับการมาพักผ่อนเพื่อตากอากาศก็ตาม

ด้วยเสียงเรียกร้องที่ฟังขึ้นจากโธมัส เอ็น แคโรลล์ (Thomas N. Carroll) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายเห็นว่า หากปรับภาพลักษณ์ของเนวาดาให้เป็น “สวนสนุกของสหรัฐฯ (Playground of the United States)” โดยอนุญาตให้มีการเล่นพนันและการแข่งม้าในทิวทัศน์กลางแจ้งที่สวยงาม ย่อมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างกำไรมหาศาลอย่างแน่นอน ในที่สุด สภารัฐเนวาดาจึงตัดสินใจคว้าโอกาสที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวในการกอบกู้เศรษฐกิจของรัฐได้ ด้วยการประกาศให้สามารถเล่นพนันในรัฐได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี 1931

Casino Era
หลังการออกกฎหมายในปี 1931 บ่อนคาสิโนที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ผุดตัวขึ้นบนถนนสองสายสำคัญที่เป็นแหล่งรวมคาสิโนและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของลาส เวกัสจนถึงปัจจุบัน คือ “ถนนฟรีมองต์ (Fremont Street)” บริเวณใจกลางเมือง และ “ทางหลวงหมายเลข 91 (Highway 91)” ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “เดอะ สตริป (The Strip)” หรือ “ลาส เวกัส บูเลอวาร์ด (Las Vegas Boulevard)”

การเปิดตัวของ “เอล แรนโช (El Rancho)” รีสอร์ตคาสิโนแห่งแรกบนทางหลวงหมายเลข 91 ในปี 1941 เป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญของประวัติศาตร์คาสิโนในลาส เวกัส ด้วยทำเลที่ตั้งที่รถยนต์จากแคลิฟอร์เนียจะขับผ่านเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมากรีสอร์ตแห่งนี้แตกต่างด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างมีระดับ และมีเกมการพนันให้เลือกครบครันรวมถึงตู้สล็อตจำนวนถึง 70 ตู้ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งรวมความบันเทิงหลากหลาย ตั้งแต่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ คอกม้า โรงละคร ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นคาสิโนแห่งแรกๆ ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยให้บรรยากาศเพลิดเพลินขึ้นไปอีก ความสำเร็จของเอล แรนโช ทำให้มีการนำคอนเซ็ปต์การออกแบบมาผสมผสานและเกิดเป็นลักษณะเด่นของคาสิโนในลาส เวกัส ซึ่งผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในช่วงเวลาหลายสิบปีต่อมา


© stevendepolo

            จำนวนโรงแรมและลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการแข่งขันเพื่อดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นไปอย่างคึกคักและดุเดือด โรงแรมคาสิโนต่างใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างจุดขายเฉพาะตัวและงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาประชันกันเต็มที่ จนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “Anything is Possible in Las Vegas” ตั้งแต่ป้ายสัญลักษณ์และตัวอาคารที่ประดับด้วยหลอดไฟสีสันสวยงามซึ่งถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาอยู่เสมอ การออกแบบอาคารที่โอ่อ่าด้วยขนาดและการตกแต่ง เช่น การสร้างทะเลสาบจำลองพร้อมการแสดงน้ำพุประกอบเสียงดนตรีด้านหน้าโรงแรมเบลาจิโอ (Bellagio) หรือการจำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปารีสอย่างหอไอเฟล และประตูชัยอาร์ค เดอ ตรีอองฟ์ เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ของโรงแรมปารีส ลาส เวกัส (Paris Las Vegas) ฯลฯ นอกจากนี้ แต่ละแห่งยังเสนออาหารบุฟเฟต์อย่างดีในราคาถูก พร้อมด้วยการแสดงสดจากศิลปินชื่อดังจำนวนมาก เช่น โรสแมรี คลูนี (Rosemary Cloony) แน็ต คิง โคล (Nat King Cole) เรด สเกลตัน (Red Skelton) และมิลตัน เบิร์ล (Milton Berle)

บรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีสันของแสงสีและเกมการพนัน ทำให้ในทศวรรษ 1960 มีการผลิตภาพยนตร์หลายเรื่องที่ใช้ลาส เวกัสเป็นฉากสำคัญอาทิ Ocean’s Eleven (1960) ภาพยนตร์แอคชั่นที่กล่าวถึงการวางแผนปล้นคาสิโนในลาส เวกัสพร้อมกัน 3 แห่ง และ Viva Las Vegas (1964) ภาพยนตร์เพลงรักโรแมนติกซึ่งนำแสดงโดย เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley)

Casino: Temptation You Can’t Resist

การออกแบบโรงแรมคาสิโนในลาส เวกัส ใช่ว่าจะเป็นไปเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่ทุกรายละเอียดยังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการสื่อสารด้วยสถาปัตยกรรม (Architectural communication) ที่แนบเนียนและเปี่ยมด้วยพลังเกินกว่าที่ใครคาดคิด

