Articles

« Back to Result | List

ออกแบบโอกาสใหม่ เชื่อมไปกับ “ราง และ ความเร็ว”

เมื่อปี พ.ศ. 2454 นายชาร์ลส์ แวน เด็น บอร์น (Charles Van Den Born) นักบินชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินแบบออร์วิลล์ ไรท์ (Orville Wright) มาสาธิตการบินถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงทอดพระเนตร รวมถึงเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมตื่นเต้นกับเครื่องบินลำแรกที่บินเข้ามาในประเทศไทย ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ปทุมวัน  และในปีเดียวกันนั้นเอง กระทรวงกลาโหมได้ตัดสินใจส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส จากจุดเริ่มต้นเมื่อร้อยปีก่อน และจากนักบินไทย 3 คนที่ฝึกฝนด้านเทคนิคการบินที่ซับซ้อน มาในวันนี้อุตสาหกรรมการบินได้พัฒนาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมาโดยตลอด

ร้อยปีให้หลัง…ในวันนี้ประเทศไทยกำลังจะได้รับการท้าทายใหม่ๆ จากเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาน้ำมัน ความซบเซาของเศรษฐกิจในทวีปยุโรปและอเมริกา วิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งระหว่างนานาประเทศ ดังนั้น การลงทุนปฏิวัติระบบรางของประเทศจึงมีความสำคัญที่มุ่งสู่ผลลัพธ์ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การสัญจรหรือการขนส่งสินค้า แต่ความท้าทายนี้ ได้เดินทางมาพร้อมโอกาสใหม่ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและคุณภาพรายได้ที่จะเกาะเกี่ยวไปกับระบบราง โดยเฉพาะการลงทุนในรถไฟความเร็วสูงที่จะทำให้ “เวลา” กลายเป็นต้นทุนที่สามารถควบคุมและบริหารจัดการได้ ทั้งในด้านธุรกิจและชีวิตประจำวัน 

เนื้อหาของการลงทุนระบบราง ตั้งแต่ระบบเทคโนโลยี ระบบการบริหารจัดการ ระบบการฝึกอบรมบุคลากร หรือรายละเอียดต่างๆ อีกมากมาย ดังเช่น จุดที่ตั้งสถานีหลัก พื้นที่ภายในและนอกสถานี  ระบบการจำหน่ายตั๋ว ฯลฯ คือภารกิจสำคัญในส่วนของภาครัฐที่จะต้องเดินหน้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนผู้ใช้บริการ แต่ขณะเดียวกัน ในด้านของภาคธุรกิจและประชาชนเองแล้ว การเตรียมตัวสำหรับอนาคตที่ว่านี้ก็มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

โอกาสใหญ่ของคนตัวเล็ก
ต้นทุนของระบบโลจิสติกส์นั้น ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทั้งในฝั่งปลายทางคือผู้บริโภค และฝั่งต้นทางคือผู้ผลิต โดยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและโอท็อป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตที่เป็นส่วนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพราะการผลิตส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยทักษะฝีมือท้องถิ่น และวัตถุดิบทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อในชุมชน ดังนั้น การลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้า และความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นจากระบบรางที่มีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้การกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพเป็นไปได้ทั้งในด้านต้นทุนที่ต่ำลง ปริมาณการจัดส่งที่เพิ่มขึ้น และระยะทางที่ไกลยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นตามมากับการขยายตัวทางการค้าก็คือ การกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากแรงปะทะและการติดต่อของผู้ผลิตกับโลกการค้าที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตได้รับการตอบรับหรือปฏิเสธในคุณภาพของสินค้า รวมถึงสามารถทราบความต้องการของลูกค้าเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงสินค้าและบริการได้อย่างทันท่วงที    โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เติบโตจนสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างธุรกิจจากท้องถิ่นให้เชื่อมต่อกับสากลได้อย่างรวดเร็ว[1]  ดังนั้นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและโอท็อปที่มีธุรกิจการค้าออนไลน์จึงย่อมเพิ่มการจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบโลจิสติกส์ที่ภาครัฐลงทุนให้นี้