ทำเลที่ตั้ง คาสิโนบนถนนฟรีมองต์ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองมักจะตั้งอยู่ติดริมถนนเพื่อให้เข้าถึงลูกค้า ในขณะที่คาสิโนบนเดอะ สตริป ซึ่งเป็นทางหลวงที่รถแล่นด้วยความเร็วสูง จะสร้างให้ห่างจากริมทางโดยมีลานจอดรถกลางแจ้งคั่นกลางอยู่ด้านหน้า และนิยมใช้พื้นที่ในแนวยาวขนานไปกับเส้นทาง โดยแต่ละแห่งตั้งห่างกันพอสมควร เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นพื้นที่คาสิโนทั้งหมดได้ชัดเจนและสามารถเลี้ยวรถเข้ามาจอดได้ทันที หลักการเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับป้ายที่ตั้งอยู่ริมทางหลวง ซึ่งจะมีขนาดและความยาว มากกว่าป้ายริมถนนในเมือง

คาสิโนคือหัวใจ ภายใต้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โรงแรมคาสิโนแต่ละแห่งยังมีหลักการออกแบบที่เป็นหัวใจร่วมกัน นั่นคือการให้ความสำคัญกับพื้นที่คาสิโนซึ่งเป็นส่วนที่สร้างเม็ดเงินของโรงแรม ดังนั้นเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามักจะเป็นโต๊ะเกมหรือตู้สล็อต ในขณะที่ล็อบบี้จะหลบตัวอยู่ด้านหลัง เช่นเดียวกับการออกแบบพื้นที่สัญจร ภายในโรงแรมที่ขับเน้นให้ห้องคาสิโนดูโดดเด่นเป็นอันดับแรก

การจัดแสง ขณะที่บริเวณอื่นๆ ของโรงแรมอย่างห้องโถงใช้แสงไฟที่ค่อนข้างสว่างมากหรือมีระเบียงที่เปิดออกสู่ท้องฟ้า แต่ห้องคาสิโนจะมืด ไม่มีหน้าต่างและไม่เชื่อมต่อกับแสงภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้บรรดานักพนันมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเกม แสงไฟทำหน้าที่ร่ายมนต์สะกดให้หลงลืมเรื่องเวลาและสถานที่ไปชั่วขณะ เพราะไม่ว่าเวลาจะหมุนไปนานแค่ไหน แสงในห้องก็ยังคงเหมือนเดิม พื้นที่ในห้องก็ถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุดด้วยการออกแบบแสงไฟที่ช่วยลวงตาไม่ให้เห็นขอบเขตที่แท้จริงของห้อง ผนังและเพดานที่ไม่ใช่วัสดุสะท้อนแสงและใช้สีโทนมืดที่กลืนไปกับพื้นที่ทั้งหมด ทำให้สิ่งที่ส่องสว่างอยู่ภายในห้องคาสิโนมีเพียงแสงจากหลอดไฟ แชนเดอเลียร์ และตู้สล็อต ความเป็นจริงที่ว่าเรากำลังยืนอยู่ในห้องกลางทะเลทรายเวิ้งว้างที่มีแสงอาทิตย์แผดเผาดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ ด้วยการรังสรรค์จากฝีมือมนุษย์ล้วนๆ

Sign (always) Rules
แม้ว่าป้ายนีออนจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในลาส เวกัส แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้กลายเป็น “ศิลปะประจำเมือง”ไปเสียแล้วเพราะภาพของลาส เวกัสมักหนีไม่พ้นแสงไฟจากป้ายที่เรียงรายอยู่สองข้างทางถนนและบนตัวตึก โดยเฉพาะตลอดระยะทางประมาณ 4 ไมล์ของเดอะ สตริป ที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งกล่าวกันว่าส่องสว่างที่สุดเมื่อมองจากอวกาศ

บทบาทของป้ายที่เป็นทั้งส่วนประกอบในการสร้างเอกลักษณ์ให้ “หน้าบ้าน” ของลาส เวกัส และเป็นเครื่องมือในการบอกทางที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยในการคมนาคมในเมืองโดยตรง เป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญ ตามข้อบังคับของสภาเทศบาลเมืองลาส เวกัส สิ่งก่อสร้างและป้ายต่างๆ ในเมืองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (Historic Signs) จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐในการซ่อมแซมและดูแลรักษา โดยป้ายที่จะได้รับการคุ้มครองนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตรงกับที่ได้กำหนดไว้ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แสดงถึงเอกลักษณ์ของเมือง หรือมีความโดดเด่นด้านการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบ การใช้ทักษะหรือฝีมือ เป็นต้น