นอกเหนือจากคุณภาพของระบบโลจิสติกส์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญแล้ว การพัฒนาวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อแปรรูปเป็นอาหารหรือสินค้าประเภทอื่นๆ ยังจะเกิดขึ้นตามมาเพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานของระบบรถไฟความเร็วสูง เช่น อาหารเบนโตะกับรถไฟญี่ปุ่นที่จำหน่ายได้ทั้งในสถานีและบนขบวนรถไฟ นี่จึงอาจเป็นเวลาของผู้ผลิตอาหารไทยทั่วประเทศที่จะลุกขึ้นมาคิดค้นและพัฒนา สินค้าอาหารไทยบนรถไฟ หรือ “ไทย-ปิ่นโต” ให้สวยงามและคุณภาพดี ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ในการพัฒนาให้เหมาะสมกับความต้องการและเงื่อนไขด้านรสนิยมของลูกค้า การออกแบบจึงมีบทบาทในการรับช่วงต่อ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภาชนะที่สามารถเก็บความร้อน ความเย็น และความสดแบบที่ไม่เป็นพิษกับผู้บริโภค พร้อมกับการสร้างเรื่องราวที่ควบคู่มากับอาหารกล่องรูปแบบใหม่นี้ให้กลายเป็นอาหารมื้อพิเศษซึ่งถูกปรุงขึ้นจากวัตถุดิบในท้องถิ่น  และเมื่อมองในภาพใหญ่ขึ้น ไม่เพียงแต่อาหารแปรรูปเท่านั้นที่จะได้รับโอกาสอันเปิดกว้างนี้ แต่บรรดาวัตถุดิบทางการเกษตรที่อาศัยความสดเป็นตัว “เรียกราคา” ย่อมได้รับประโยชน์เมื่อสามารถจัดส่ง “ความสด” ให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในกรณีนี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงการออกแบบอุปกรณ์สำหรับการขนส่งสินค้าทางการเกษตร อาทิ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และสินค้าเกษตรอื่นๆ ให้ได้จำนวนมาก (Bulk) ได้ในคราวเดียว รวมทั้งต้องพิจารณาถึงการออกแบบระบบขนส่งที่รองรับตั้งแต่การขนถ่ายสินค้าไปจนถึงระบบกระจายสินค้าที่เชื่อมต่อระหว่างสถานีกับลูกค้าได้ในระยะทางที่สั้นที่สุด และที่สำคัญคือ การออกแบบระบบการสั่งซื้อแบบออนไลน์ที่สอดคล้องกับตารางการเดินรถไฟ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างและรักษาคุณภาพของสินค้าให้ได้ตรงตามเป้าหมายและทันเวลาเพื่อผู้บริโภค

 

ภาพจาก งานแสดงต้นแบบร้าน OTOP Store และ Thai Pinto โดย TCDC

การผลิตที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้มีเพียงกลุ่มอาหารที่จะเติบโตจากการขนส่งที่รวดเร็ว หรือปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ “ความเป็นช่างฝีมือ” ของคนไทย กำลังต้องทำงานร่วมกับ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าให้เป็นสากล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การตกแต่งภายในตู้รถไฟสายเจอาร์ คิวชู (JR Kyushu) ซึ่งให้ความรู้สึกสวยงาม ปลอดภัย สะดวกสบาย ด้วยสินค้าโอท็อปที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในรถไฟความเร็วสูง นั่นคือ วัสดุต้องทนไฟ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษเมื่อติดไฟ และปลอดภัยเมื่อเกิดการแตกร้าว (เช่น วัสดุกระจกนิรภัย) ดังนั้นงานหัตถกรรมของชาวคิวชูจึงโดดเด่นในการรับใช้นักเดินทางได้อย่างสง่าผ่าเผย ขณะที่รถไฟความเร็วสูงของอิตาลี หรืออิตาเลียเรล (ItaliaRail) ได้เลือกใช้ความเป็นเลิศด้านการเย็บหนังของปอลโตรนา เฟรา (Poltrona Frau) บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่มาเป็นผู้ผลิตเบาะที่นั่งของผู้โดยสารในทุกชั้น


อิตาเลียเรล (ItaliaRail)

ดังนั้น มาตรฐานและคุณภาพของเอสเอ็มอีและโอท็อปจะเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้อง “ทำตามอย่าง” หรือ “ลอกเลียน” แต่คำว่า Identity หรือความเป็นตัวตนของท้องถิ่น จะกลายเป็นมูลค่าอันสำคัญยิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า เช่น ข้าวหอมมะลิเชียงราย กล้วยไข่กำแพงเพชร ผ้าไหมโคราช ฯลฯ และยิ่งความเร็วเข้ามาเป็นปัจจัยช่วยเชื่อมทุกอย่างให้ใกล้กันแล้ว ผู้ผลิตและผู้ใช้ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นบนพื้นฐานของคุณภาพที่เห็นพ้องต้องกัน

ออกแบบบริการ…ระบบเบื้องหลังประสิทธิภาพ
การนำเรื่องจำเป็นสำหรับการเดินทางอย่าง ป้ายบอกทาง ระบบซื้อขายตั๋วโดยสาร ที่รับฝากกระเป๋า ร้านค้า ห้องน้ำ ตู้เอทีเอ็ม อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอื่นๆ อีกมากมาย มารวมกันไว้ในพื้นที่ที่จำกัดเพื่อให้บริการแก่คนจำนวนมากได้ใช้พร้อมๆ กันอย่างสะดวกสบายดังเช่นในสถานีรถไฟนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์และการจัดการอย่างรอบคอบ “Service Design” หรือการออกแบบบริการ คือองค์ความรู้ที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อรองรับระบบการขนส่งและสัญจรที่จะเกิดขึ้นนี้   

ยกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทเจอาร์ คิวชู ที่ดึง เอย์จิ มิโตโอกะ (Eiji Mitooka) นักออกแบบอิสระผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ ดง ดีไซน์ แอซโซซิเอทส์ (Don Design Associates) มาร่วมงานจนนำไปสู่การสร้างสรรค์รถไฟคิวชูให้เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ทั้งในด้านการตกแต่งและการให้บริการ เช่น มีการออกแบบตู้ขบวนสำหรับเด็ก การติดตั้งมือจับบนเก้าอี้สำหรับผู้สูงอายุ การใส่ใจในรายละเอียดเรื่องม่านบังตาสำหรับผู้โดยสารที่เป็นสตรีให้ได้สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองโดยไม่ต้องกังวลใจ หรือการเพิ่มเก้าอี้นั่งของผู้ดูแลไปกับเตียงพยาบาลคนไข้ ขณะเดียวกันทางทีมบริหารของบริษัทก็ได้หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถไฟอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร พื้นที่ค้าปลีก ตลอดจนการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณสถานีและตามเส้นทางรถไฟ จนทำให้รายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจอื่นๆ ถึงร้อยละ 60 ขณะที่รายได้จากการให้บริการรถไฟนั้นมีสัดส่วนร้อยละ 40 ซึ่งจะทำให้บริษัทยังคงมีผลกำไรแม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนน้อยก็ตาม


ภาพจาก นิทรรศการ รถไฟสายความสุข เศรษฐกิจใหม่จากรางสู่เมือง

หรือในบางครั้ง การออกแบบบริการก็มาพร้อมกับการสอดรับกับนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สถานีรถไฟสตอกโฮล์ม เซ็นทรัล (Stockholm Central Station) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ที่แม้สถานีจะมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แต่ตัวอาคารก็ได้รับการบูรณะใหม่จากรัฐบาลด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 10.6 ล้านยูโร เพื่อสร้างสถานีที่ทันสมัย โอ่อ่า และเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนสถานีรถไฟจะต้องเป็นมากกว่านั้น เพราะใจกลางอาคารยังได้ปรับให้มีพื้นโล่งกว้างเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ของเมือง เช่น การแสดงสดของวง Swedish Radio Symphony Orchestra ในงานเปิดตัวเทศกาลดนตรีปี 2012-2013 ที่จะมีขึ้น นอกจากนี้ พลังงานของผู้คนที่ใช้บริการในสถานียังได้เป็นกลายแหล่งผลิตความอบอุ่นให้แก่อาคารในบล็อกถัดไป ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Jernhusen  ในสตอกโฮล์ม ที่ได้คิดค้นวิธีที่จะเก็บเกี่ยวพลังงานส่วนเกินของผู้ใช้บริการเพื่อแปรรูปเป็นความอบอุ่น  เนื่องจากแต่ละวันผู้ใช้บริการในสถานีราว 2.5 แสนคนล้วนมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานและเกิดเป็นความร้อนส่วนเกินจำนวนมาก ไม่ว่าพวกเขาจะเดิน วิ่ง ซื้อหนังสือพิมพ์ หรือสั่งกาแฟ ดังนั้นในอาคารจึงมีเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนติดตั้งอยู่ในระบบระบายอากาศ ซึ่งจะแปลงความร้อนส่วนเกินจากร่างกายลงไปในบ่อน้ำร้อน และไอความร้อนนั้นจะวิ่งผ่านท่อไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ผู้คนแทนการเปิดเครื่องทำความร้อนจากไฟฟ้า  โดยโครงการแปรรูปพลังงานนี้สามารถลดต้นทุนของอาคารสำนักงานลงได้ถึงร้อยละ 25  และนับเป็นนวัตกรรมที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เพราะในสตอกโฮล์มนั้นขึ้นชื่อเรื่องอากาศหนาวเย็นเกินบรรยาย  และราคาก๊าซที่ต้องใช้ในการปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นก็พุ่งทะยานสูงขึ้นทุกปี  การบริหารจัดการเบื้องหลังอันซับซ้อนของสถานีสตอกโฮล์มนั้นจึงแทบจะไม่มีผู้ใช้บริการคนใดที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต เพราะพวกเขาก็แค่เดินทางไปทำงานตามปกติ ซื้อกาแฟปกติ แต่การจัดการด้านบริการที่เยี่ยมยอดซึ่งอยู่เบื้องหลังกลับก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าชื่นชม


© C. G. P. Grey

เพราะนักเดินทางรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้ มีความต้องการและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน พวกเขาเชื่อมต่อกับโลกและสื่อสารตลอดเวลา ดังนั้น  สิ่งอำนวยความสะดวกที่เคยเป็นปัจจัยพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำ ร้านอาหาร แผนที่ ฯลฯ จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่จำเป็นต้องมี แต่จำเป็นต้องดีเลิศเพื่อสร้างคุณภาพของระบบบริการสำหรับสถานีหรือขบวนรถที่จะเกิดขึ้น ขณะที่บริการอื่นๆ ต้องถูกตระเตรียมอย่างรอบคอบ เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการให้เดินทางกลับมาใช้บริการซ้ำๆ ด้วยความประทับใจ ซึ่งหากอุตสาหกรรมบริการของไทยมีความเป็นเลิศและเป็นความหวังของระบบเศรษฐกิจด้วยแล้ว  ความจำเป็นที่จะสร้างมาตรฐานคุณภาพของงานบริการให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงก็ยิ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่ออนาคต หากรถไฟเชื่อมต่อจากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรือไกลข้ามทวีปออกไป  สิ่งที่จะตามไปด้วยก็คือระบบการบริการที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยให้เกิดความไหลลื่นในการขายสินค้าและบริการของไทยนั่นเอง    

หลายคนตั้งความหวังถึงโครงการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่นี้ ขณะที่หลายคนมีคำถามและเคลือบแคลงใจ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ไม่ว่าจะมีรถไฟความเร็วสูงหรือไม่มีก็ตามที เราจะอยู่อย่างไรในอนาคต เพราะโลกรอบตัวเรานั้นคาดเดายากขึ้นและหมุนเร็วจนตามไม่ทัน และบางครั้งความจำเป็นในชีวิตก็อาจจู่โจมเข้ามาจนไม่ทันตั้งตัวหรือมีเวลาพอที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำไป ดังนั้น คำถามที่เราควรตั้งไว้กับตัวเองคือ ระหว่างที่รถไฟความเร็วสูงกำลังวางเส้นทางบนแผนที่อยู่นั้น เราสามารถวางเส้นทางที่จะต่อเชื่อมกับอนาคตใหม่ได้โดยไม่ต้องรีรอหรือไม่


[1] ในปี 2554 ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 6 แสนล้านบาท และในจำนวนผู้ประกอบการเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 65 เป็นกิจการที่มีคนทำงานน้อยกว่า 5 คน  ยิ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเช่าและตกแต่งร้านเพื่อขายสินค้าเหมือนในยุคก่อน เพียงแค่มีไอเดีย ความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์  ค่าเช่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และกล้องดิจิทัล 

« Back to Result

  • Published Date: 2013-08-02
  • Resource: www.creativethailand.org