ปัจจุบัน ทิศทางการพัฒนาเมืองของลาส เวกัสยึดตามแผนพัฒนาเมืองฉบับ 2020 (Las Vegas 2020 Master Plan) ซึ่งยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ในขณะที่การแบ่งเขตเมือง (Land use classification) ในลาส เวกัสยังคงยึดหลักการจากแผนพัฒนาเมืองฉบับปี 1992 (1992 General Plan) ซึ่งแบ่งเขตเมืองตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เขต General Commercialเป็นแหล่งค้าปลีก-ส่ง และธุรกิจทั่วไป สามารถจัดดิสเพลย์ ใช้แสงไฟและเสียงในการแสดงสินค้าในระดับที่มากกว่าเขตอื่นๆ เขต High Density Residential เป็นเขตอาคารบ้านเรือนซึ่งอนุญาตให้มีที่พักอาศัยในระดับหนาแน่นมากและไม่จำกัดความสูงของอาคาร เป็นต้น

นับตั้งแต่ปี 1989 ลาส เวกัสได้ก้าวข้ามคำจำกัดความของการเป็น  “เมืองแห่งบาป (Sin City)” ไปสู่การเป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกรูปแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย ทั้งคาสิโน โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และการแสดงแสงสีเสียงตระการตา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีขนาดและรูปแบบที่โอ่อ่าอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของสหรัฐฯ และมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73 ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

การไปเยือนลาส เวกัสจึงไม่ได้มีกรอบจำกัดอยู่แค่การเสี่ยงโชค แต่ยังรวมถึงการเข้าไปสัมผัสลักษณะพิเศษของเมือง ที่เกิดจากการยอมรับในสิ่งที่โชคชะตาหยิบยื่นให้แต่โดยดี ก่อนจะพลิกสิ่งที่อยู่ในมือให้เป็นโอกาส และเล่นตามเกมอย่างสุดความสามารถ

Neon Museum

“นีออน มิวเซียม (Neon Museum)” ก่อตั้งเมื่อปี 1995 ด้วยความร่วมมือของสภาคณะกรรมการศิลปะแห่งเนวาดาตอนใต้และเทศบาลเมืองลาสเวกัส ก่อนจะเปลี่ยนเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงผลกำไร ที่มีจุดประสงค์เพื่อซ่อมแซมและดูแลรักษาป้ายไฟเก่าของคาสิโนและดิสเพลย์กลางแจ้งของร้านค้าอื่นๆ ซึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสีสันและเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ยังคัดเลือกชิ้นงานส่วนหนึ่งไปจัดแสดงบริเวณแหล่งรวมความบันเทิงอย่างฟรีมองต์ สตรีท เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Fremont Street Experience) เพื่อให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกด้วย “ป้ายนีออนเป็นส่วนผสมของศิลปะ สถาปัตยกรรม การออกแบบกราฟิก และการโฆษณา ซึ่งขับเคลื่อนกระแสวัฒนธรรมป็อปในทุกๆ รูปแบบ” แดนีแอล เคลลี (Danielle Kelly) ผู้อำนวยการบริหารนีออน มิวเซียมกล่าว

ป้ายไฟที่นีออน มิวเซียมนำมาซ่อมแซมและจัดแสดงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นสมบัติของบริษัทยัง อิเล็กทริก ไซน์ (Young Electric Sign Company: YESCO) ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมป้ายโฆษณาที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1920 และได้รับมอบหมายให้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญมากมายในลาส เวกัส อาทิ ป้าย “Welcome to Fabulous Las Vegas” บนถนนเดอะ สตริปที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง หรือ “Vegas Vic” ป้ายไฟรูปคาวบอยหนุ่มที่ยืนส่งเสียงทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้า The Pioneer Club บนถนนฟรีมองต์ทุก 15 นาที เวลาที่ผ่านไปทำให้มีป้ายจำนวนไม่น้อยที่เคยได้เจิดจรัสอยู่ใจกลางเมืองหรือริมทางหลวงถึงเวลาต้องปลดประจำการ YESCO จึงรวบรวมป้ายเหล่านี้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้บนที่ดินกลางแจ้งที่เรียกกันว่า “สุสานนีออน (Neon Boneyard)” โดยไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าชม จนกระทั่งบริษัทได้ร่วมมือกับนีออน มิวเซียมเพื่อให้เข้ามาช่วยซ่อมแซมและรวบรวมป้ายเก่าในเมืองเพิ่มเติม ทำให้ปัจจุบันมีป้ายนีออนมากกว่า 150 ป้ายที่อยู่ในความดูแลของนีออน มิวเซียม
ที่มา: coolhunting.com, วิกิพีเดีย

ที่มา:

insidervlv.com
lasvegassun.com
Sign standards – City of Las Vegas จาก lasvegasnevada.gov
บทความ “The Major Milestone: 75th anniversary of commercial gaming in Nevada” (มีนาคม 2007)
โดย David G. Schwartz จาก nevadaresorts.org
เอกสาร Las Vegas 2020 Master Plan จาก lasvegasnevada.gov

« Back to Result

  • Published Date: 2013-07-19
  • Resource: www.creativethailand.org
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง